บทความทั่วไป  พฤศจิกายน 54

สารบัญ

เนื่อเรื่อง

หน้า
มั่นได้โล่ห์! 'เลดี้ กาก้า' ควงไมค์คล้าย 'เจ้าโลก' ขึ้นคอนเสิร์ต 1
คนดังนั่งเขียน 'ครูลิลลี่' ในบทบาทครูผู้อนุรักษ์ภาษาไทย (สุดฮา) 2
มะกันช็อคถ่ายติดวิญญาณ อึ้ง 'ผี' มี 'เซ็กซ์' ในห้องนั่งเล่น 3
ตามคำสั่งยอดเยี่ยม 4
October Sky / เติมฝันให้เต็มฟ้า แนวดราม่า 1 5
October Sky / เติมฝันให้เต็มฟ้า แนวดราม่า 2 6
ฮือฮา ค้นพบบันทึกสูตรอาหารของ "ผู้พันแซนเดอร์" 7
ประวัติผู้พันซันเดอร์กว่าจะเป็นร้านไก่ทอดKFC 8
'ไขปริศนาอาถรรพณ์' 11/11/2011 ประตูสวรรค์เปิด! 9
แก้เผ็ดนักเรียนโกงข้อสอบ 10
วงธัญพืชลึกลับขี้เล่นหรือคำเตือน 11
ลี้ภัยวิญญาณสงครามโลก 12
ครูหัวใสทำชาจากอึแพนด้า 13
ฟอร์ติเน็ตเตือน"ยูอาร์แอล"ที่ถูกย่อสั้น อาจเป็นเป้าหมายโจมตีของพวกมัลแวร์ 14
น้ำท่วมในอดีต 15
เซี่ยงไฮ้จัด "เดทหมู่" ครั้งใหญ่ 16
ว่าด้วย จดหมาย จาก น้องน้ำ 17
ปลดโฆษณาช็อก คู่พิพาทจูบสะท้านโลก 18
ฮือฮา ผู้ซื้อนิรนามคว้า"ซัน ดรอป"เพชร 110 กะรัต"ใหญ่สุดของโลก 19
เนยแข็งแพงที่สุดในโลก 20
มาดูกันจะๆ "เงิน1,000 ล้านบาท"มากแค่ไหน 21
น้ำหนักไม่ใช่อุปสรรค หญิงอ้วนสุดในโลก มีเซ็กซ์วันละ 6 ครั้ง 22
สงสัยยาคุมกำเนิดเม็ดเป็นเหตุ ของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากใหม่ 23
ผลวิจัยชี้...'ผู้หญิงปากสว่าง'เก็บความลับได้ไม่เกิน 2 วัน 24
เผยผลสำรวจ "เซ็กซ์ในฝัน" จะสุขสมหรือไม่ขึ้นอยู่กับ "น้องชาย" ของคุณ! 25
แหกคุกบันลือโลก 26
ลี้ภัยวิญญาณสงครามโลก 27
4 เทคนิค'หญิงรุก'จุดไฟราคะในตัวชายให้ลุกโชน 28
ผู้ดีเสพติด'ไดเอตโค้ก' กว่าทศวรรษ ดื่มแล้ว 65,700 กระป๋อง 29
จากสูงสุดสู่เหว ครอบครัว"กัดดาฟี" 30

วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

มั่นได้โล่ห์! 'เลดี้ กาก้า' ควงไมค์คล้าย 'เจ้าโลก' ขึ้นคอนเสิร์ต

Pic_213659

"เลดี้ กาก้า" สร้างความฮือฮาไม้แพ้ทุกครั้ง หลังควงไมโครโฟน หน้าตาคล้าย "อวัยวะเพศชาย" ขึ้นคอนเสิร์ตงานรถสูตรหนึ่งที่อินเดีย...

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า "เลดี้ กาก้า" นักร้องเพลงป๊อบชื่อดัง ขึ้นแสดงคอนเสิร์ต "เอฟ1 ร็อคส์" ในกรุงนิว เดลี ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นงานฉลองหลังเสร็จสิ้นการแข่งขันรายการ "อินเดียน กรังด์ปรีซ์" โดยสาวสวยวัย 25 ปี ไม่ทิ้งลายการแต่งตัวหลุดโลก ปรากฏกายด้วยกระโปรงผ้ายางพันแนบเนื้อ เข้ากับรองเท้ายางส้นสูงปรี๊ดสีดำได้เป็นอย่างดี

ส่วนเครื่องหน้านั้นแต่งออกมาในโทนนู้ด ไร้สีสันแต่งแต้มบนเปลือกตา รวมทั้งปกปิดคิ้วให้กลืนไปกับใบหน้า แต่สิ่งที่เรียกความฮือฮานั้น อยู่ที่ไมโครโฟนที่เธอถือควงออกมาด้วย ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับ "อวัยวะเพศชาย"

 

ทั้งนี้ สาวมั่นเผยในงานแถลงข่าวเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว (28 ต.ค.) ว่า "ฉันทุ่มเทมาก ดังนั้นทุกโชว์ของฉันจึงมีความแตกต่าง เครื่องแต่งกายครั้งนี้เป็นลูกผสม ระหว่างความเป็นตัวฉันกับความเป็นอินเดีย โดยฉันทำให้มันดูทันสมัยขึ้นอีกเล็กน้อย"

หน้า 2

วันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

คนดังนั่งเขียน 'ครูลิลลี่' ในบทบาทครูผู้อนุรักษ์ภาษาไทย (สุดฮา)

Pic_214076

สุดยอดครูในเมืองไทย คงปฏิเสธไม่ได้ ว่ามีชื่อ "ครูลิลลี่" ปรากฏอยู่ เพราะครูภาษาไทยคนนี้ ไม่ได้สอนแต่หนังสือเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำประโยชน์ให้กับคนไทยอย่างมหาศาล ด้วยการเปลี่ยนทัศนคติของเด็กไทย ที่มีต่อวิชาภาษาไทยในด้านลบ กลับกลายเป็นความชื่นชอบและความรักในภาษาไทยแบบไม่รู้ตัว นี่คือความภาคภูมิใจส่วนตัวของครูผู้มีจิตวิญญาณอย่างแท้จริง...

"กิจมาโนชญ์ โรจนทรพัย์" หนึ่งในคอลัมนิสต์ชื่อดัง หรือ "ครูลิลลี่" ที่หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตาและรู้จักกันเป็นอย่างดี นับจากนี้คนดังนั่งเขียนผู้นี้จะมาเสิร์ฟข้อมูลข่าวสารต่างๆ นานาในแวดวงภาษาไทย มาฝากผู้อ่านกันเป็นประจำผ่าน "ไทยรัฐออนไลน์" ทุกสัปดาห์ งานนี้ "ครูลิลลี่" ไม่มีกั๊ก เตรียมปล่อยมุกกระจายละเลงความสนุกเต็มที่ ไม่เฉพาะแต่ในห้องเรียนเท่านั้น คอลัมน์ของครูภาษาไทยชื่อดัง ยังจะแฝงไปด้วยความรู้ ความสนุก ตลอดจนสาระภาษาไทยที่ไม่เครียดจนเกินไป เพราะ "ครูลิลลี่" กระซิบบอกว่า "ภาษาไทยไม่ใช่เรื่องยาก" แต่จะยากง่ายแค่ไหน เราก็คงต้องติดตามกันดู เพราะครูลิลลี่ ย้ำนักย้ำหนา ว่า "เราทอดทิ้งภาษาไทยไปไม่ได้ เพราะเราคือคนไทย"

 


ช่วงนี้ถ้าไม่ติดวิกฤติน้ำท่วม มีหวังหลายคนได้เลือกหนังสือดีๆ เกี่ยวกับภาษาไทยไปอ่านกันแบบชิลๆ สักเล่มแล้ว เพราะผลงานล่าสุดของคอลัมนิสต์คนดัง คือการเปิดตัวพ็อกเกตบุ๊ก ชื่อว่า "แบบเลียนภาษาไทย จากใจครูลิลลี่" ที่ถูกเลื่อนการเปิดตัวออกไปก่อน เพราะว่าโชคร้ายเป็นของคนไทย ที่ยังต้องฝ่าฟันต่อสู้กับน้ำไปอีกสักระยะ แต่ก็ขอให้ทุกคนสู้ๆ ต่อไป

อย่างไรเสีย "ครูลิลลี่" ก็ยังไม่หนีหายไปไหน ยังคงสอนพิเศษอยู่ที่สยามสแควร์ทุกวัน แถมยังมีภารกิจหลัก คือการสอนหนังสือทางไกลให้กับเด็กนักเรียนในพื้นที่ชายแดนจังหวัดภาคใต้ และยังรับบทเป็นพิธีกร ทำหน้าที่บรรยายพิเศษภาษาไทยทั่วประเทศด้วยเช่นกัน งานนี้ไม่ต้องน้อยใจเพราะ "ครูลิลลี่" ก็มีสอนพิเศษทางไกลแบบดูเทปการสอนด้วยเหมือนกัน

เราเริ่มอัพเดทชีวิต "ครูลิลลี่" กันก่อนว่าช่วงนี้ทำอะไรบ้าง ?

"ช่วงนี้ก็สอนหนังสือทุกวัน จะไม่สอนทุกวันได้ยังไง เพราะเด็กอยากเจอเรา จะให้สอนเป็นเทปก็ไม่ได้ ถ้าคนอยากดูพี่เบิร์ด หรือคริสติน่า จะเอาคนอื่นไป เราจะเอาคนอื่นมา มันก็ไม่ใช่"

ย้อนกลับไปก่อนที่จะมาเป็นคุณครูภาษาไทย "ครูลิลลี่" เริ่มจากอะไร ?

"เมื่อ 20 ปีก่อน ครูทำงานเป็นพนักงานสัมพันธ์ แต่มีอยู่วันหนึ่งได้มีโอกาสไปสอนหนังสือเด็กที่หน้าห้องจริงๆ เพราะต้องไปช่วยสอนแทนเพื่อนที่ปวดท้องกะทันหัน พอวันนั้นที่ได้สอนแหละ ก็รู้สึกว่า เวลาที่เราสอนหนังสืออยู่หน้าห้อง อยู่กับเด็กๆ มันสนุก และมีความสุขเนอะ ซึ่งเราก็รู้สึกชอบ และคิดว่ามันใช่ วิชาการสื่อสารทางการพูดเป็นวิชาแรกที่ถือเป็นจุดประกาย ทำให้มีความรู้สึกว่า นั่นคือโชคดี เพราะหลังจากที่เรียนจบ 3 เดือน ทำให้เรารู้ตัวเองว่า เราชอบอะไร จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ 20 ปีแล้ว มีความสุขน่ะ"

ต่อมา "ครูลิลลี่" ก็สอนวิชาที่เกี่ยวข้องกับภาษาไทยโดยตลอด โดย "ครูลิลลี่" จะเน้นเรื่องหลักภาษาเป็นสำคัญก่อน แล้วจึงมีทฤษฎีเพิ่มเข้ามา ซึ่งทั้งหมดมันก็เกี่ยวข้องกับการฟัง พูด อ่าน เขียนนั่นเอง

ตลอดระยะเวลา 20 ปี "ครูลิลลี่" บอกว่าได้อะไรจากการเป็นครูสอนภาษาไทย

"ได้อะไร ก็ได้เรียนรู้ว่าการเป็นครูไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่มันก็สนุก และก็รู้สึกว่าได้อนุรักษ์ในสิ่งที่เด็กเบื่อ เพราะนอกจากเราจะสอนให้เค้าเก่งแล้ว เรายังรู้สึกภูมิใจ ที่เป็นแค่คนตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่ทำให้เด็กๆ หันมาชอบ และสนใจในภาษาไทยของเรา จากเด็กที่บ่นเบื่อภาษาไทย กลายเป็นเด็กที่ชอบภาษาไทย มันไม่ใช่เรื่องง่าย และนี่คือสิ่งที่ทำให้คิดว่า เราต้องอยู่เป็นครูสอนภาษาไทยต่อ"

"ครูลิลลี่" กระซิบบอกว่า บางครั้งก็เคยคิดจะหยุดสอนเหมือนกัน เพราะบางทีเราก็รู้สึกเหนื่อย บางทีเราก็รู้สึกท้อบ้าง แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้หยุดสอนสักที

 


ถามถึงเวลาสอนหนังสือบ้าง "ครูลิลลี่" ดุไหม ?

"ดุนะ ครูเป็นคนเอาจริงเอาจัง เวลาสอน ถ้าเด็กเล่นนะ ครูจะจัดการทันทีเลย ประมาณว่าอย่านะ อย่าคุย อย่าเล่นกันนะ บางครั้งเคยดุจนเด็กร้องไห้ แต่ครูก็ไม่ได้ว่าคำหยาบคาย แต่ครูจะใช้คำสอนที่แทงเข้าไปในหัวใจเด็กแทน"

ความสำเร็จอยู่ที่เด็กสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้รึเปล่า ?

"แต่ละปีเด็กที่มาเรียนกับครู ก็จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ประมาณ 70-80% แต่นั่นหมายความว่าเด็กต้องเก่งวิชาอื่นด้วย ไม่ใช่เก่งแต่วิชาภาษาไทยอย่างเดียว"

แล้วภาษาไทยยากตรงไหน ?

"ยากตรงหลักภาษา เด็กก็เลยรู้สึกเบื่อ แต่ครูว่าภาษาไทยง่ายนิดเดียว ที่พูดอย่างนี้ เพราะครูเอาตัวเองเป็นหลัก ครูไม่ใช่คนหัวเก่ง คนหัวดี แต่ครูก็เรียนภาษาไทยรู้เรื่อง แต่ถ้าครูไปเรียนเลข ชีววิทยา หรือฟิสิกส์ ครูก็เรียนไม่ได้ดี"

เทคนิคการเรียนภาษาไทย "ครูลิลลี่" บอกว่าอยู่ที่เราต้องเอาหลักภาษาเป็นตัวตั้ง เพราะถ้าเราไม่เข้าใจหลัก มันก็จะงงไปหมดเลย แต่พื้นฐานทัศนคติต้องดีตั้งแต่แรกด้วย เพราะถ้าทัศนคติต่อภาษาไทย หรือต่อตัวครูติดลบตั้งแต่แรก มันก็มีผลต่อการเรียนรู้เหมือนกัน

"ปัจจุบันภาษาเขียนของเราวิบัติไปเยอะ อย่างเรื่องสะกดคำ เด็กมักจะเขียนผิด อย่างผู้ใหญ่จะไทยคำอังกฤษคำ แต่ส่วนตัวครูก็ยังเชื่ออยู่ว่าภาษาไทยจะยังอยู่กับเราไปอีกนาน มันไม่หายไปไหนหรอก เพียงแต่ว่าคนอาจจะให้ความสำคัญมากหรือน้อยเท่านั้นเอง บางทีเราก็ไม่ใส่ใจ" ครูลิลลี่ กล่าว


 


การดำรงไว้ซึ่งภาษาไทย ครูลิลลี่คิดว่ายากไหม ?


"ส่วนตัวครูเอง คิดว่ายากนะ ถ้าครูทำคนเดียว ซึ่งบางทีต้องอาศัยสื่อมวลชน รัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองให้ความร่วมมือ เพราะเรื่องนี้ต้องเริ่มกันตั้งแต่ตอนเด็ก หากจะไปแก้ไขตอนโต มันทำได้ยาก มันต้องช่วยกันจริงๆ ไม่ใช่ช่วยกันแค่วันภาษาไทยวันเดียว แล้วทุกอย่างก็จบ คนเราต้องสื่อสารกันทุกวัน ครูว่ามันสำคัญทีเดียว"

การเป็นครูภาษาไทย ต้องมีเทคนิคอย่างไร ?

"ครูว่าการเป็นครูทุกวิชาต้องตรึงเด็กให้อยู่ การขึ้นมาสอนแต่ละครั้ง มันเหมือนกับการแสดง ทอล์กโชว์ หรือคอนเสิร์ต ตลอดเวลาที่สอน เช่น 2 ชั่วโมง ถ้าเราตรึงเด็กไว้ไม่อยู่ สิ่งที่สอนก็ไม่เข้าหัวเด็กอยู่ดี เด็กก็ไม่ได้อะไร ครูต้องใช้พลังอย่างมาก ต้องทำให้เด็กรู้สึกได้อะไรกลับไป เหมือนการมาดูภาพยนตร์สักเรื่อง ก็ต้องได้รับความสนุกกลับไป นี่คือเทคนิค"

ครูลิลลี่ บอกว่า "ถามว่าสนุกไหมกับการเป็นครู คงจะมีความสุขมากกว่า ตอนที่ทำให้เด็กเข้าใจ หรือตอนสอบติด แต่ที่มีความสุขมากที่สุด คือตอนที่ได้ยินประโยคว่า "จากหนูที่เคยไม่ชอบ ครูทำให้หนูชอบและรักภาษาไทย" ครูว่า ครูได้บุญมหาศาล เพราะการทำให้เด็กเก่ง ใครก็ทำได้ แต่ทำให้เด็กรักตรงนี้ได้ มันไม่ง่าย ยิ่งทำให้ครูทิ้งวงการสอนหนังสือไม่ได้จริงๆ"

ก่อนที่จบการสนทนา ครูลิลลี่ กล่าวกับ "ไทยรัฐออนไลน์" ว่า "ครูรักภาษาไทยนะ ครูสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ก็เพราะวิชาภาษาไทย มันเลยปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ครูมีครูในดวงใจเป็นครูภาษาไทยที่โรงเรียนเตรียมอุดม แต่ครูต้นแบบในการสอนเป็นครูวิทยาศาสตร์ ที่เป็นต้นแบบเพราะรู้สึกว่าครูใจดี พาเราไปบ้านที่เพชรบุรี ภาพนั้นรู้สึกว่าครูเป็นกันเอง เลี้ยงขนม เราก็รู้สึกอบอุ่น และคิดว่า ถ้าวันหนึ่งเราเป็นครู เราจะก๊อบคนนี้แหละ แต่ครูที่เราเป็นต้นแบบ ก็ไม่ได้สนุกโปกฮาเหมือนเรานะ ความสนุกมันคือตัวของเราเอง เพราะอยู่ดีๆ จะมาขำอยู่ 20 ปี ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ฉะนั้นก็ต้องมีความสุขและรักในความเป็นครูภาษาไทยจริงๆ"

สุดท้าย "ครูลิลลี่" เปิดใจเกี่ยวกับการมาเป็นคอลัมนิสต์ให้กับเราว่า "คอลัมน์นี้คงเป็นช่องทางที่ครูจะได้พบกับผู้คนในสังคม หรือเด็กๆ ครูว่าคอลัมน์นี้จะถือเป็นกระบอกเสียงหนึ่ง ที่ได้บอกกล่าวให้ทุกคนได้ใช้ภาษาไทยที่ถูกต้อง ครูจะพยายามถ่ายทอดคอลัมน์นี้ ให้ออกมาเป็นตัวของตัวเองที่สุด ก็อยากจะบอกความรู้เกี่ยวกับภาษาไทยให้กับคนที่ไม่ได้เรียนกับครู แต่ก็คงจะเป็นเรื่องอะไรที่ง่ายๆ หรือเป็นอะไรที่น่ารู้ น่าติดตาม อย่างไรก็มาลองเป็นเพื่อนคุยภาษาไทยกัน ครูหวังว่าคอลัมน์นี้จะช่วยส่งเสริม และรักษารากเหง้าของภาษาไทยไว้ ซึ่งครูคิดว่า ภาษาไทยเป็นอะไรที่ทิ้งไม่ได้ เพราะเราคือคนไทย..."

หน้า 3

วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

มะกันช็อคถ่ายติดวิญญาณ อึ้ง 'ผี' มี 'เซ็กซ์' ในห้องนั่งเล่น

Pic_214155

สุดช็อค! หลังหลานสาว 4 ขวบ ถ่ายภาพติดวิญญาณ กำลังมีเซ็กซ์อยู่ในห้องนั่งเล่น เชื่ออาจเป็นญาติผู้ใหญ่ที่ล่วงลับไปแล้ว ที่มีความผูกพันธ์กับบ้านหลังนี้...

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อ 4 พ.ย. ถึงเรื่องเหนือคำบรรยาย หลัง ไดแอนน์ คาร์ไลส์คุณแม่ลูก 3 เจ้าของบ้านหลังหนึ่งในเมืองยูคลิด รัฐโอไฮโอ อ้างว่าวิญญาณ 2 ร่าง มีเซ็กซ์กันที่ห้องนั่งเล่นในบ้านของเธอ โดยภาพเหตุการณ์ดังกล่าว คิโมรา หลานสาววัยเพียง 4 ขวบ บันทึกได้ระหว่างกำลังนั่งเล่นโทรศัพท์มือถือ

ไดแอนน์ เล่าว่า "ในคลิปคุณสามารถเห็นวิญญาณกำลังมีเซ็กซ์กัน ในท่ามิสชั่นนารี หรือท่ามาตรฐาน แถมวิญญาณฝ่ายหญิงสวมส้นสูงด้วย ฉันไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน"

 

อย่างไรก็ดี บ้านของ ไดแอนน์ ไม่ได้เพิ่งต้อนรับสิ่งที่มองไม่เห็นเป็นครั้งแรก เมื่อ 2-3 ปีก่อน ลูกสาวของเธอ ก็เคยถ่ายติดภาพวิญญาณมาแล้ว หลังจากถ่ายรูปตัวเองผ่านทางกระจก เธอเผยว่า "อยากเห็นทรงผมใหม่ จึงพยายามถ่ายทรงผมด้านหลังกับกระจก แต่เมื่อพินิจดูภาพดีๆ แล้ว จะเห็นวิญญาณยืนอยู่ข้างๆ" เรื่องราวชวนขนหัวลุกยังไม่หมด ไดแอนน์ เล่าเพิ่มเติมด้วยว่า พี่สาวของเธอที่เสียชีวิตไปแล้ว ก็เคยส่งข้อความเสียง (วอยซ์เมล) เป็นเสียงว่า "ฉันรักเธอ" ด้วย.

ชมคลิปวิดีโอเพิ่มเติมได้
ที่นี่.

ไทยรัฐ

หน้า 4

วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ตามคำสั่งยอดเยี่ยม

 

เจ้าตูบดูจะเป็นสัตว์เลี้ยงที่เรียกร้องความสนใจได้ดีกว่าแมวเหมียว เพราะถ้ามันต้องการสื่อสารอะไร มักใช้วิธีการเห่า โฮ่ง โฮ่ง ส่งเสียงดังๆ ให้คนได้ยินกันชัดๆ แต่ถ้าเป็นแมว ต่อให้ยืนร้องเหมียว เหมียว เจ้าของขี้เซาก็คงยังหลับเพราะไม่ได้ยิน

เหตุเช่นนี้ เจ้าของแมวหัวใสในรัสเซีย จึงสอนสั่งคิตตี้ประจำบ้านให้หัดกดกริ่งเรียกเพื่อขอเข้าห้อง ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยลดบานประตูถูกขีดขวนด้วยคมเล็บของน้องแมวด้วย ส่วนจะได้ผลหรือไม่ ต้องไปชม
'คลิก'.

ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

หน้า 5

วันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

October Sky / เติมฝันให้เต็มฟ้า แนวดราม่า

ภาพยนตร์ฝรั่ง > October Sky / เติมฝันให้เต็มฟ้า (บรรยายไทย) แนวดราม่า

มันเป็นเรื่องจริงในราวๆ 50-60 ปี หรืออาจจะกว่านั้น ตัวหนังเองเอามาจากหนังสือชื่อ Rocket Boys ซึ่งผู้แต่งชื่อ Homer Hickam (โฮเมอร์ ฮิคแค่ม) นำมาจากชีวิตจริงของตัวเอง หนังออกฉายในปี 1999 (8 ปีมาแล้ว)

เรื่องราวของชายหนุ่มอายุรุ่นๆ 4 คน จากชมชุนโคลวู๊ด เวสเวอร์จิเนีย ที่น่าจะไม่มีอะไรโดดเด่นเลย เพราะพ่อๆ และปุ่ๆ ของพวกเค้าเป็นคนงานเหมือนถ่านหินกันมาทั้งชีวิต และบ้านเค้าก็อยู่ในชุมชนที่มีคนอาชีพเดียวกัน แต่เมื่อคืนหนึ่งที่โฮเม่อร์และชาวชุมชน ได้ฟังข่าว และออกไปยืนรอนอกบ้าน ก็ได้เห็นดาวเทียมลำแรกของโลก “สปุ๊คนิก” (สร้างโดยรัสเซีย) โคจรผ่านเหนือท้องฟ้าของเมืองโอ๊ควู๊ด ทำให้เค้าเปลี่ยนความคิดตัวเอง ว่าจะต้องเป็นนักสร้างจรวดให้ได้

เค้าและเพื่อนๆ อีก 3 คนที่มีความฝัน ความสามารถต่างกัน แต่มีปูมหลังที่ใกล้ๆ กันหรือมีบางคนที่ออกจะแย่ๆ (คงเพราะเป็นแนวหนังดราม่า) ได้รับการสนับสนุนจากครูสอนวิทยาศาสตร์ อดีตนักบินผิวสี หน่วยบินหางแดง Tuskegee Airmen อันเลื่องชื่อ คอยแนะนำ คอยเติมฝัน และเป็นกำลังใจ ในขณะที่พ่อของโฮเม่อซึ่งเป็นหัวหน้าคนงานไม่สนับสนุนความคิดเหล่านี้เลย ทำให้เค้าและเพื่อน ต้องออกไปทดสอบจรวดที่ลานทิ้งหินจากเหมือง ที่ห่างออกไป 8 ไมล์จากบ้าน

การทดลองไม่เคยสำเร็จเลย พวกเค้าเกือบเอาชีวิตไปทิ้งเพราะการทดลองหลายๆ ครั้ง แต่ด้วยกำลังใจและคำแนะนำจากหลายๆ คนที่กล่าวไปแล้ว รวมถึงความช่วยเหลือจากลูกน้องพ่อบางคน ทำให้เค้าไม่ท้อถอย

วันหนึ่งพวกเค้าเปลี่ยนวิธีการเตรียมเชื้อเพลิง จากดินปืนธรรมดา เป็นการผสมกับแอลกอฮอล์ และเปลี่ยนท่อท้ายของจรวด โดยใช้สเตนเลสคุณภาพสูงที่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อจากการถอดรางรถไฟเก่าไปขายที่เซียงกง ในบ่ายวันทดสอบ มีคนมารอดูเต็มไปหมด ทั้งเพือ่นๆ จากโรงเรียนที่คอยมาซ้ำเติม ชาวบ้านที่คอยลุ้น และที่ปรึกษาอดีตนักบินผิวสีคนนั้น (ที่มาคอยลุ้นหลายๆ ครั้งแล้ว)

สิ่งที่ทุกคนเห็นคือ จรวดลอยขึ้นไปสูงเกือบ 1 ไมล์ !!! มันทำให้ความคิดของผู้ใหญ่ในเมืองเปลี่ยนไป และทำให้โรงเรียนอาจจะตัดสินใจสนับสนุนให้ไปประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับรัฐ

แต่เพราะด้วยความเป็นหนังแนวดราม่า เลยต้องมีปัญหาเข้ามา พ่อต้องเข้าโรงพยาบาลเพราะไปช่วยลูกน้อง เกือบเอาชีวิตไปทิ้ง ทำให้โฮเม่อออกจากโรงเรียนไปทำงานในเหมืองแทนเพื่อให้มีรายได้เลี้ยงดูครอบครัว (พี่ชายเพิ่งได้ทุนไปเรียนต่อ เพราะเป็นนักฟุตบอลของโรงเรียน น้องเลยเสียสละ) ส่วนเพื่ออีกคนที่ถือว่าเป็นมันสมองของกลุ่ม กลับถูกจำกัดบริเวณเพราะพ่อแม่ขี้เหล้าสั่งห้าม

แต่สุดท้ายด้วยความฝันของพวกเค้า .. ทำให้ทุกคนกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง และฝ่าฟันจนไปร่วมงานวิทยาศาสตร์ ได้เข้าประกวดระดับประเทศ และได้ทุนเรียนจนจบสูงๆ กันตามความฝัน หนีจากการมีชีวิตเป็นกรรมกรเหมืองถ่านหิน

โฮเม่อร์ได้เป็นครูฝึกนักบินอวกาศของนาซ่าในที่สุด ในขณะที่เพื่อนๆ ได้เป็นนายธนาคาร เป็นวิศกรเคมี และมีชีวิตที่มากกว่าสิ่งที่เค้าเคยเห็นตอนเด็กๆ

 

หน้า 6

วันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

October Sky / เติมฝันให้เต็มฟ้า แนวดราม่า 2

ทุกวันนี้การมองขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วเห็นเครื่องบินบินผ่านหลังคาบ้านเราเองไม่ใช่เรื่องที่น่าตื่นเต้นอีกต่อไป

ที่จริงมันเป็นเรื่องที่แสนธรรมดาเสียด้วยซ้ำ เช่นเดียวกับเรื่อง อื่นๆ เช่น Computer Graphic ที่ปรากฏอยู่บนภาพยนตร์ สำเนียงและแนวเพลงต่างๆ ของดนตรีที่เราฟังกันอยู่ทุกวัน เทคโนโลยี วิทยาการต่างๆ ที่แม้ว่ามันจะเป็นเทคโนโลยีใหม่แกะกล่องขนาดไหน แต่เดี๋ยวนี้แค่ไม่กี่วันเราก็หายจากอาการตื่นเต้นกับความใหม่ของมัน เทคโนโลยีใหม่ๆ อาจไม่ใช่ของใหม่อีกต่อไป บางทีผมนึกอิจฉากับคนรุ่นก่อนในยุคที่บุกเบิกสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ และเชื่อว่าอารมณ์ความรู้สึกของการได้สัมผัสกับความตื่นเต้นท้าทายของสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมานั้นต่างกับความรู้สึกของคนในยุคปัจจุบันนี้อย่างแน่นอน เช่นเดียวกันกับเรื่องของ จรวดหรือยานอวกาศ ที่จากอดีตการเดินทางสู่ห้วงอวกาศดูเหมือนจะเป็นเรื่องเกินเอื้อมสำหรับมนุษย์ แต่วันนี้เวลาเราเห็นข่าวการปล่อยจรวด, กระสวยอวกาศ, การสำรวจดวงดาวต่างๆ ดูจะหลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว

แต่ในช่วงกลางทศวรรษที่ 50 ที่สงครามเย็นระหว่างอเมริกาและรัสเซียกำลังดำเดินไปเรื่อยๆ ทั้งสองประเทศต่างพยามทำทุกอย่างให้อยู่เหนือกว่าอีกประเทศหนึ่งในทุกๆ ด้าน ไม่เว้นแต่เรื่องของการเดินทางออกนอกโลก การเดินทางสู่อวกาศกลายเป็นเรื่องแห่งศักดิ์ศรีของชาติ และรัสเซียก็สามารถชนะได้ในยกแรกเมื่อสามารถส่งยานอวกาศที่ชื่อสปุกนิก ออกสู่อวกาศได้เป็นชาติแรกของโลก ซึ่งทำให้อเมริการวมถึงประชาชนทั้งรู้สึกหวาดหวั่นและวิตก และเสียหน้า ไม่เว้นแม้แต่ผู้คนในเมือง โคลวู๊ด เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งในรัฐเวสต์ เวอจิเนีย ที่ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพในการทำเหมืองแร่ถ่านหิน ชีวิตของคนที่นี่ไม่มีอะไรน่าสนใจมากไปกว่าการขุดหาถ่านหินในเหมืองซึ่งอยู่ลึกลงไปใต้ดิน ทุกวันที่พวกเขาต้องลงไปทำงานในเหมืองแต่เช่าตรู่ และกลับขึ้นมาพร้อมกับเขม่าดำของถ่านหินและแถมด้วยโรคเกี่ยวกับปอด นั่นคือสิ่งที่วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่านั่นที่พวกเขาต้องเจอตลอดปีตลอดชาติเหมือนไม่มีวันจบสิ้น


October Sky เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงจากชีวิตของ โฮเมอร์ ฮิคอัม (Homer Hickam) เด็กหนุ่มวัย 17 ปี ที่ชีวิตอาจจะต้องจบลงที่การต้องเป็นคนงานเหมืองแร่ถ่านหินเช่นเดียวกับพ่อของเขาและชาวเมืองคนอื่นๆ หากไม่ใช่เพราะวันหนึ่งเมื่อมีข่าวเกี่ยวกับการปล่อยยานอวกาศสปุกนิก ของรัสเซียกระตุ้นให้เขาค้นพบเป้าหมายในชีวิตของตัวเอง


ด้วยความช่วยเหลือของเพื่อนๆ และครูประจำชั้น ที่ช่วยส่งเสริมและเป็นแรงสนับสนุนให้ความคิดในการที่จะสร้างจรวดของตัวเอง เพื่อส่งในงานประกวดสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ซึ่งจะเป็นบันไดให้เข้าก้าวไปสู่การได้รับทุนและได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย แต่ขณะเดียวกันความคิดที่ดูจะแหวกแนวกว่ากรอบของผู้เป็นพ่อที่วางไว้ว่าต้องการให้ลูกชายได้สืบทอดตำแหน่งของผู้จัดการเหมืองแร่เหมือนกับตน แต่ถึงอย่างนั้นก็ดีไม่ได้หมายความว่าพ่อของโฮเมอร์จะเป็นคนที่โหดร้าย แต่ตรงกันข้ามพ่อของเขากลับเป็นบุคคลที่คนทั่วไปและลูกน้องให้ความเคารพนับถือเสียด้วยซ้ำ แต่ความที่นิสัยที่ทั้งสองเป็นคนที่ดื้อดึง และเชื่อในสิ่งที่ตนทำ ความแตกต่างจึงไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้สองพ่อลูกขัดแย้งกัน แต่ความเหมือนกันมากต่างหากที่ทำให้ทั้งสองไม่เข้าใจกัน แต่โชคดีที่โฮเมอร์มีแม่ที่เข้าใจและคอยเป็นคนผสานรอยร้าวให้ทั้งโฮเมอร์และพ่อสามารถเข้าใจกันได้ในที่สุด
ใน October Sky เราจะเห็นเรื่องราวที่สนุกๆ ของกลุ่มเพื่อนทั้งสี่คนในความพยามที่จะสร้างจรวดของพวกเขา ทั้งการหาข้อมูลในการสร้างที่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับเมืองเล็กๆ ที่อยู่ในยุคที่ยานอวกาศเพิ่งจะเริ่มต้น ทั้งเรื่องของวัสดุที่จะเอามาสร้าง ทั้งสี่ลองผิดลองถูกเหมือนกับที่นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายต้องเคยทำ ประสบการณ์ในการทดลองครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้ในที่สุดพวกเขาก็สามารถส่งจรวดของเขาทะยานสู่ท้องฟ้าได้เป็นผลสำเร็จ พวกเขากลายเป็นตัวอย่างของสำเร็จจากการพยามฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ


แม้ว่าจะมาจากเมืองที่ดูไม่มีอนาคต แต่ทว่าพวกเขาสร้างอนาคตของพวกเขาเอง สำหรับคนที่ชอบหนังที่ให้กำลังใจและดูสนุกจึงไม่ควรพลาดที่จะหามาชม

 

หน้า 7

วันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ฮือฮา ค้นพบบันทึกสูตรอาหารของ "ผู้พันแซนเดอร์" "เคเอฟซี" ตื่นเต้นหนัก เตรียมเผยแพร่แฟนไก่ทอดทางเน็ต

สูตรตำหรับอาหารที่เขียนโดยผู้พันแซนเดอร์ ผู้ก่อตั้งร้านไก่ทอดชื่อดังอย่าง "เคเอฟซี" ได้ถูกค้นพบหลังจากหลายสิบปีผ่านพ้นไป

สำนักข่าวเอพีรายงานว่า ต้นฉบับกระดาษสีเหลืองเก่าของผู้พันฮาร์แลนด์ แซนเดอร์ ได้ถูกค้นพบโดยพนักงานคนหนึ่งในร้าน ขณะที่เขากำลังค้นหาเอกสารอยู่ โดยต้นฉบับสูตรอาหารดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ขณะที่แซนเดอร์กำลังปลุกปั้นให้ไก่ทอดแคนตักกี้ของเขาเป็นแบรนด์ระดับโลกอยู่นั้น เขาก็กำลังบันทึกชีวิต ความรักในอาหาร และสูตรอาหารของตนเพื่อมอบมันให้แก่โลกใบนี้

รายงานระบุว่า ต้นฉบับพิมพ์ดีดดังกล่าวเขียนขึ้นกลางทศวรรษที่ 1960 และมีความหนากว่า 200 หน้า และตอนนี้ เคเอฟซีก็มีแผนที่จะนำต้นฉบับดังกล่าวออกเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ต

สูตรอาหารที่บันทึกอยู่ในต้นฉบับดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้พันแซนเดอร์เป็นมากกว่าคนรักไก่ทอด เพราะต้นฉบับยังมีบันทึกสูตรอาหารอื่นๆ ทั้ง ไข่คน (ออมเล็ต) แพนเค้ก พาย และอาหารชนิดอื่นๆ อีกหลายเมนู ที่แซนเดอร์เขียนเอาไว้ว่า สูตรอาหารเหล่านี้สะท้อนให้เห็นความหลงใหลของเขาต่อ "อาหารโบราณที่ชวนให้หวนรำลึกถึงอดีต และอาหารพื้นๆ ที่หาได้ตามบ้านในชนบททั่วไป"

รายงานระบุด้วยว่า บริษัทเคเอฟซีได้ทำประหนึ่งว่าต้นฉบับสูตรอาหารดังกล่าวเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบริษัท โดยมันได้ถูกนำมาเก็บไว้อย่างปลอดภัยในตู้เซฟที่ร้านเคเอฟซีสาขาหลุยส์วิลล์ ซึ่งเป็นสาขาหลักของร้าน และวางอยู่เคียงข้างสูตรลับของไก่ทอดเคเอฟซีซึ่งเขียนด้วยลายมือของผู้พันแซนเดอร์

ทั้งนี้ เคเอฟซีระบุว่า ร้านของตนให้เสิร์ฟไก่ทอดให้กับลูกค้า 12 ล้านคนต่อวันใน 109 ประเทศทั่วโลก แต่ขณะเดียวกัน ขณะที่สาขาในสหรัฐกำลังประสบกับปัญหาด้านยอดขาย สาขาในต่างประเทศกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากโดยเฉพาะในประเทศจีน

รายงานระบุด้วยว่า แซนเดอร์ยังได้เขียนในบันทึกของเขาด้วยว่า สูตรอาหารพื้นๆ ของเขามีค่ามากกว่าเมนูอาหารต่างชาติ "ที่คนธรรมดาๆ ยังอ่านออกเสียงชื่อเมนูเหล่านั้นไม่ออกเสียด้วยซ้ำ"

มติชน

หน้า 8

วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ประวัติผู้พันซันเดอร์กว่าจะเป็นร้านไก่ทอดKFCจนถึงทุกวันนี้

หวังว่าตัวอย่างชีวิตของชายคนหนึ่งที่เริ่มต้นประสบความสำเร็จในชีวิตตอนอายุ 65 ปี
ที่กำลังจะนำมาให้ทุกท่านอ่านต่อไปนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจ
และเป็นกำลังใจให้ท่านต่อสู้กับชีวิตต่อไปอย่างไม่ท้อถอย

โปรดติดตามได้ ณ บัดนี้.....

"ความตั้งใจเล็ก ๆ ที่ยังเหลืออยู่"

พ่อของเขาเสียชีวิตตอนที่เขาอายุได้เพียงห้าขวบ เขาต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ขณะอายุ 16 ปี ตอนอายุ 17
ปี เขาแสดงความสามารถพิเศษด้วยการตกงานติดต่อกันถึง 4 ครั้ง

เขาแต่งงานตอนอายุ 18 ปี ปีถัดมาเขาได้เป็นพ่อคน แต่ชีวิตคู่ของเขาก็มีความ สุขอยู่ได้ไม่นานนัก อายุ 20
ปี ภรรยาของเขาพาลูกสาวหนีไป เพราะทนใช้ชีวิตกับ เขาไม่ได้

ช่วงอายุ 18-22 ปี เขาประกอบอาชีพเป็นคนขายตั๋วรถไฟแล้วก็ล้มเหลว แต่เขาก็ยัง
ต่อสู้กับชีวิตด้วยการหาโอกาสให้ชีวิต แต่ทุกอย่างที่เขาทำก็ไม่วายล้มเหลว เหมือนเดิม

เขาสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพแต่ก็ถูกขับออกมา หันเหมาสมัครเข้าโรงเรียนกฎหมาย
แต่ด้วยความสามารถอันเอกอุ เขาถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดี

แล้วเขาก็ไปทำงานเป็นพนักงานขายประกัน แน่นอนที่สุด เขาล้มเหลวอีกครั้ง (แล้ว)

แค่เกริ่นมาข้างต้นก็คงไม่ต้องบอกว่า ชายคนนี้ทำอะไรไม่ได้เรื่องเลยสักอย่าง !
แต่ก็อย่างว่าแหละ คนเราอะไรมันจะไม่ได้เรื่องไปเสียหมด สิ่งเดียวที่เขาพบว่า เขาทำได้ดีก็คือ
การทำอาหาร

ดังนั้นเขาจึงไปทำงานเป็นพ่อครัวและคนล้างจานในร้าน กาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่ง
แต่นั่นก็ไม่ใช่ชีวิตที่ทรงคุณค่าอะไรเลยในความคิดของเขา

ชีวิตที่ร้านกาแฟ เขามีเวลามากมายที่จะนั่งคิดและทำอะไรได้มากพอสมควร แต่เขา
กลับเลือกใช้เวลานั่งคิดถึงภรรยาและลูกสาวของเขา
เขาเพียรพยายามติดต่อภรรยาและอ้อนวอนให้เธอกลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง แต่ได้รับคำปฏิเสธ

เขาเปลี่ยนความ คิดใหม่ เขาไม่ต้องการภรรยาอีกต่อไป ขอเพียงแต่ได้ลูกสาวกลับคืนมาก็พอ เพราะเขา
รักและคิดถึงเธอเหลือเกิน เขาใช้เวลาว่างในร้านกาแฟวางแผนในการนำลูกสาวกลับคืนมาสู่อ้อมอกของตน
เขาวางแผน ทุกขั้นตอนละเอียดยิบ คำนวณทุกฝีก้าว

ในที่สุดแผนการอันแสนยาวนานก็เสร็จสิ้นลง เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์
คุณพ่อวัยรุ่นผู้น่าสงสารซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้นอกบ้านหลังเล็กๆ ของภรรยาของเขา

เฝ้ามองลูกสาวของเขาเล่นอยู่หน้าบ้านและเตรียม พร้อมที่จะ 'ลักพาตัวเธอ!'

แล้ววันที่ตั้งใจไว้ก็มาถึง เขาซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้อย่างระมัดระวัง แม้จะรู้สึกกังวล ตื่นเต้น
และตระหนก อยู่บ้าง

แต่นั่นมิอาจเทียบได้กับความรักที่เขา มีต่อลูก เขาตัดสินใจที่จะต้องลงมือทำให้สำเร็จ แต่แล้วอนิจจา ...
วันนั้นลูก สาวของเขาไม่ออกมาเล่นหน้าบ้านเลย

แม้กระทั่งความพยายามในการก่ออาชญากรรม เขาก็ยังล้มเหลว เขารู้สึกเหมือนคนที่พ่ายแพ้ต่อโชคชะตา
รู้สึกเหมือนคนไม่มีค่า และเหมือนพระเจ้ากำหนดมาแล้วว่าเขาจะ ต้องอยู่เพียงลำพังไปตลอดชีวิต

แต่เหมือนปาฏิหาริย์ ในที่สุดเขาก็สามารถโน้มน้าวภรรยาให้กลับมาอยู่ด้วยกันได้
พวกเขาทำงานด้วยกันในร้านกาแฟแห่งนั้น ทำอาหารและล้างจานอยู่จนกระทั่งเขาเกษียณ ตอนอายุ 65 ปี

วันแรกของการเกษียณอายุ เขาได้รับเช็คเงินประกันสังคมฉบับแรกของเขา เป็นเงิน 105 ดอลลาร์ (ราวสี่พันบาท)
เช็คดังกล่าวเหมือนเป็นตัวแทนของรัฐที่ฝากมาบอกเขาว่า เขาไม่อาจจะดูแลตัวเองได้อีกต่อไปแล้ว
ทั้งหมดที่เขาทำได้ก็คือใช้ชีวิต อยู่จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิตด้วยเงินสนับสนุนจากรัฐบาล

มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขารู้สึกถูกปฏิเสธ ล้มเหลว เสียกำลังใจ และท้อแท้
ชีวิตของเขาได้รับความผิดหวังอีกครั้งหนึ่งหลังจาก 65 ปีอันยาวนาน

เขาบอกกับตัวเองว่าถ้าเขาดูแลตัวเองไม่ได้ ต้องมีชีวิตอยู่โดยให้รัฐบาลดูแล
เขาก็ไม่สมควรจะมีชีวิตอีกต่อไป เขาตัดสินใจ (อีกแล้ว) ว่า ' จะฆ่าตัวตาย '
เขาหยิบกระดาษหนึ่งแผ่นกับดินสอหนึ่งแท่ง นั่งลงใต้ต้นไม้ในสวนหลังบ้านอย่างสงบ
ตั้งใจที่จะเขียนคำสั่งเสียและพินัยกรรม

แต่แทนที่จะทำเช่นนั้น กลับเหมือนมีอะไรมาดลใจ เหมือนเป็นครั้งแรกที่ชีวิตเกิดปัญญา
เขาเริ่มต้นเขียนสิ่งที่เขาควรจะเป็น ชีวิตที่เขาควรจะมี
และสิ่งที่เขาปรารถนาในช่วงชีวิตสุดท้ายที่เหลืออยู่

เขาตกใจมาก เมื่อค้นพบความจริงในชีวิตว่า เขายังไม่เคยทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันกับเขาสักอย่างเลย !
(เพิ่งนึกได้)

เขานั่งครุ่นคิดกับตัวเองอย่างจริงจัง มีบางอย่างที่เขาสามารถทำได้
บางอย่างที่คนที่รอบตัวทำสู้เขาไม่ได้ ใช่ ! เขารู้วิธีปรุงอาหาร ชีวิตเกือบทั้งหมดของเขา
อยู่ที่หน้าเตาร้อนๆ มาตลอด เขาตัดสินใจกับตัวเองอีกครั้ง

ในที่สุดเขาเลือกที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อทำอะไรสักอย่างในชีวิตให้ประสบความสำเร็จ

เขาตั้งใจว่าถ้าเขาจะตาย เขาก็อยากจะตายในแบบที่ได้ลองพยายามเป็นใครสักคน
และทำบางสิ่งบางอย่างที่มีค่าด้วยชีวิตที่เหลืออยู่น้อยนิดของเขา

เขาลุกจากเงาไม้ มุ่งหน้าไปยังธนาคารในเมือง เพื่อขอยืมเงินจำนวน 87
ดอลลาร์จากเช็คประกันสังคมฉบับต่อไปของเขา

ด้วยเงิน 87 ดอลลาร์นั้ น เขาซื้อกล่องเปล่าและ ไก่จำนวนหนึ่ง

จากนั้นเขาก็กลับไปที่บ้านและลงมือทอดไก่ที่ซื้อมาด้วยสูตรพิเศษที่เขาได้คิดค้นขึ้นมาในช่วงหลายปีที่ทำง
านที่ร้านกาแฟนั้น

เขาเริ่มขายไก่ทอดของเขาตามบ้านต่างๆ ในเมืองคอร์บิน รัฐเคนตั๊กกี้ของเขา

แล้วคนขายไก่ทอดอายุ 65 ปีคนนั้นก็กลายมาเป็นผู้พันฮาร์แลนด์ แซนเดอร์ส
ราชาผู้เป็นที่รักของอาณาจักร Kentucky Fried Chicken หรือที่เรารู้จักกันในนาม KFC นั่นเอง

ตอนอายุ 65 ปี เขาเป็นเหมือนอนุสรณ์แห่งความล้มเหลวที่ยังมีชีวิต แต่ในวัย 85 ปี
เขาก็กลายเป็นเศรษฐีพันล้านและมีชื่อเสียงไปทั่วโลก มีผู้คนให้เกียรติเขาทั่วประเทศ

เรื่องราวชีวิตของผู้พันแซนเดอร์ส เป็นอีกบทหนึ่งของเรื่องราวความสำเร็จ
ที่ได้รับคำยกย่องจากผู้คนทั่วโลก แต่ใครจะรู้บ้างว่าหากใต้ต้นไม้วันนั้น
ผู้พันแซนเดอร์สได้ทำตามที่เขาตั้งใจไว้แต่แรก ตำนานไก่ทอดสะท้านโลกก็คงจะไม่มีให้เราได้เห็นกัน

จริงอย่างที่เขาว่า ความสำเร็จกับความล้มเหลวห่างกันเพียงแค่พลิกฝ่ามือ
มันอยู่ที่ว่าคุณเลือกที่จะ 'สู้ต่อ' หรือ 'ยอมแพ้'

สำหรับผู้พันแซนเดอร์ส 65 ปี ของ ชีวิตที่ล้มเหลว เทียบคุณค่าอะไรไม่ได้เลยกับ 20 ปีแห่งความสำเร็จ

แล้วชีวิตของคุณหละ ล้มเหลวมากพอหรือยัง ?

หน้า 9

วันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

'ไขปริศนาอาถรรพณ์' 11/11/2011 ประตูสวรรค์เปิด!

Pic_215710

เป็นเรื่องที่ฮือฮาอีกครั้งหลัง โหรต่างประเทศออกมาระบุว่า วันที่ 11 เดือน 11 ปี 2011 เวลา 11 นาฬิกา จะเป็นวันที่เปิดประตูสวรรค์ประตูที่ 11 และสิ่งมีชีวิต ทั้งดีและไม่ดีจากภพอื่น จะเดินทางมายังโลกมนุษย์ อาจทำให้เกิดเหตุร้ายหรือภัยพิบัติบนโลก มนุษย์อาจบาดเจ็บล้มตายทั่วโลก ทั้งโลกตะวันตกและเอเชีย รวมถึงประเทศไทย...

หมอดูชื่อดัง เจ้าของฉายาโหรจอมฟันธง ตั้งข้อสังเกตประเด็นนี้ว่าเป็นเรื่องที่เคยเกิดมาแล้วหลายครั้งเช่น ปี ค.ศ. 2000 หมอดูฝรั่งก็บอกว่าจะเกิดเรื่องร้าย โลกจะแตกเพราะ Y2K แต่ก็ไม่เกิดอะไรเลย

 


"หลังจากเทียบดูวันเดือนปีเวลาดังกล่าว ตามหลักโหราศาสตร์ไทย ที่ว่าด้วยเรื่องดวงดาว การโคจร การโยกย้ายดวงดาว คำว่า โคจรโยกย้ายของดาว ได้มีเส้นสมมติบนท้องฟ้าตามหลักทางดาราศาสตร์ และโหราศาสตร์ว่าด้วยเรื่องโหร ราศี ซึ่งโหราศาสตร์เป็นสากล เช่น เขาว่าด้วยดาวกลุ่มต่างๆ บนท้องฟ้า อย่างดาวกลุ่มเมษ เรียกว่าราศีเมษ Aries ราศีพฤษภ Taurus ราศีเมถุน Gemini ราศีกรกฎ Cancer ราศีสิงห์ Leo ราศีพิจิก Scorpio เป็นต้น ผลปรากฏว่าวันเดือนปีเวลาดังกล่าว ไม่เกี่ยวข้องกับดาวใหญ่จะย้ายเลย แต่จะมี 7 ธันวาคมนี้ ที่ดาวดวงใหญ่ย้าย ก็คือ ดาวเสาร์ย้ายและโคจรในองศาที่เคลื่อนจากราศีกันย์ เข้าไปสู่ราศีตุลย์ จะส่งผลต่อดวงคนที่เกิดราศีกันย์มากเป็นพิเศษ จะเกิดทุกข์ใจ มีภัย ไม่ปลอดโปร่ง ทว่ากล่าวถึงดวงเมือง-ดวงโลก ดาวเสาร์ย้ายดาวเสาร์แปลว่าแผ่นดินไหว ตึกถล่ม การสั่นสะเทือนของโลกอาจจะมีแผ่นดินไหวน่าจะมีสึนามิ วันที่ 7 ธันวาคมนี้ ในทางโหราศาสตร์บวกลบ 1 เดือน ดังนั้นที่ฝรั่งพูดถึงวันที่ 11 เดือน 11 ปี 2011 มันอาจหมายถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหว สึนามิใหญ่นี้ก็เป็นไปได้”

อย่างไรก็ดี เมื่อลองไล่ดูดวงดาวบนท้องฟ้า จากนี้เกี่ยวกับการเมืองไทยมันยังส่งผลต่อการบริหารราชการแผ่นดิน หรือการตัดสินใจของรัฐบาล หรืออะไรที่มันดูชักช้า หรือไม่ได้ดั่งใจประชาชน เพราะว่าดาวพฤหัสบดีบนท้องฟ้าขณะนี้ โคจรทับชะตาเมืองไทย ดาวพฤหัสบดีที่เป็นตัวแทนของความสำเร็จ ความรุ่งเรือง จึงมีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริหาร มีผลต่อการแก้ปัญหาด้วย

 


“แต่ขอให้ใจเย็นแต่หลังจากวันที่ 5 มกราคม 2555 ดาวพฤหัสบดีจะเดินหน้าอย่างรวดเร็ว แปลว่าน้ำท่วมครั้งนี้ หลังจากน้ำท่วมแล้วไม่ต้องกลัว เดี๋ยวก็จะมีสิ่งดีๆ ขึ้นกับเมืองไทย ทั้งเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ การท่องเที่ยว นี่คือดวงของประเทศไทย แต่ตอนนี้อยากให้นายกฯ อดทน จากการถูกสุนัขจิ้งจอกล้อมกันประมาณ 100 ตัวรุมกินโต๊ะ แต่หลังวันที่ 5 มกราคม ดาวพฤหัสบดีเดินหน้า แม่เสือจะกระโดดกัดคอหมาป่าสัก 10 ตัวพร้อมๆ กันแล้วมันก็ตกใจหนีกระเจิงไป”

เมื่อถามถึง ความเชื่อเกี่ยวกับผู้หญิงเป็นผู้นำประเทศไทย แล้วทำให้น้ำท่วมใหญ่นั้น หมอดูชื่อดังบอกว่า

“ตามตำราโหราศาสตร์ไม่มีระบุเอาไว้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าการผิดพลาดมาจาก ศปภ.บริหารประเทศได้ห่วยแตก ชักช้าอืดอาด เนื่องจากเพราะอิทธิพลของดาวพฤหัสบนท้องโคจรทับชะตาเมืองถอยหลัง ในมุมของการบริหารราชการแผ่นดิน เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่ามันช้า และมันขาดการบูรณาการ ไม่ทันใจประชาชน แต่ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่า ประชาชนหลายคนในประเทศนี้ ก็จ้องจะให้ช่วยอย่างเดียว โดยไม่คิดจะลุกขึ้นมาป้องกันหรือช่วยตัวเอง มิหนำซ้ำยุคนี้เป็นยุคที่คนไม่ค่อยทำบุญกัน คือ กรรมดีไม่เคยมี ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นการลงโทษของธรรมชาติ ของฟ้าดิน เพราะก่อนหน้านี้มันเกิดคนไทยลุกขึ้นมาแตกแยก แตกความสามัคคี ฆ่ากัน ทำลายล้างกัน ใต้ก็ทำลายล้างกันใน 3 จังหวัดชายแดน ภาคเหนือ อีสาน ก็แตกแยกกันทางความคิด เพราะนักการเมืองปลุกระดมให้แยกสี ให้สิ่งเหล่านี้เขาเรียกแตกความสามัคคี มันจึงเกิดอาเพศเพื่อเรียกสามัคคี จึงมีพุทธบัญญัติข้อนึงคือคนใด เหล่าใดทำให้สงฆ์แตกสามัคคี เขาให้สงฆ์นั้นสึกเลย ถ้าคนใดทำให้บุคคลแตกความสามัคคี หรือสงฆ์แตกความสามัคคีคนนั้นเป็นคนจัญไร คนแย่ คนไม่ดี ฉะนั้นที่ผ่านมามันไม่ใช่แค่คนๆ หนึ่ง มันเป็นคนหนึ่งคนแล้วปลุกระดมกันไปทั่ว ให้แตกความสามัคคี ไม่ต้องมองว่าฝ่ายเหลืองหรือฝ่ายแดง ครั้งนี้จึงโดนกรรมรวมล้าง”

 


สุดท้าย ลักษณ์ เรขานิเทศ บอกว่า การใช้คำทำนายไม่จริงเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องไม่จริง มันเกี่ยวข้องกับกรรมรวมของประเทศที่ก่อนหน้านี้ มันมีเหตุทั้งฝ่ายหนึ่งเผาบ้าน ฝ่ายหนึ่งกลัวว่าจะไม่สมเหตุสมผลร่วมช่วยเผา มันต้องยอมรับว่ามีกลุ่มนี้ ด้วยเหตุทั้งหมดทั้งมวลนี้ ความแตกความสามัคคีของคนในชาติ มันทำให้เกิดภัยทางธรรมชาติหรือภัยพิบัติมาล้างมาลงโทษ เพื่อให้คนไทยกลับมาสามัคคีถ้ามองในเรื่องดี ตอนนี้คนไทยหลายคนก็กลับมาช่วยเหลือกัน จากเคยเหลือง เคยแดงก็มีน้ำใจให้กัน เคยทะเลาะกันก็ต้องลงเรือลำเดียวกัน เพราะบ้านมันอยู่ติดกัน แล้วรถมันก็ออกไม่ได้ ทหารก็เอาเรือเข้ามา ทหารที่เคยถูกคนเกลียดเพราะไปปฏิบัติตามหน้าที่ ตามคำสั่งทางการเมืองก็ถูกด่าถูกเกลียด แต่ตอนนี้ทหารกลับเรตติ้งอันดับหนึ่งอันนี้คือข้อดี ซึ่งอาจารย์มองว่าเหตุเภทภัยครั้งนี้ เราเสียทรัพย์สิน เราเสียเศรษฐกิจ แต่เราได้ชีวิต ได้สังคม ได้สามัคคี ที่เป็นวิธีเดิมๆ ของคนไทยกลับคืนมาเยอะ ซึ่งมันอาจตีเป็นเงินไม่ได้ แต่มันเป็นเรื่องดี

"อยากให้จับตา หลังจากวันที่ 5 มกราคม 2555 นี้ให้ดี เพราะมันมีดาวที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชกิจและราชการแผ่นดิน จะเดินหน้าอย่างรวดเร็ว อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง เราต้องยอมรับว่าบุญบารมีของนายกฯคนนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับนายกฯทักษิณ ต่างกัน ตอนเกิดเหตุการณ์สึนามิ คุณทักษิณลงไปบัญชาการโดยตรง ประสานกับโลกตะวันตกและตะวันออกที่เข้ามาช่วย แต่ยุคทักษิณเป็นยุคที่มีบริวารรอบตัวมีฝีมือ แต่เห็นประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม แต่คุณยิ่งลักษณ์ก็มีข้อผิดพลาดตรงที่เชื่องช้า อย่างไรก็ดี วันที่ 5 มกราคมนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงไม่ปรับ ครม.ใหญ่ ก็โดนปฏิวัติจากประชาชนไม่ฟังคำสั่งรัฐ หรือยุให้ทหารออกมามีบทบาท เพราะความเชื่องช้าของผู้กุมอำนาจรัฐอย่างแน่นอน”

Twitter : raydo_thairath

 

หน้า 10

วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

แก้เผ็ดนักเรียนโกงข้อสอบ

Pic_216269

ผู้บริหารและครูบาอาจารย์ตามโรงเรียนต่างๆในประเทศจีน ประสบปัญหาหนักใจนักเรียน “ขี้โกงข้อสอบ” ด้วยเล่ห์กลสารพัด ยิ่งเทคโนโลยีสื่อสารก้าวหน้ายิ่งโกงง่าย

โรงเรียนมัธยมซีฮวง เมืองหวูฮั่น มณฑลเหอเป่ย ภาคกลางดินแดนมังกร นักเรียนจำนวนมากทำผิดกฎกติกามารยาท จุดสำคัญคือกระทำกันเป็นขบวนการ ตั้งเครือข่ายอย่างเป็นระบบ ทั้งในหมู่ผู้เข้าสอบและคนส่งสัญญาณบอกคำตอบอยู่นอกห้องสอบ จนครูผู้ควบคุมจับได้ไล่ทันยาก

แต่ในที่สุดครูใหญ่กับคณะที่ปรึกษาก็ค้นพบ “ทีเด็ดแก้เผ็ดเด็กขี้โกง” ได้ผลชะงัดนักแล... โดยย้ายห้องสอบจากห้องเรียนออกไปตั้งโต๊ะสอบ

ห่างกันมากๆ บนสนามกลางแจ้งกว้างใหญ่

และเพื่อความมั่นใจจะไม่มีนักเรียนรายใด แก๊งร่วมโกงก๊กไหนพยายามแหกกฎ ก็จัดตั้ง “หอสังเกตการณ์” ยกพื้นขึ้นสูงไว้มากมายหลายจุด กรรมการคุมสอบสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของ นักเรียนชัดเจน ควบคู่กับครูเดินตรวจตราภาคพื้นดิน

ปรากฏว่าไม่มีเด็กคนไหนโกงสำเร็จ... แม้กระทั่งแอบชะโงกดูคำตอบเพื่อนก็ไม่ได้.

ดอย ดอกฝิ่น

หน้า 11

วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วงธัญพืชลึกลับขี้เล่นหรือคำเตือน

Pic_216132

มาตามนัดอีกแล้วค่ะ...ไม่ใช่แฟนคนไหน...แต่เป็นวงธัญพืช หรือ Crop Circles ที่มาตามนัดทุกปี ในบริเวณที่คุ้นเคย คือบริเวณท้องทุ่งกว้างในอังกฤษ โดยเฉพาะที่อยู่ใกล้ๆ สโตนเฮนจ์ จะเป็นย่านที่วงธัญพืชปริศนามาเยือนทุกปีไม่มีขาด ถึงขนาดที่ว่า มีบริษัทนำเที่ยวหัวใสหลายแห่งจัดทัวร์ไปชมกันเป็นเรื่องเป็นราวทุกๆปีเลยทีเดียว

ระยะเวลาที่ Crop Circles จะมาถี่ๆมักจะเป็นช่วงเดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน ที่มาตามนัดไม่เคยให้ผิดหวังเสมอ และปีนี้ก็มาในแบบที่ทำเอาฮือฮากันไปหลายวง โดยเฉพาะวงที่ปรากฏขึ้นที่เมืองวิลท์เชียร์ (Wilt shire) เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ที่ฮือฮากันก็เพราะว่า วงธัญพืชปริศนาวงนี้มาในรูปลักษณ์ที่ดูยังไงก็เป็น “อีที” ชัดๆ แถมยังล้อเล่นด้วยการคาบไปป์อีกด้วย

เจอเข้าแบบนี้ บางคนก็บอกว่ามนุษย์ต่างดาวมีอารมณ์ขันแหงๆ แต่นักวิทยาศาสตร์บางท่านก็บอกว่าไหมล่ะ นี่มันเรื่องหลอกเด็กชัดๆ

รูปคล้ายงูที่ตีความกันถึงวันสิ้นโลก.

รูปคล้ายงูที่ตีความกันถึงวันสิ้นโลก.

ศ.ริชาร์ด เทย์เลอร์ (Richard Taylor) นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยแห่งโอเรกอน ได้เขียนคำอธิบายไว้ในหนังสือฟิสิกส์เวิลด์ บอกว่า ภาพอีทีขนาด 200 ฟุต ที่เห็นนี่แหละ สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยอุปกรณ์ที่หยิบฉวยมาจากในครัวได้สบายๆ นั่นคือ ไปงัดเอาอะไหล่ในเตาอบไมโครเวฟมา พร้อมกับมีอุปกรณ์วัดระยะจีพีเอสสักตัวก็สร้างได้แล้ว

อาจารย์เทย์เลอร์บอกว่า หากใครอยากทำเลียนแบบ ก็จงถอดเอาหลอดให้ความร้อนในเตาไมโครเวฟ หรือที่เรียกกันว่า หลอดแม็กนิตรอนออกมา แล้วหาแบตเตอรี่ขนาด 12 โวลต์ มาประกบเพื่อเป็นแหล่งให้พลังงาน จากนั้นก็ออกไปลุยสร้างวงธัญพืชปริศนากลางท้องทุ่งได้เลย

ลักษณะการล้มลงของต้นข้าวใน Crop Circle.

ลักษณะการล้มลงของต้นข้าวใน Crop Circle.

ท่านศาสตราจารย์บอกว่า ทีมงานที่ศึกษาร่วมกันมาสามารถใช้อุปกรณ์แบบนี้สร้างภาพให้เกิดเป็นวงกลมปริศนาได้ โดยคลื่นที่ออกมาจากหลอดแม็กนิตรอน จะสามารถทำให้ลำต้นพืชล้มลงไป จนเกิดเป็นวงธัญพืชปริศนาได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพในการสร้างสรรค์รูปแบบต่างๆ ที่แม้จะมีรายละเอียดของภาพมากมาย ก็ไม่ยากจะทำได้ในเวลาไม่นานนัก

ส่วนคำอธิบายแบบเก่าๆที่เคยมีผู้ออกมายอมรับว่าล้อเล่นกับวงธัญพืชปริศนา โดยใช้แผ่นไม้กระดานนาบให้ต้นพืชราบลงไปนั้น ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เหมือนกัน แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป การพัฒนาเทคโนโลยีโดยใช้จีพีเอส และอุปกรณ์ เลเซอร์เข้าช่วย ก็จะทำให้เทคนิคการสร้างสรรค์เป็นไปได้ดีขึ้น และเกิดเป็นรูปแบบที่แน่นอนขึ้น

 

พออาจารย์ออกมาประกาศความเชื่อเรื่องนี้ ก็ทำเอาเหล่าผู้เชื่อในยูเอฟโอออกมาโจมตีอาจารย์กันขนาดหนัก หลายๆคนหยันอาจารย์จากโอเรกอนท่านนี้ว่า ปรากฏการณ์วงธัญพืชปริศนาที่เกิดขึ้นมาหลายปีดีดักตั้งแต่ก่อนอาจารย์จะอุแว้...อุแว้...ออกมานี้ เป็นเรื่องยิ่งใหญ่และซับซ้อนเกินกว่าที่เหล่าเราๆจะเข้าใจได้ด้วยคำว่า “วิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบัน”

ในขณะที่เจ้าของที่ดินอันเกิดรูป “อีทีคาบไปป์” นี้คือ ทิม คาร์สัน (Tim Carson) บอกว่า แม้จะเคยเกิดวงธัญพืชปริศนาในฟาร์มของลุงแกมาตั้ง 125 ครั้งแล้ว ตั้งแต่ปี ค.ศ.1990 แต่เกิดทีไรก็ยังอดประหลาดใจไม่ได้ และลุงแกก็บ่นด้วยว่า พอมีวงธัญพืชปริศนามาโผล่ทีไร สิ่งที่ตามมาทันทีคือความเสียหายกับผลิต ผล จากปัจจุบันที่ลุงคาร์สันก็เซ็งๆ อยู่แล้วที่ต้นทุนการทำฟาร์มข้าวสาลีพุ่งเอ๊า...พุ่งเอา แถมยังเจอภัยแล้งซํ้าซ้อนอีก

ก็ยังไม่วายต้องมาเจอรูป “อีที” ที่ทำให้ต้นข้าวของลุงตายแหงแก๋...

 

ลุงคาร์สันบอกว่า วงกลมแต่ละวงที่มาลงในฟาร์ม ทำให้ลุงต้องเสียรายได้ไปประมาณ 1,000 ปอนด์ มิหนำซํ้า ในที่ดินเดิมนี้ พอมาปลูกพืชซํ้าในปีหน้า ก็จะไม่ได้ผลผลิตที่งอกงามเหมือนพื้นที่อื่นๆ ดังนั้น พอวงอีทีขี้เล่นอันนี้โผล่ขึ้นมาปุ๊บ ลุงก็ไม่รีรอที่จะทำลายมันทิ้ง เรียกว่าอย่าอยู่ให้รกหูรกตาเลย แต่ก็โชคดีที่เหล่านักล่าวงธัญพืชปริศนาได้ถ่ายรูปเอาไว้ได้

อันว่าเมืองวิลท์เชียร์ที่เกิดรูปภาพนี้อยู่ใกล้ๆ

รูปม้าขาวอันมีชื่อเสียงในพื้นที่ถัดจากสโตนเฮนจ์มาไม่มากนัก และเป็นเมืองที่มีสถิติการเกิดวงธัญพืชปริศนามากที่สุด คือในแต่ละปีจะเกิดขึ้นประมาณ 50-60 วง ในขณะที่สถานที่อื่นๆทั่วโลกจะเกิดขึ้นอีกประมาณ 40-50 วง เรียกว่าพื้นที่นี้ต้องเป็นพื้นที่พิเศษจริงๆ ทำให้ในรอบหลายปีที่ผ่านมา เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวตามรอยวงธัญพืชปริศนามาที่นี่กันอย่างคึกคัก นักท่องเที่ยวข้ามนํ้าข้ามทะเลมาดูให้เห็นกับตาตัวเองกันปีละหลายพันคน และเมื่อได้ข่าวว่าวงธัญพืชปริศนามาโผล่ที่ไหน ก็จะรีบกระจายข่าวและแห่กันไปยกใหญ่

 

หนึ่งในผู้นำทัวร์คนสำคัญ และเป็นผู้เชี่ยว ชาญเรื่องวงธัญพืชปริศนาด้วย คือ เจเน็ต ออสเซบาร์ด (Jenet Ossebaard) ผู้เขียนหนังสือ Crop Circles : Scientific Evidence ก็เป็นคนหนึ่งที่ออกวิ่งตามวงธัญพืชปริศนาเหล่านี้ เธอบอกว่า ต้นพืชที่ล้มลงมีความผิดปกติเกี่ยวกับชีวฟิสิกส์ ต้องไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์หน้าไหนแน่ๆ และหากพิจารณาพื้นที่รอบๆ จะพบว่ามีลักษณะเหมือนถูกนํ้าวนวงใหญ่โถมลงมาใส่ และยังสามารถมองเห็นรอยไหม้ที่ต้นพืช และรอยกร่อน ก้านพืชที่ล้มลงไปมีรูดูเหมือนการผุกร่อน ในขณะที่ตัวด้วง ตัวแมลงที่อยู่รอบๆก็มีรอยไหม้ ด้วยเหมือนกัน จึงฟันธงว่า วงธัญพืชปริศนาเกิดจากสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดลํ้า ไม่ใช่เป็นผลงานของพวกหลอกลวงแน่นอน

มีรายงานว่า วงธัญพืชปริศนาเหล่านี้ได้ถูกพบเห็นในอังกฤษมาตั้งแต่ ค.ศ.1678 และต่อมาปี ค.ศ. 1932 ก็ดังกระฉ่อน เพราะมีการถ่ายภาพไว้เป็นภาพแรก ทำให้โลกทั้งโลกได้เห็นและพลอยครางฮือไปกับคนอังกฤษด้วย

Crop Circle รูปมนุษย์ต่างดาวคาบไปป์.

Crop Circle รูปมนุษย์ต่างดาวคาบไปป์.

สำหรับปี ค.ศ.2011 นี้ มีรายงานการเกิดของวงกลมปริศนาในอังกฤษแล้ว 59 วง และที่อื่นทั่วโลก 45 วง แต่คาดว่ากว่าเรื่องนี้จะถึงมือท่านผู้อ่าน จำนวนวงก็น่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และอาจจะมีภาพที่น่าสนใจมากกว่าอีทีคาบไปป์โผล่มาอีกก็ได้

และหากจะพูดกันถึงภาพที่ถูกวิเคราะห์เจาะลึกมากที่สุดอีกภาพหนึ่ง เห็นจะเป็นวงธัญพืชปริศนาที่เกิดขึ้นที่เขตเวสต์ วู้ดเฮย์ (West Woodhay) ซึ่งก็อยู่ในเมืองวิลท์เชียร์เมืองเดิมนั่นแหละ (บอกแล้วว่าย่านนี้เป็นย่านฮิต)

ภาพที่มีผู้สนอกสนใจกันมากนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมานี้เอง เป็นภาพที่มีวงกลม 29 วง เรียงต่อกันเองเป็น เส้นโค้ง ลักษณะคล้ายงูใหญ่ แถมส่วนหัวยังมีลักษณะเหมือนเป็นลิ้นมีแฉกพุ่งออกไปอีก
ทำไมภาพนี้ถึงกลายเป็นภาพสำคัญที่มีการกล่าวถึงกันมากในเครือข่ายของกลุ่มผู้สนใจวงธัญพืชปริศนาที่ตอนนี้ “เปิดวงเมาท์” กันทั่วโลกผ่านสังคมออนไลน์

ว่ากันแบบพื้นๆก่อน หากมองว่า นี่คืองู คำตอบที่ตามมาคือความชั่วร้าย เพราะงูเป็นสัญลักษณ์แห่งพิษ และเรื่องร้ายๆ มาแต่ไหนแต่ไร การมีภาพงูมาปรากฏในวงธัญพืชปริศนานี้ จึงทำให้เกิดการตีความไปในเบื้องต้นก่อนว่า นี่คือลางร้าย

และเมื่อมีผู้ออกมาตีความมากขึ้นไปอีก ก็มีการโยงเข้าไปถึงเทพเควทซาลโคลท์ (Quetalcoalt) อันเป็นเทพดั้งเดิมของชาวเอสเท็กส์ (Aztecs) ที่มีจารึกในนครเก่าแก่เตโอติฮัวคัน (Teotihuacan) และชาวเผ่าโบราณในแถบอเมริกากลางหลายเผ่าก็นับถือ รวมทั้งพวกมายัน เจ้าของตำนานวันสิ้นโลกในปี ค.ศ.2012 อันลือลั่น

ภาพอีที ที่ถ่ายในระดับสายตา.

ภาพอีที ที่ถ่ายในระดับสายตา.

เทพเควทซาลโคลท์นี้ เป็นเทพที่มีรูปลักษณ์เป็นงู หรือมังกรใหญ่ พระองค์เป็นเทพแห่งรุ่งอรุณ ทว่า กว่าที่แสงทองแห่งอรุณรุ่งจะมาถึง ย่อมต้องเกิดความมืดมิดมาก่อน จึงตีความกันว่า พระองค์เป็นเทพแห่งการทำลายล้างด้วย ที่ผ่านมา พระองค์จากไปเพียงระยะ หนึ่ง และเมื่อได้เวลาที่องค์เทพกลับมา นั่นก็คือวาระสุดท้ายของโลกยุคนี้

เมื่อพินิจพิจารณาแฉกที่ลิ้นงู ก็มีการตีความว่า นั่นน่าจะเป็นสามง่าม หรือ ตรีศูล หนึ่งในสัญลักษณ์ของพระศิวะ มหาเทพแห่งการทำลายล้าง และเกิดใหม่ ผู้ทรงสังวาลเป็นงู ในขณะที่ตรีศูลของพระองค์เอง ก็เป็นสัญลักษณ์แห่งความตาย การทำลายล้าง และการเกิดใหม่

ยัง...ยังไม่หมด มหาเทพอีกพระองค์หนึ่งที่ทรงตรีศูล คือ เทพโพไซดอน หรือเนปจูน เจ้าแห่งท้องนํ้าทะเลและมหาสมุทร ซึ่งยามพิโรธอาจก่อ ให้เกิดทั้งภัยจากนํ้าและธรณีไหว ซึ่งอาจจะเกี่ยว พันกับการร่วมกวาดล้างทำลายโลกด้วย

สรุปว่า ทุกทางบ่งชี้ไปถึง “คำเตือนวันสิ้น โลก” ของแทบทุกความเชื่อ ทุกอารยธรรมทั่วโลก คำเตือนนี้จึงเป็นคำเตือนอันสากล ที่ทำให้หลายคนขำไม่ออก

ส่วนวงกลมปริศนานี้ จะเป็นคำเตือนถึง อนาคตหรือเป็นแค่เรื่องล้อเล่นขำๆก็คงต้องลุ้นกัน
ต่อไป...

ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน

หน้า 12

วันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ลี้ภัยวิญญาณสงครามโลก

Pic_214489

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

“ผี”...มีจริงหรือเปล่า ถ้ามีจริง พวกเขาจะอยู่ต่อได้นานแค่ไหนหลังหมดลมหายใจในฐานะมนุษย์ไปแล้ว จะเป็น 10 ปี 20 ปี หรือนับร้อยๆปี

คนถามอย่างนี้มีเยอะ แต่คนตอบได้มีน้อย และบอกได้ยากอีกต่างหากว่า คนที่ว่าตอบได้นั้น “จริง” หรือเปล่า

แต่หากไปถามชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้ๆ (อดีต) โรงพยาบาลโอวินสก้า (Owinska Hospital) ในประเทศโปแลนด์ เห็นทีจะตอบตรงกันเป็นส่วนใหญ่ว่า ผีมีแน่ๆ และอยู่นานเสียด้วย แม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนาน แต่วิญญาณก็ยังไม่ยอมไปไหน ว่า แล้วคนเป็นๆก็เลยต้องเป็นฝ่ายไป

โรงพยาบาลจิตเวชโอวินสก้า.

โรงพยาบาลจิตเวชโอวินสก้า.

ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล โดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน ขอนำเสนอรายงานจากสำนักข่าวออสเตรียน ไทม์ส (Austrian Times) ที่กล่าวว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา ชาวบ้านเมืองโอวินสก้า โดยเฉพาะที่อยู่ย่านใกล้ๆโรงพยาบาลที่ว่า ต่างก็เผ่นแน่บแบบว่าอยู่ไม่ไหวแล้ว เพราะผีไม่ยอมอยู่ส่วนผี วันดีคืนดีผีก็ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนในเวลากลางค่ำกลางคืน ทำเอาชาวบ้านร้านตลาดสยองขวัญหวั่นผวา นอนไม่หลับไปตามๆกัน

ตามรายงานหมู่บ้านโอวินสก้ากำลังกลายเป็นหมู่บ้านร้าง เพราะเมื่อผีไม่ยอมไปไหน คนเลยต้องเป็นฝ่ายไปอย่างที่ว่า ไม่ต้องมีน้ำท่วมหรือภัยอะไร ก็อพยพลี้ภัยกันสุดตัว จนหมู่บ้านกลายเป็นหมู่บ้านร้าง หรือที่ฝรั่งเรียกว่า “เมืองผี” (Ghost Town) ไปซะแล้ว

ด้านในโรงพยาบาลโอวินสก้า.

ด้านในโรงพยาบาลโอวินสก้า.

ชาวบ้านที่เผ่นกันเป็นโขยงต่างก็บอกว่า ไอ้เสียง ที่ลอยลมมายามค่ำคืนนั้น เป็นเสียงร้องครวญครางเหมือนคนที่ทรมานแสนสาหัส ซึ่งน่าจะเป็นเสียงของวิญญาณ ผู้ตกเป็นเหยื่อการสังหารหมู่อย่างโหด เหี้ยมด้วยฝีมือนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

วิญญาณในโรงพยาบาลแห่งนี้ไม่ใช่ธรรมดา เพราะโรงพยาบาลโอวินสก้านั้นเปิดรักษาผู้ป่วยทางจิต หรือเรียกง่ายๆคือ โรงพยาบาลบ้า ดังนั้น ก่อนจะกลายเป็นผี ผู้ที่เคยอยู่ที่นี่ก็คุ้มดีคุ้มร้ายกันอยู่แล้ว พอกลายมาเป็นวิญญาณก็เลยส่งเสียงกันสารพัดแบบ ทั้งโหยหวย กรีดร้อง หัวเราะร่วน และเสียงอันน่าหวาดกลัวเหล่านี้ มักจะมาถี่ๆขึ้น เมื่อใกล้วันสำคัญ นั่นคือ ทุกวันที่ 11 พฤศจิกายน ของทุกปี ซึ่งเป็นวันครบรอบการสังหารหมู่ที่เคยเกิดขึ้นที่โรงพยาบาลแห่งนี้ ซึ่งในปัจจุบันเป็นสถานที่รกร้างที่ไม่มีใครกล้าเหยียบย่างเข้าไปนัก

ทางเดินภายในโรงพยาบาล.

ทางเดินภายในโรงพยาบาล.

อนาสตาเซีย บอสซ์โก (Anastasia Boszko) สาววัย 26 ชาวเมืองผู้ หวาดหวั่น บอกกับผู้สื่อข่าว ว่า ถึงตอนนี้ก็รับไม่ไหวแล้วกับการรังควานของผีสงครามโลกเหล่านี้ เลยต้องจำใจทิ้งบ้านช่องไปเหมือนกับชาวเมืองคนอื่นๆ ที่เผ่นแน่บไม่หันหลัง

แม่สาวบอกว่า โดยปกติแล้ว ในช่วงวันครบรอบเหตุการณ์อันน่าสลดนั้น ไม่เพียงแต่เสียงร้อง เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งที่มาเป็นประจำเท่านั้น แต่จะมีองค์ประกอบอื่นๆ ของวิญญาณมากันครบ ไม่ว่าจะเป็นเงา หรือรูปร่างอะไรบางอย่างที่แปลกๆ เคลื่อนที่ไปมาผ่านกำแพง และทำให้เมืองทั้งเมืองกลายเป็นเมืองที่ถูกหลอน

โอวินสก้าเป็นเมืองเล็กๆอยู่ห่างออกไปทางตะวันตกของกรุงวอร์ซอ เมืองหลวงโปแลนด์ ประมาณ 200 กว่ากิโลเมตร และโรงพยาบาลโอ วินสก้า ก็เป็นโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยทางจิตที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคย่านนี้

ฮิตเลอร์กับกองทัพนาซี.

ฮิตเลอร์กับกองทัพนาซี.

กองทัพนาซีเข้าครอบครองโอวินสก้าในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน ปีค.ศ.1939 แล้วก็ส่งกองกำลังมาคุมโรงพยาบาลแห่งนี้ด้วย ผู้ป่วยทั้งหมดถูกสั่งกักบริเวณ ห้ามออกนอกเขตที่รักษา ทีแรกพวกเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลได้พยายามขอร้องกองทัพนาซีว่า ไหนๆคนไข้ในโรงพยาบาลก็ทำอะไรให้ไม่ได้อยู่แล้ว ก็น่าจะย้ายผู้ป่วยไปอยู่ที่อื่น แต่หน่วยเอสเอสอันทรงอิทธิพลของนาซีก็มีคำประกาศิตมาว่า ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น เมื่อไม่เป็นประโยชน์แล้วก็ตายมันอยู่ซะที่นี่แหละ

ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนตุลาคม 1939 พวกนาซีก็ทยอยขนคนไข้ของโอวินสก้าออกไปทีละ 2-3 คันรถ ไปแล้วไปลับไม่กลับมา พวกเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลก็ได้แต่ยืนมอง จนกระทั่ง 11 พฤศจิกายน 1939 คนที่ยังเหลืออยู่ก็ถูกสังหารหมู่เสียที่นี่ ส่วนใหญ่ของผู้เสียชีวิตสิ้นใจจากการถูกรมแก๊สพิษ เรียกว่าฆ่าคนยังไม่ยอมเปลืองกระสุน แถมยังเชือดได้ ทีละมากๆอีกด้วย นี่แหละสันดานนาซีโดยแท้

ห้องรมแก๊สพิษสังหารหมู่.

ห้องรมแก๊สพิษสังหารหมู่.

หากลองจินตนาการดูว่า ทำไมวิญญาณเหล่านี้ยังอยู่แม้เวลาจะล่วงเลยมานานกว่า 7 ทศวรรษ ก็อาจจะมีเหตุผลได้หลายอย่าง เช่น ยังไม่หมดกรรม ยังไม่พบญาติ ยังไม่พบความยุติธรรม ฯลฯ อย่างไรก็ตาม หากอ่านเรื่องที่จะเล่าอีกเรื่องต่อจากนี้ไป ก็อาจจะพอเข้าใจได้ว่า ทำไมเหยื่อของนาซีส่วนใหญ่ตายตาไม่หลับ นั่นก็อาจจะเป็นเพราะ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ผู้บงการตัวบิ๊กเบิ้มของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นั้น อาจจะไม่ได้สิ้นชีพในหลุมหลบภัยที่เบอร์ลิน ตามที่มีบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ แต่หลบหนีไป อยู่ดีกินดี และแก่ตายธรรมด๊า...ธรรมดา ก็ได้

จากที่เราได้เรียนรู้กันอย่างเป็นทางการมานานว่า หลังได้รู้ตัวว่ากลายเป็นผู้แพ้ อดอล์ฟ ฮิต–เลอร์ ผู้นำนาซี ได้ตัดสินใจยิงตัวตายเมื่อวันที่ 30 เมษายน ค.ศ.1945 เป็นการลาโลกไล่ตามไปกับ อีวา บราวน์ คู่ชีวิตที่ดื่มยาพิษปลิดชีพตัวเองไปด้วยกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุม และฮิตเลอร์ได้สั่งการให้เผาศพของตนเองและภรรยาเสียให้สิ้นซาก เพราะไม่อยากให้ใครนำร่างไร้วิญญาณไปประจาน ดังนั้น จึงไม่เคยมีใครพบศพของบุรุษผู้อื้อฉาวที่สุดแห่งสงครามโลกครั้งที่ 2 เลย

กะโหลกที่เคยเชื่อกันว่าเป็นของฮิตเลอร์.

กะโหลกที่เคยเชื่อกันว่าเป็นของฮิตเลอร์.

ตอนที่ทหารของรัสเซียบุกเข้ามาถึงสถานที่หลบภัยนี้ จึงพบเพียงร่างที่ถูกไฟไหม้ มีเหลือแต่เศษซากเล็กๆ และชิ้นส่วนของหัวกะโหลกซึ่งมีรูกระสุนปืน ตรงตามคำให้การของผู้เกี่ยวข้องที่บอกว่า ฮิตเลอร์อมปากกระบอกปืนลูกโม่ไว้ในปาก ก่อนจะกระดิกไก ทำให้เกิดเป็นรูกระสุนที่กะโหลก ซึ่งเศษกะโหลกนี้ถูกส่งไปเก็บไว้ที่หอจดหมายเหตุรัสเซียเป็นเวลานาน

แต่ในปี ค.ศ.2009 ที่ผ่านมา คณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยคอนเนกติกัต สหรัฐอเมริกา ได้ใช้เทคโนโลยีใหม่ในการตรวจสอบเศษกะโหลกชิ้นนี้ แล้วก็ประกาศลั่นโลกว่า กะโหลกที่ “เชื่อ” กันมานานว่าเป็นของ “ฮิตเลอร์” นั้น ไม่ใช่ “ฮิตเลอร์” และไม่มีทางเลยที่จะเป็นไปได้ เพราะดีเอ็นเอที่สกัดได้จากกะโหลกนี้ เป็นดีเอ็นเอของหญิงสาวนางหนึ่ง ที่น่าจะมีอายุอยู่ระหว่าง 20-40 ปี แล้วจะเป็นฮิตเลอร์ไปได้ยังไง...

นาซีสังหารหมู่.

นาซีสังหารหมู่.

นับแต่นั้น ทฤษฎีที่ว่าฮิตเลอร์ไม่ได้สิ้นชีพคาหลุมหลบภัยในเบอร์ลิน ที่ถูกกล่าวขานกันมานานก็กลับมากระฉ่อนอีกหน และที่มีการพูดกันมากก็คือ ฮิตเลอร์น่าจะหนีไปอยู่อาร์เจนตินา ซึ่งเป็นประเทศที่เหล่าคนสนิทของท่านหนวดจิ๋มหลายคนหนีไปพำนักอยู่เมื่อ เดือนตุลาคมที่ผ่านมา เจอร์ราด วิลเลียมส์ (Gerrard Williams) นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ และไซมอน ดันสแตน (Simon Dunstan) คู่หูนักเขียนก็ประกาศเปิดตัวหนังสือที่เขียนร่วมกัน คือ Gray Wolf : The Escape Of Adolf Hitler ที่ระบุว่า การตายของฮิตเลอร์และอีวา เป็นเพียงการจัดฉาก แต่เรื่องจริง (ตามที่นักเขียนทั้งสองกล่าวอ้าง) คือ ฮิตเลอร์และแม่ยอดชู้สามารถหลบหนีออกจากเยอรมนีไปได้ และไปพำนักอยู่ที่อาร์เจนตินาอย่างเงียบๆ แต่ก็แวดล้อมด้วยพลพรรคนาซีที่หนีตามกันมาหลายคน โดยฮิตเลอร์และภรรยามีลูกสาวด้วยกัน 2 คน ก่อนที่ฮิตเลอร์จะแก่ตายในปี ค.ศ.1961 ขณะเป็นคุณตาวัย 73 ปี

อ่านแล้วอึ้งสุดๆ ก็ตรงที่หนังสือเล่มนี้แฉว่า คนที่พาฮิตเลอร์หนีน่ะไม่ใช่หน่วยทหารนาซี แต่เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองอเมริกัน หรือซีไอเอ ที่เป็นผู้พาหนี แลกกับการขอข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีสงครามของนาซี ที่ตอนนั้นเชื่อกันว่าก้าวหน้าไปมากกว่ากองทัพอื่นๆ

ไอ๊หยา...ถ้าเป็นจริงคงชีช้ำสุดๆ

เจอร์ราด วิลเลียมส์ ซึ่งเป็นนักข่าวด้วย บอกว่า ได้ออกเสาะหาข้อมูลและสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากในอาร์เจน– ตินา ได้พบพยานที่เห็นคู่ผัวตัวเมียบันลือโลกนี้ กะหนุงกะหนิงกันจนมีทายาทตั้ง 2 คน อย่างที่ว่า

ทหารนาซีสังหารคน อย่างเลือดเย็น.

ทหารนาซีสังหารคน อย่างเลือดเย็น.

อย่างไรก็ตาม พอ 2 คู่หูประกาศตัวเปิดหนังสือเล่มนี้ ก็มีบรรดานักประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะนักประ วัติศาสตร์ชาวอเมริกันออกมาโวยกันใหญ่ว่า ไม่จริง...เพี้ยนไปกันหมดแล้ว เรื่องแบบนี้เป็นไปไม่ได้แน่นอน สหรัฐอเมริกาไม่มีทางเปิดโอกาสให้ฮิตเลอร์หนี และไม่มีวันเป็นไปได้ ผู้นำหนวดจิ๋มจะไปนั่งๆนอนๆอยู่สุขสบายในอาร์เจนตินาได้อีกตั้ง 17 ปี ก่อนแก่ตายโดยไม่มีใครทำอะไรในช่วงนั้น

งานนี้ก็คงต้องแล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละท่านว่าจะเชื่อฝ่ายไหน สำหรับผู้เขียนแล้ว เชื่อในทฤษฎีที่ว่า ฮิตเลอร์หนีรอดไปได้ เพราะเราได้เห็นกันแล้วว่า ไม่มีอะไรมายืนยันการฆ่าตัวตายของฮิตเลอร์ได้เลยจริงๆ กะโหลกที่เคยเป็นคำตอบสุดท้ายก็กลายเป็นซังกะบ๊วย เพราะฉะนั้น จึงเป็น ไปได้สูงที่พี่หนวดจะแอบแวบไปก่อนกองทัพรัสเซียจะบุกมาถึงตัว

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง การที่ฮิตเลอร์น่าจะรอดจากเยอรมนีไปได้ และอาจจะไปแก่ตายบนเตียงที่ไหนสักแห่ง ก็คงเป็นข้อมูลที่ทำให้หลายคนน้ำตาร่วง โดยเฉพาะญาติพี่น้องของผู้สูญเสีย และผู้ที่ต้องเจอสิ่งเลวร้ายต่างๆจากความบ้าคลั่งของนาซี ที่ได้รับรู้ว่า “กรรม” ไม่ได้ติดจรวดไปกับฮิตเลอร์ด้วย

ทฤษฎีนี้ต่างหาก ที่อาจจะเป็นเรื่องที่หลอก หลอนเราได้มากกว่าวิญญาณต่างๆที่อาจจะอยากเพียงแค่ทวงถามความยุติธรรม

และถ้ามันจริง ก็เป็นการหลอกหลอนกันระดับโลกเลยทีเดียว.

ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน

หน้า 13

วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ครูหัวใสทำชาจากอึแพนด้า

Pic_216461

ทำหน้าที่อาจารย์สอนหนังสือลูกศิษย์ในวิทยาลัยเป็นอาชีพหลัก อาน หยานสี่ มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเรื่องเบื้องลึกของสัตว์ป่าเพียงจิ๊บจ๊อยน้อยนิดขี้ปะติ๋ว

แต่ครูอานยึดถือคติ “ความรู้อาจเรียนทันกันหมด” จึงศึกษากระทั่งรู้ว่าหมีแพนด้าสัตว์โลกแสนน่ารักนั้น มีระบบการย่อยอาหารที่แย่มากๆ สามารถดูดซึมซับสารอาหารได้แค่ร้อยละ 30 ของอาหารทุกชนิดที่มันกิน นั่นหมายความว่า “อุจจาระ” หมีแพนด้าน่าจะอุดมสมบูรณ์ด้วยเส้นใยอาหารและคุณค่าทางโภชนาการ

ครั้นเที่ยวเก็บเอาอึแพนด้ามาวิจัย อาจารย์อานก็พบความจริงดั่งสมมติฐาน ทำให้มั่นใจว่าขี้หมีแพนด้าซึ่งปกติเป็นปุ๋ยชั้นดี สามารถนำมาบ่มแปรรูปสู่ “ชา” ชนิดพิเศษ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว รสชาติกลมกล่อม กลิ่นหอมหวนรัญจวนจิต ชวนจิบดื่ม

ครูอานลงทุนซื้อรถบรรทุก ตัวเองสวมชุดหมีแพนด้า ไปขอเก็บอุจจาระแพนด้ายักษ์ จากศูนย์วิจัยเพาะขยายพันธุ์ในเมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน ภาคใต้จีน โดยวาดหวังว่า “น้ำชาอึแพนด้า” จะติดตลาด นักดื่มคลั่งไคล้หลงใหล แม้ราคาแพงระยับ กิโลกรัมละ 2,500,000 บาท

หนังสือ “กินเนส เวิลด์ เรกคอร์ด” จะบันทึก รับรองเป็นชาราคาแพงสุดบนผืนปฐพี?

ดอย ดอกฝิ่น

หน้า 14

วันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ฟอร์ติเน็ตเตือน"ยูอาร์แอล"ที่ถูกย่อสั้น อาจเป็นเป้าหมายโจมตีของพวกมัลแวร์

มาเลเซีย, 14 พฤศจิกายน 2554 – ฟอร์ติเน็ต (Fortinet ® (NASDAQ : FTNT) ผู้ให้บริการชั้นนำด้านความปลอดภัยและผู้นำระดับโลกของโซลูชั่นปกป้องการคุก คาม การจัดการแบบรวม (UTM) – เตือนผู้ใช้ทวิตเตอร์และเว็บไซต์เครือข่ายสังคมอื่นๆ ให้ระวังการใช้บริการย่อชื่อเว็ปไซท์ ที่อาชญากรอาจสร้างลิ้งค์เชื่อมไปยังผู้รับที่เป็นอันตรายต่อระบบ


ในรายงานด้านภัยคุกคามประจำเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี้ ฟอร์ติเน็ตเตือนให้ระวังการใช้บริการย่อชื่อเว็ปไซท์ที่อาชญากรอาจสร้าง ลิ้งค์เชื่อมที่เป็นอันตรายต่อระบบ โดยปกติแล้ว เมื่อผู้ใช้งานคลิ๊กบนลิ้งค์ (หมายถึง URL) ที่ถูกย่อให้สั้นนั้น ผู้ใช้งานท่านนั้นจะถูกเชื่อมต่อไปยังเว็ปไซท์ที่มีแอดเดส เดิมที่มีชื่อยาวดูเทอะทะนั้น และจากการที่บริการย่อยูอาร์แอลสามารถลดจำนวนตัวอักษรของแอดเดสเดิมที่ยาวลง ได้ จึงเป็นที่นิยมใช้ทั้งในหมู่นักเล่นทวิตเตอร์ และในการส่งอีเมล์เนื่องจากแอบพลิเคชั่นของอีเมล์บางตัวอาจทำให้ลิ้งค์ไม่ ครบเวลาที่ส่งออกหรือมาถึงเมลบ็อกซ์ แต่การใช้บริการย่อยูอาร์แอลนั้นย่อมมีจุดอ่อนช่องใหญ่ เนื่องจากจะทำให้อาชญากรสร้างลิ้งค์แปลกปลอมที่ทำให้เครื่องของผู้ใช้งานติด เชื้อได้

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ฟอร์ติเน็ตได้แนะนำเสมอว่า ก่อนที่จะคลิ๊กบนยูอาร์แอลที่ต้องการ ให้ผู้ใช้งานวางสัญญลักษณ์เคอร์เซอร์บนยูอาร์แอลนั้นก่อน เพื่อดูว่าลิ้งค์นั้นจะเชื่อมไปยังหน้าเว็ปที่ต้องการหรือไม่เสียก่อน อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบเบื้องต้นนี้ใช้ไม่ได้กับยูอาร์แอลที่ถูกย่อมา เนื่องจาก ไม่มีข้อความแสดงล่วงหน้าว่าผู้ใช้งานกำลังจะถูกเชื่อมไปยังเว็ปไซท์ที่เป็น อันตรายหรือไม่

ดิเรก แมนกี นักกลยุทธ์อาวุโสด้านรักษาความปลอดภัยแห่งฟอร์ติเน็ตกล่าวว่า "เทคนิคในการป้องกันสแปมที่ทำหน้าที่จับมัลแวร์มีความก้าวหน้ามาก และนับวัน ก็สามารถตรวจจับมัลแวร์ที่มากับลิงค์ที่ถูกย่อลงได้มากยิ่งขึ้น และยิ่งไปกว่านั้น ในตอนนี้ เราเห็นว่ามีอาชญากรเริ่มสร้างซอฟต์แวร์ บริการย่อยูอาร์แอลของพวกเขาขึ้นมาเองเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้เทคโนโลยีตรวจสอบ สแปมใหม่ล่าสุดนี้ตรวจพบได้ ซึ่งเรากำลังพูดถึงบริการที่สร้างอันตรายกับผู้ใช้งานที่อาชญากรไซเบอร์ให้ บริการจริงในโลกอินเตอร์เน็ตอยู่ (Crime as a Service - CaaS) บริการหนึ่งอยู่

โชคดีที่มีวิธีที่จะตรวจสอบว่ายูอาร์แอลที่ถูกย่อลงนั้นจะชี้ไปที่ เว็บไซต์ที่เป็นอันตรายหรือไม่ คือ ให้ดูที่โดเมนที่ท้ายลิ้งค์นั้น เนื่องจาก พบว่าบริการย่อยูอาร์แอลที่เป็นอันตรายนั้นมักลงท้ายโดเมนว่า .info และอีกวิธีหนึ่งคือ ให้คัดลอกลิ้งค์นั้นและวางที่ทูลที่ใช้กรองยูอาร์แอล เช่น ที่ Fortinet’s URL Lookup ของฟอร์ติเน็ต และข้อแนะนำท้ายสุด ผู้ใช้งานควรมีโซลูชั่นบนเว็บที่เหมาะสมจะช่วยปกป้องท่านให้พ้นจากบริการย่อ ยูอาร์แอลแปลกปลอม เนื่องจากโซลูชั่นที่ดีนั้นจะช่วยตรวจสอบและแก้ไขโดเมนเดิมได้

หน้า 15

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

น้ำท่วมในอดีต

Pic_217116

สวัสดีครับ...พบกันครั้งแรกวันแรกด้วยเลขดี 11-11-11 นะครับ ผมคงจะแวะเวียนมาคุยกับท่านเสมอๆ ในเรื่องราวเก่าๆ ในอดีตที่ผ่านมาเนิ่นนาน แต่อย่าเพิ่งรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องเชย...เรื่องล้าสมัยอันใดนะครับ เพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตกาลทั้งหลายนั้น...เท่าที่ผมสังเกตดู ก็จะพบว่ามันมักจะเกิดใหม่อีกแทบทุกเรื่องครับ...ทำนองเดียวกับที่ฝรั่งเขาพูดว่า “History repeats itself” นั่นเอง

เรื่องที่จะคุยกันวันแรกพบวันนี้ คงไม่พ้นเรื่องน้ำท่วมแน่นอน เพราะเป็นเรื่องฮ็อตฮิตติดชาร์ต...แบบไม่สามารถจะละเลยได้ ความจริงเรื่องน้ำท่วมกับคนไทยก็มีอยู่มากมายเสมอๆ อยู่แล้ว เนื่องจากชัยภูมิที่ตั้งของเมืองหลวงของเราอยู่ใกล้ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ซ้ำยังเป็นที่ลุ่มมาโดยตลอด ในครั้งรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ หลังการเสด็จขึ้นครองราชสมบัติได้เพียง 3 ปี คือใน พ.ศ. 2328…


 


"....ในเดือน ๑๒ ปีนั้น น้ำมากลึกถึง ๘ ศอก ๑๐ นิ้ว ข้าวกล้าในท้องนาเสียเป็นอันมาก บังเกิดทุพภิกขภัย ข้าวแพงถึงเกวียนละชั่ง ประชาราษฎรทั้งหลายได้ความขัดสนด้วยอาหารกันดารนัก จึงมีพระราชโองการให้กรมนา จำหน่ายข้าวเปลือกในฉางหลวงออกแจกจ่ายราษฎรเป็นอันมาก..."

อันนี้นับว่าเป็นน้ำท่วมกรุงฯ ครั้งแรกเลยทีเดียวครับ ครั้งนั้นน้ำลึกถึง 2 เมตร 20 กว่าเซนต์... นับว่าไม่แพ้ครั้งนี้และข้าวก็แพงสุดใจ เกวียนละ 80 บาท เฉลี่ยราคาข้าวเปลือกคราวนั้นถึงถังละ 8 บาท...คงไม่มีราษฎรคนไหนจะมีปัญญาหาซื้อมากินได้หรอกครับ เพราะเป็นระยะแรกเพิ่งสร้างบ้านแปลงเมือง ดังนั้นรัชกาลที่ 1 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ "จำหน่าย" ข้าวเปลือกในฉางหลวง อันนี้ไม่ได้แปลว่าขายนะครับ แต่แปลว่า แจก คือทรงนำข้าวเปลือกออกมาแจกจ่ายแก่ราษฎร...


 


ครั้นกาลเวลาผ่านไปอีก 46 ปีต่อมา...ในปี พ.ศ.2374 ตกปีเถาะหรือปีกระต่าย ตรงกับรัชกาลที่ 3 ครั้งนั้น..."น้ำมากทั่วราชอาณาจักร ผู้ใหญ่ว่ามากกว่าปีมะเส็ง สัปตศกแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์คืบ ๑ บางคนก็สังเกตว่า ที่หน้าพื้นวัดพนัญเชิงน้ำพอเปี่ยมตลิ่งไม่ท่วมขึ้นไปบนลานหน้าพระวิหาร ว่าเสมอกันกับน้ำปีมะเส็ง (ครั้งรัชกาลที่ ๑) และประเทศทั้งพม่าทั้งญวนได้ข่าวว่ามากเหมือนกัน น้ำครั้งนั้นจะไปข้างไหน ก็ลัดไปได้ ในกำแพงพระนครก็ต้องไปด้วยเรือ ที่เล่นผ้าป่ามีเรือผ้าป่าตามธรรมเนียมสนุกมาก ข้าวปีนั้นน้ำท่วมเสีย ๖ ส่วน ได้ ๔ ส่วน ราษฎรซื้อขายกัน ข้าวนาทุ่งเกวียนละ ๕ ตำลึงบ้าง เกวียนละ ๖ ตำลึงบ้าง เกวียนละ ๗ ตำลึงบ้าง...."

เห็นไหมครับ... ว่าน้ำท่วมครั้งนี้สูงกว่าครั้งรัชกาลที่ 1 เสียอีก คือ ราว ๆ 2 เมตรครึ่ง แต่ถ้าเรานำไปเทียบกับที่วัดพนัญเชิง อยุธยา ก็ต้องบอกว่าน้ำท่วมครั้งนี้สูงกว่าครั้งก่อนๆ อย่างแน่นอน เพราะถ้าหากทางวัดไม่สามารถกั้นน้ำไว้ได้ดั่งนี้แล้ว รับรองว่าจะสูงเกิน "ลานหน้าพระวิหาร" อย่างแน่นอน แต่แม้น้ำจะท่วมสูงมากในครั้งกระนั้น คนไทยก็ยังสามารถแสวงหาความสุขได้จากการทอดผ้าป่าทางเรือ ที่มีการละเล่นทางน้ำหลายประเภทสร้างความครื้นเครงคลายความเครียดลงไปได้ และน้ำในครั้งนั้นก็มีฤทธิ์มีเดชไม่แพ้น้ำปัจจุบันเลยทีเดียวเชียวครับ...เพราะ "จะไปข้างไหน ก็ลัดไปได้"

ส่วนน้ำท่วมเมื่อปี พ.ศ. 2485 ที่ถูกพูดถึงบ่อย ๆ ตอนนี้นั้นต้องนับว่า “ชิล” มาก เมื่อนำมาเทียบกับปัจจุบัน เหตุผลก็ครั้งน้ำท่วมครั้งก่อนๆ ในอดีต... คนไทยยังอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติเป็นอย่างมาก บ้านช่องห้องหับ เรือนแพ ก็สร้างเพื่อให้กลมกลืนไปกับสภาพธรรมชาติของน้ำที่ต้องแวะเวียนมาหาเป็นประจำ จะเสียหายก็แต่เรื่องข้าวในนาเป็นหลัก ซึ่งยุ้งฉางของหลวงก็สามารถบรรเทาทุกข์นี้ไปได้ แต่ทุกวันนี้เรามีชีวิตที่ห่างไกลธรรมชาติมากจริงๆ บ้านช่องก็ดี ถนนหนทางก็ดี ล้วนแล้วแต่ปิดกั้นขัดขวางทางเดินของน้ำทั้งนั้น กับทั้งอาชีพของผู้คนในปัจจุบัน ก็ผิดแผกแตกต่างไปจากเดิม ทำให้เกิดความเดือดร้อนสะท้อนไปทั่วทุกหย่อมหญ้า

ผมทายตามประวัติศาสตร์ต่อไปได้เลยว่า เมื่อน้ำลดแล้ว ผักหญ้าอาหาร ข้าวสารข้าวเปลือกจะขาดแคลนและแพงมาก หากภาครัฐไม่เข้าช่วยเหลือเหมือนอย่าง “หลวง” ในอดีตแล้ว ประเทศเราจะเกิดทุพภิกขภัยอย่างแน่นอน... ช่วยกันนะครับเราคนไทยขอให้ร่วมมือร่วมใจ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อย่างน้อยแม้น้ำท่วมครั้งนี้จะเป็น “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” ก็ตาม แต่ความช่วยเหลือจากผู้ปกครองประเทศก็อยากให้ “ซ้ำรอย” เช่นเดียวกันกับในครั้งอดีตครับ.

 

หน้า 16

วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เซี่ยงไฮ้จัด "เดทหมู่" ครั้งใหญ่ คนโสดแห่ร่วมนับหมื่น พร้อมโซนพ่อแม่"โฆษณา"ลูกที่ยังโสดเต็มที่

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวานนี้ (14 พ.ย.) ได้มีงานเดทหมู่ครั้งใหญ่ที่สุดในโลกสำหรับคนหนุ่มสาวชาวเซี่ยงไฮ้หลายพันคนที่ยังไร้คู่ตุนาหงัน

ผู้จัดงานเดทหมู่ครั้งนี้เผยว่า ในงานนี้จะมีผู้หญิง 3 คนต่อผู้ชายทุกๆ 2 คน โดยบัตรเข้าร่วมงาน 6,000 ใบถูกจำหน่ายให้กับผู้ร่วมงานที่เป็นผู้หญิง ขณะที่บัตรอีก 4,000 ใบถูกซื้อไปโดยผู้ชาย ซึ่งนอกจากชาวเซี่ยงไฮ้แล้ว ยังมีคนโสดในเขตอื่นๆบินมาร่วมแจมด้วย ขณะที่บางก็เคยแต่งงานหรือผ่านการหย่าร้างมาแล้ว

ทั้งนี้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผู้หญิงชาวจีนที่ยังอยู่เป็นโสดมีจำนวนเพิ่มขึ้น ในขณะที่ชายโสดนั้นกลับมีจำนวนลดน้อยลง ผู้เชี่ยวชาญในหนังสือพิมพ์ไชน่า เดลี่กล่าวว่า ทั้งนี้อาจเป็นเพราะผู้หญิงจำนวนมากมีการศึกษาสูงขึ้นและหน้าที่การงานที่ดีขึ้น ซึ่งทำให้พวกเธอค่อนข้างที่จะ "เรื่องมาก" หรือเลือกมากในการหาคู่ครอง และพวกเธอเหล่านี้ก็มักไม่สนใจผู้ชายที่มีการศึกษาต่ำกว่าหรือมีหน้าที่การงานรวมทั้งฐานะที่ด้อยกว่า

รายงานระบุว่า งานเดทในครั้งนี้ คนโสดทั้งหลายต่างต่อคิวยาวเหยียดเพื่อจะได้พูดคุยกับเพศตรงข้ามในเวลาสั้นๆเพียง 5 นาที ก่อนที่จะสลับไปคุยกับเพศตรงข้ามคนถัดไป นอกจากนี้ บรรดาพ่อๆแม่ๆของคนโสดทั้งหลายก็มาร่วมงานด้วย โดยผู้จัดงานจะจัดพื้นที่พิเศษสำหรับพ่อแม่เหล่านี้เพื่อให้พวกเขา "โฆษณา" และนำเสนอลูกๆที่ยังโสดของตนเอง ขณะที่พ่อแม่บางรายก็คอยจับตาดูว่า คนไหนที่เหมาะจะเป็นเขยสะใภ้ในอนาคต


หน้า 17

วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ว่าด้วย จดหมาย จาก น้องน้ำ

Pic_217360

แม้จะตกอยู่ในภาวะตึงเครียดจากภัยพิบัติครั้งยิ่งใหญ่จากน้ำท่วม ที่หลายคนเรียกว่าเป็น “มหาภัยพิบัติ” ที่ไม่เคยประสบพบเจอมาตลอดหลายชั่วอายุคน แต่ด้วยนิสัยคนไทยที่มีความรักสนุกเป็นพื้นฐาน ท่ามกลางความทุกข์จึงมีมุกสนุกในรูปแบบของ “จดหมายรัก” ที่คุณครูลิลลี่เองยอมรับเลยว่า บางครั้งกำลังเครียดว่าน้ำจะมาถึงบ้านเราไหม แต่พอได้ฟังจดหมายรัก ทั้งจากน้องน้ำถึงพี่กรุง จากพี่กรุงตอบกลับน้องน้ำ ก็ทำให้คุณครูอดอมยิ้มไปด้วยไม่ได้ คุณๆ ผู้อ่านหลายท่านอาจจะเคยได้ชม ได้ยินมาบ้างจากรายการของคุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา แต่สำหรับท่านที่ไม่เคยได้รู้เรื่องนี้ คุณครูลิลลี่ขออนุญาตนำบางส่วนมาลงในคอลัมน์นี้ แล้วจะมีความรู้ดีๆ เกี่ยวกับภาษาไทยมาอธิบายในตอนจบค่ะ

เริ่มกันที่จดหมายฉบับแรก ฉบับเปิดประเดิมความรัก จากน้องน้ำ ส่งถึง พี่กรุง

 


ถึง พี่กรุง

น้ำรู้ว่าพี่กรุงไม่ต้องการน้ำแล้ว รู้แล้วว่าพี่มีความสุขดีโดยที่ไม่มีน้ำ แต่พี่กรุงจำได้หรือไม่ว่า เราเคยมีความสุขกันมากขนาดไหน และน้ำรู้ว่าพี่ไม่พอใจที่น้ำกลับมาหาพี่ ถึงแม้ว่าที่ผ่านๆ มา น้ำจะทำไม่ดีกับคนอื่นมา แต่น้ำอยากให้รู้ว่า น้ำแค่ใช้เป็นทางผ่านเพื่อมาหาพี่กรุงให้ได้เท่านั้น เราจะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันทั้งวันทั้งคืน น้ำอยากให้พี่กรุงรู้เอาไว้ว่า น้ำจะไม่ล้มเลิกความตั้งใจและตัดใจจากพี่กรุงเด็ดขาด ถึงแม้ผู้ใหญ่ของพี่จะพยายามผลักดันน้ำให้ออกห่างจากพี่กรุงมากเท่าไรก็ตาม แต่น้ำไม่แคร์ ถึงแม้ใครจะด่าน้ำว่าหน้าด้าน เบื่อน้ำ เกลียดน้ำก็ตาม น้ำก็จะไปอยู่กับพี่กรุงให้ได้ พี่กรุงคอยดูก็แล้วกัน

จาก ... น้องน้ำ (อดีตรักของพี่กรุง)
ป.ล. ฝากบอกนังทรายด้วยว่า น้ำไม่ยอมง่าย ๆ หรอก

แล้วพี่กรุงจะตอบว่าอย่างไรไปลองอ่านกันค่ะ

 


“น้ำ...พี่อยากให้น้ำรู้ ทุกวันนี้พี่อยู่โดยไม่มีน้ำ พี่มีความสุขดีอยู่แล้ว น้ำจะมาอะไรตอนนี้ เชื่อเถอะ 
ยังไงพี่ก็ไม่มีความสุขหรอก น้ำไปตามทางของน้ำเถอะ พี่รู้ดีน้ำเป็นยังไง แต่เอาเถอะ ถ้าน้ำดึงดันจะมา พี่เข้าใจ จะมาก็มาเลย พี่รับได้...ฝันของพี่จะได้เป็นจริงสักที พี่จะได้ไม่ไปอยู่ไหนอยู่แต่กับน้ำ แต่ขอร้อง น้ำอย่าให้ความหวังพี่ว่าน้ำจะมา แล้วมัวแต่ไปอยู่กับคนอื่น 
ถ้าน้ำจะมา ขอให้มาเต็ม มาเคลียร์ให้มันจบๆ ไม่ใช่ให้พี่คอยลุ้นว่าจะมาไม่มา มันทรมานนะ 
อย่าทำกับพี่เหมือนที่น้ำทำกับคนอื่นเลย เข้าใจพี่นะ แต่ยังไงก็ตามถึงแม้ชีวิตพี่จะขาดน้ำไม่ได้ 
แต่เราต่างคนต่างอยู่เถอะ ถ้าพี่ต้องการน้ำเมื่อไหร่พี่จะเปิดก๊อกเอง...”

จาก พี่กรุง
ป.ล. ตอนนี้ทรายเค้าดูแลพี่ดีอยู่แล้ว

อ่านแล้วเชื่อว่าไม่มีใครไม่อมยิ้มกับอารมณ์ขันตามแบบฉบับของคนไทย ที่รักสนุกกับทุกๆ เหตุการณ์ แต่เมื่อสนุกแล้วในฐานะของครูภาษาไทย ครูลิลลี่มีความรู้ดีๆ มาฝากค่ะ น้องน้ำในจดหมายทั้ง 2 ฉบับข้างต้น ก็หมายถึง มวลน้ำ หรือน้ำที่ท่วมเจิ่งนองอยู่ทั่วไป ส่วนพี่กรุงก็ไม่ใช่ กรุง ศรีวิไล แต่หมายถึง กรุงเทพมหานคร ของเรานั่นเอง จริงๆ แล้ว ทั้ง มวลน้ำและ กรุงเทพ ไม่ใช่สิ่งมีชีวิต ไม่สามารถเขียนจดหมายโต้ตอบยอกย้อนกันไปมาได้ แต่การที่เราทำให้เกิดเป็นน้องน้ำและพี่กรุงนั้น ตามหลักภาษาไทย เราเรียกว่า “บุคลาธิษฐาน” ค่ะ บุคลาธิษฐาน คือ การพรรณนาว่าให้สิ่งไม่มีชีวิตสามารถกระทำการใดๆ ได้ประหนึ่งสิ่งมีชีวิต ปกติเราจะเห็นในบทกวี หรือบทเพลง เช่น “ทะเลไม่เคยหลับใหล ใครตอบได้ไหมไฉนจึงตื่น บางครั้งยังสะอื้น ทะเลมันตื่นอยู่ร่ำไป” (กลัวอาต้อย เศรษฐา มาเก็บค่าลิขสิทธิ์จังเลยค่ะ) ได้รับความรู้คู่ความบันเทิงกันไปพอสังเขป คุณครูลิลลี่ขอตัวไปเขียนจดหมายถึงน้องน้ำสักฉบับนะคะ จะไปบอกว่าได้เห็นหน้าพี่กรุงแล้ว..ก็ไปซะ..

 


ครูลิลลี่นี่แหละแฟนตัวจริงของพี่กรุง...สวัสดีค่ะ.

คุณครูลิลลี่
Facebook :
Facebook.com/krulilly2

หน้า 18

วันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ปลดโฆษณาช็อก คู่พิพาทจูบสะท้านโลก

เอเอฟพีรายงานว่า เมื่อ 17 พ.ย. เบเน็ตตอง ห้องเสื้อชั้นนำของโลกจากอิตาลี แถลงขอโทษและยอมถอนโฆษณาชื่อชุด "UNHATE" หรือไม่เกลียด ที่เผยแพร่วันที่ 16 พ.ย. ออกแล้ว หลังถูกประท้วงและต่อต้านอย่างหนัก กรณีใช้วิธีแต่งภาพคอมพิวเตอร์ให้ผู้นำการเมืองและผู้นำศาสนาที่เป็นคู่พิพาทมาจูบปากกัน ซึ่งคู่ที่สร้างความตกตะลึงมากที่สุด เป็นคู่สมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 ประมุข คริสตจักรโรมันคาทอลิก กับอิหม่ามอาห์เหม็ด เอล เทย์ยิบ ผู้นำศาสนาอิสลามในอียิปต์



เบเน็ตตองระบุว่า เสียใจที่ถูกมองว่าภาพเหล่านี้ทำร้ายความรู้สึกของคนแต่ละกลุ่ม พร้อมทั้งยืนยันเจตนารมณ์ว่าเพื่อต่อสู้กับวัฒนธรรมความเกลียดชังในทุกรูปแบบ ซึ่งโฆษณาชุดดังกล่าว จับคู่ผู้นำการเมืองจูบกันลักษณะดูดดื่ม ได้แก่ นายคิม จองอิล กับนายลี เมียงบัก ผู้นำเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ขณะที่คู่ของบารัก โอบามา ผู้นำสหรัฐ กับหู จิ่นเทา ผู้นำจีน เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน เนื่องจากสถานการณ์ของสองประเทศกำลังตึงเครียด

ล่าสุดจีนแนะให้สหรัฐทบทวนการสร้างสัมพันธ์กับประเทศอื่นๆ ในเอเชีย หลังโอบามาประกาศจะมุ่งมาที่ภูมิภาคนี้ โดยจะให้ความช่วยเหลือออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และไทย แต่ไม่รวมจีน


หน้า 19

วันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ฮือฮา ผู้ซื้อนิรนามคว้า"ซัน ดรอป"เพชร 110 กะรัต"ใหญ่สุดของโลก"มูลค่ากว่า 327 ล้านบาท

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่่อวันที่ 15 พ.ย.ว่า สถานประมูลโซเธอบี้ เปิดเผยว่า ผลการประมูลซื้อเพชรหายาก"ซัน ดรอป"เพชรสีเหลือง ขนาด 110 กะรัต ซึ่งมีขึ้นที่โรงแรมเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีผู้เข้าร่วมประมูลกว่า 150 ราย ปรากฎว่า เพชรดังกล่าวถูกประมูลไปด้วยมูลค่า 10.9 ล้านดอลลาร์ (ราว 327 ล้านบาท) โดยถูกประมูลจากผู้ซื้อนิรนามที่ประมูลผ่านทางโทรศัพท์ ด้วยราคาที่ต่ำกว่าการประเมินการณ์ก่อนหน้านี้เล็กน้อย หลังจากคาดว่าจะมีมูลค่าระหว่าง11 ล้าน-15 ล้านดอลลาร์




รายงานระบุว่า เพชรดังกล่าวได้รับการการันตีว่าเป็นเพชรสีเหลืองหายากซึ่งเป็นที่ต้องการมากที่สุด และเป็นเพชรตระกูลสีเหลืองที่เชื่อว่าใหญ่ที่สุดของโลก มีขนาดเท่าหัวนิ้วมือผู้หญิง เพชรเม็ดนี้ถูกพบในแอฟริกาใต้เมื่อปี 2021 และได้ถูกนำไปแสดงโชว์ในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติของกรุงลอนดอน และที่ฮ่องกงด้วย โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ทุกครั้งที่ผู้คนเห็นเพชรเม็ดนี้ ต่างก็แสดงอาการตื่นตะลึงกันทุกคน

หน้า 20

วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เนยแข็งแพงที่สุดในโลก

Pic_217467

เหล่าเศรษฐีมหาเศรษฐีผู้มีเงินถุงเงินถังและชอบเปิบพิสดาร จะมีของขบเคี้ยวเพิ่มเติมในเมนูอาหารมื้อค่ำ หลังหม่ำจานหลักอิ่มหนำสำราญช่วงเทศกาลคริสต์มาสปีนี้

บริษัท ลอง คลอว์สัน แดรี่ ในแคว้นเลสเตอร์เชียร์ ประเทศอังกฤษ เตรียมผลิต เนยแข็งทองคำ “คลอว์สัน สติลตัน โกลด์” จากเนยแข็ง สติลตันสีขาวชั้นยอดเยี่ยมพิเศษสุด (เนยสติลตันเป็นเนยแข็งสีขาวมีลายเชื้อรา ส่วนใหญ่ผลิตในอังกฤษ ถือ เป็นเนยประจำชาติแดนผู้ดีก็คงได้)

พิเศษสุดยิ่งกว่านั้น...เขาใช้แผ่นทองคำเปลวแท้ๆที่กินได้ ผสมกับสุราทองคำแท้ๆ (real gold-liqueur) อัดเข้าไปในเนื้อเนยแข็ง จึงมองเห็นทองคำระยิบระยับในเนื้อเนย

“คริสต์มาสนี้เรารังสรรค์บางสิ่งบางอย่างพิเศษออกสู่ตลาด เป็นเอกลักษณ์เนยแข็งสติลตัน แต่ผลิตในช่วง เวลาจำกัด ด้วยหวังว่าคนจะสนใจเนยสติลตันยิ่งขึ้น” จานีส บรีดอน โฆษกบริษัทฯ ชี้แจง “มีผู้สั่งจองมากมาย อาทิ ชีคมหาเศรษฐีน้ำมัน นักร้องนักแสดงชื่อดัง แต่ เปิดเผยชื่อไม่ได้”

ราคาเนยแข็งทองคำแท้ “คลอว์สัน สติลตัน โกลด์” ตั้งไว้ที่ 3,043 บาทต่อแผ่นเฉือนบางเจี๊ยบ น้ำหนัก 100 กรัม หรือ 30,400 บาทต่อกิโลกรัม...เข้าขั้น แพงที่สุดบนผืนปฐพี

โอ้โฮ!!...รับประทาน แล้ว “อึ” ออกมาเป็นทองคำ มั้ยเนี่ย?

ดอย ดอกฝิ่น

หน้า 21

วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

มาดูกันจะๆ "เงิน1,000 ล้านบาท"มากแค่ไหน ใส่กระเป๋าได้ 50 ใบ เอามาต่อกันได้ทางยาว1.62 กิโลเมตร

ผู้ต้องสงสัยปล้นเงินจากบ้าน นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม ไป 200 ล้านบาท

แต่ยังทิ้งประเด็นว่ายัง เหลือเงินในบ้านอีก 700-1,000 ล้านบาท

เราๆ ท่าน คงนึกไม่ออกว่า เงิน 200 ล้าน กองสูงแค่ไหน หรือ หนักแค่ไหน

และคงไม่มีใครจินตนาการออกว่า เงิน 1,000 ล้าน จะกองสูงแค่ไหน

ต้องใช้รถขนกี่เที่ยวจึงหมด

เพราะรถขนเงินแบงก์ที่วิ่งกันอยู่ ก็ไม่มีสักคันที่ขนทีละ 1,000 ล้านบาท


นายสุพจน์ บอกว่า เรื่องนี้ " ไม่เป็นความจริง เป็นเรื่องของการดิสเครดิตกันมากกว่า ต้องดูตามข้อเท็จจริงก่อน ซึ่งเงินที่คนร้ายได้ไปเป็นเงินสินสอดและเงินรับไหว้ของลูกสาวไม่สามารถตอบได้ว่ามีจำนวนเท่าไรเพราะยังไม่ได้นับ แต่นำเงินมารวมกันไว้เท่านั้น ขอปฏิเสธว่าไม่มีเงินส่วนตัวอย่างแน่นอน"


"ผมจะไม่เก็บเงินส่วนตัวไว้ที่บ้าน ต้องมาดูว่าเงินจำนวนพันล้านจะต้องเก็บอย่างไร แล้วเงิน 200 ล้านมีที่ไหนเอามาพูดกัน หากเป็นแบงก์พันปึกละ 1,000 ใบ ก็ตั้ง 200 ปึกจะเก็บยังไง หากดูตามข้อเท็จจริงคนที่มาบอกว่าเอาเงินไป 200 ล้านและเอาไปไม่หมด หากมีจริงทำไมจะเอาไปไม่ได้ ผมก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร" นายสุพจน์กล่าว
"มติชน " จัดการคำนวณ ธนบัตร 1พันล้านบาท หนักเทียบเท่ากับ 1.0088 ตัน
ถ้าขนธนบัตร 1,000 ล้านบาท ในคราวเดียวกัน จะต้องบรรจุใส่กระเป๋า 50 ใบ

และต้องบรรทุก ด้วยรถที่รับน้ำหนักได้ อย่างน้อย 1 ตัน

ลองดูตามภาพ และจินตนาการดูว่า มันเยอะแค่ไหน !

หมายเหตุ จากการชั่งธนบัตร ใบละ 1,000 บาท 1 ใบ มีน้ำหนัก 1.088 กรัม

ผลการคำนวณ พบว่า ถ้านำธนบัตร 1,000 ล้านบาท มาชั่งจะมีน้ำหนัก 1,088 กิโลกรัม

ถ้านำไปใส่กระเป๋าขนาดความจุ ประมาณ 20 กิโลกรัม ต้องใช้กระเป๋า รวม 50 ใบ

เมื่อนำธนบัตรใบละ 1,000 บาท ซึ่งมีความยาว 16.20 เซนติเมตร จำนวน 1 ล้านใบ

หรือ มูลค่า 1,000 ล้านบาท มาเรียงใบต่อใบ

จะได้ระยะทาง 1.62 กิโลเมตร

หน้า 22

วันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

น้ำหนักไม่ใช่อุปสรรค หญิงอ้วนสุดในโลก มีเซ็กซ์วันละ 6 ครั้ง

Pic_218528

Picture : thesun.co.uk

พอลีน พอตเตอร์ เจ้าของสถิติอ้วนที่สุดในโลก มีเซ็กซ์กับสามี 6 ครั้งใน 24 ชั่วโมง เผยน้ำหนักตัวไม่ใช่อุปสรรค แค่อาศัยท่วงท่าและลีลาก็สามารถสร้างความสุขได้ทั้งคู่...

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อ 23 พ.ย. ว่า พอลีน พอตเตอร์ เจ้าของสถิติอ้วนที่สุดในโลก จากกินเนสส์บุ๊ก วัย 47 ปี ด้วยน้ำหนักตัว 330 กิโลกรัม ได้ปลุกไฟรักให้กับตัวเองอีกครั้ง เนื่องจาก อเล็กซ์ ผู้เป็นสามี วัย 46 ปี กลับมาคืนดีและใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอีกหน หลังหย่าร้างกันไปก่อนหน้านี้

พอลีน กับ อเล็กซ์

พอลีน กับ อเล็กซ์

ทั้งนี้ สาเหตุหลักที่ทำให้พอลีนน้ำหนักตัวพุ่งจนทำลายสถิติโลกได้นั้น เพราะการเลิกรากับสามีเป็นสาเหตุหลัก เธอสวาปามทุกอย่างราววันละ 10,000 แคลอรี่ ขณะที่ร่างกายผู้หญิงต้องการเพียงวันละ 2,000 แคลอรี่เท่านั้น ด้วยน้ำหนักและขนาดตัวของพอลีน ทำให้เธอไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ดีลลอน ลูกชายวัย 19 ปี จึงต้องเป็นผู้ช่วยมือขวา คอยดูแลทุกทุกเรื่อง ตั้งแต่ทำกับข้าวไปจนถึงอาบน้ำให้แม่

พอลีน กับ ดีลลอน ลูกชาย

พอลีน กับ ดีลลอน ลูกชาย

ด้านอเล็กซ์ น้ำหนักตัวเพียง 63.5 กิโลกรัม เผยว่า "พอลีนไม่สามารถเดิน แต่งตัว และเข้าห้องน้ำด้วยตัวเองได้ ผมเป็นคนรักที่ไม่ดีพอที่ทิ้งเธอไป แต่ตอนนี้ผมจะกลับมาดูแลเธออีกครั้ง ยิ่งกว่านี้ผมคิดถึงเรื่องบนเตียงของเรามากๆ แม้พอลีนจะหนักถึง 444.5 กิโลกรัม แต่เราก็จะมีเซ็กซ์ทุกวัน เพราะมันเป็นสิ่งที่วิเศษ มันเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่ผมปล่อยให้เธอไป จนทำให้เธอหันมากินและมีน้ำหนักตัวมากที่สุดในโลก และนั่นมันทำให้รู้ว่าผมรักเธอมากแค่ไหน"

สำหรับเกมรัก อเล็กซ์ยืนยันว่าไม่เคยผิดหวังเรื่องบนเตียงกับพอลีนเลย "แม้บางคนอาจจะค่อนแคะ แต่พอลีนสุดยอดเรื่องบนเตียงจริงๆ เธอเจ๋งกว่าผู้หญิงคนอื่นๆ ที่ผมเคยนอนมาด้วยทั้งหมด วันแรกที่เรากลับมาอยู่ด้วยกัน เรามีเซ็กซ์กันถึง 6 ครั้งใน 24 ชั่วโมง แม้ว่าน้ำหนักของขาเธอจะมาก แต่เราสามารถอาศัยท่วงท่าและใช้ส่วนอื่นของร่างกายสร้างความสุขให้กับเราได้ทั้งคู่" ขณะที่พอลีนเองก็เผยด้วยว่า "ฉันเล่นยิมนาสติกจนถึงอายุ 12 นั้น ช่วยให้ฉันตัวอ่อนพอสมควร"

อนึ่ง พอลีน และ อเล็กซ์ รู้จักกันครั้งแรกเมื่อปี 2002 เนื่องจากอเล็กซ์ส่งอีเมล์ผิด จึงได้ติดต่อกับเธอทางอีเมล์เรื่อยๆ แต่พอลีนเกือบหมดหวัง เพราะเกรงว่า อเล็กซ์จะรับไม่ได้ที่เธออ้วนขนาดนี้ แต่เมื่อส่งรูปไปให้อเล็กซ์ เขากลับชื่นชมว่าเธอสวยน่ารัก และทั้งคู่ได้ตกลงแต่งงานกันเมื่อปี 2005.

วันแต่งงานของ พอลีน กับ อเล็กซ์

วันแต่งงานของ พอลีน กับ อเล็กซ์

หน้า 23

วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

สงสัยยาคุมกำเนิดเม็ดเป็นเหตุ ของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากใหม่

Pic_218373

วารสาร “การแพทย์อังกฤษ” เปิดเผยว่า ผู้สืบสวนแคนาดาได้พบว่า ยาคุมกำเนิดเม็ดอาจ เกี่ยวพันกับโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่บรรดาผู้ เชี่ยวชาญย้ำว่ายังไม่ใช่ข้อพิสูจน์ อาจเป็นการค้นพบโดยไม่ได้ตั้งใจ

นักวิจัยแคนาดาเห็นว่าฮอร์โมนเพศหญิงเอสโตรเจน ที่เป็นผลพลอยได้ ถูกจับออกมาในปัสสาวะของผู้กินยาเม็ดคุมกำเนิด ไปปนเปื้อนในห่วงโซ่อาหารและน้ำดื่ม ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าฮอร์โมนช่วยให้มะเร็งบางอย่างเติบโตดี

พวกเขาพบความเกี่ยวพันของการกินยาเม็ด คุมกำเนิด ส่วนเกี่ยวกับการป่วยและเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากรายใหม่ๆ จำนวนหนึ่ง โดย ดร.เดวิด มาร์-เกล หัวหน้านักวิจัยมหาวิทยาลัยโตรอนโต เป็นห่วงว่าห่วงโซ่อาหารอาจปนเปื้อนและอาจจะเป็นสาเหตุ.

หน้า 24

วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ผลวิจัยชี้...'ผู้หญิงปากสว่าง'เก็บความลับได้ไม่เกิน 2 วัน

Pic_218633

นักวิจัยพบว่า โดยปกติแล้ว ผู้หญิงมักเริ่มต้นกระจายข่าวให้บุคคลอื่นรู้อย่างน้อย 1 คน ภายในเวลา 47 ชั่วโมง 15 นาที หลังจากรับทราบข่าวที่คนเล่ากำชับหนักหนาว่า "ปกปิดเป็นความลับ" ซึ่งบุคคลแรกที่สาวๆจะเผยความลับ คือ แฟน สามี เพื่อนสนิท และมารดา

 

การศึกษากับผู้หญิง 3,000 คน อายุระหว่าง 18-65 ปี พบชัดเลยว่า ร้อยละ 40 ของผู้หญิงกลุ่มนี้ยอมรับว่า ไม่สามารถเก็บความลับไว้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือข้อมูลลับสุดยอด และก็พบด้วยว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คือเครื่องมือที่จะช่วยให้ผู้หญิงเผยความลับได้ง่ายมากขึ้น โดยผู้หญิงกว่าร้อยละ 50 ยอมรับว่าดื่มไวน์เพียง 1 หรือ 2 แก้ว ปากที่เคยคิดว่าหนักของพวกเธอ จะคายความลับออกมาแบบหมดเปลือก

 

อาจจะเป็นเรื่องธรรมดาของผู้หญิงที่ชอบเม้าท์ เล่าเรื่องชาวบ้าน ยิ่งเป็นเรื่องความรักความสัมพันธ์ระหว่างคนที่รู้จัก สินค้าของผู้หญิงคนอื่นมีราคาเท่าไหร่ ใครแอบหนีไปศัลยกรรมที่ส่วนใดของใบหน้ามา โดยผู้หญิงสามารถเม้าท์แตกและเปิดเผยความลับออกมาได้ทุกที่ตลอดเวลา ทั้งทางโทรศัพท์ ส่งข้อความทางโทรศัพท์ หรือแม้กระทั่งเล่ากันซึ่งๆหน้า แต่อย่างน้อยก็ถือเป็นโชคดีที่ผู้หญิงประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ จะจำเรื่องราวความลับได้แค่วันเดียว หลังจากได้เปิดเผยไปแล้ว พอเล่าจบก็ลืมสนิท เฝ้ารอความลับจากปากคนอื่นต่อไป.

 

หน้า 25

วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เผยผลสำรวจ "เซ็กซ์ในฝัน" จะสุขสมหรือไม่ขึ้นอยู่กับ "น้องชาย" ของคุณ!

เซ็กซ์ในอุดมคติของคุณเป็นอย่างไร?


แล้วปัจจัยใดที่่จะเป็นบันไดให้ไต่ไปสู่สวงสวรรค์ดังกล่าว?


...ความสวย/หล่อของคู่รัก ความเนิบช้าของภาษากาย หรือว่า


ระดับความแข็งตัวของอวัยวะเพศชาย!


ใช่แล้ว! จากผลการสำรวจ "ชาวเอเชียกับความปรารถนาด้านสัมผัสรัก" ชี้ว่า ระดับความแข็งตัวของอวัยวะเพศชายคือกุญแจสำคัญที่จะไขปริศนาความสุขสมทางเพศอันแสนจะลี้ลับดังกล่าว


ทั้งนี้ ผลสำรวจโดยบริษัทวิจัยการตลาดอิสระ แฮริส อินเตอร์แอ็กทีฟ ภายใต้การสนับสนุนของบริษัท ไฟเซอร์ เพื่อการศึกษาแบบปราศจากเงื่อนไข ในชื่อ "ความสุขสมแห่งสัมผัสรักในอุดมคติของชาวเอเชีย" (Ideal Sex in Asia Survey Results) ซึ่งใช้แบบสอบถามออนไลน์กับชายหญิงชาวเอเชียใน 10 ประเทศ ซึ่งได้แก่ จีน ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และประเทศไทย ที่มีอายุระหว่าง 31-74 ปี จำนวน 3,282 คน พบว่า


ชายไทย 78% และหญิงไทย 82% มีความเห็นว่า "ระดับความแข็งตัวของอวัยวะเพศชาย" รวมถึง "ความสามารถในการรักษา ระดับความแข็งตัวของอวัยวะเพศชาย" คือปัจจัยสำคัญสูงสุดสำหรับการนำไปสู่ยูโทเปียทางเซ็กซ์ ทั้งนี้จากทั้งหมด 4 ปัจจัยด้วยกันอันได้แก่ ระดับความแข็งตัวของอวัยวะเพศชาย ความถี่ในการมีเพศสัมพันธ์ ระยะเวลาที่ใช้ในการมีเพศสัมพันธ์แต่ละครั้ง และระดับความพึงพอใจเมื่อถึงจุดสุดยอด


โดยผลการสำรวจชายและหญิงไทยดังกล่าวสอดคล้องกันกับความคิดเห็นโดยรวมของชายหญิงในเอเชียที่ชาย 79% และหญิง 80% มีความเห็นแบบเดียวกัน


ทั้งนี้ "ระดับความแข็งตัวของอวัยวะเพศชาย" (Erection Hardness Score) แบ่งได้เป็นสี่ระดับคือ


หนึ่ง ระดับ "เต้าหู้หลอด"
สอง ระดับ
"กล้วยหอมปลอกเปลือก"
สาม ระดับ
"กล้วยหอมไม่ปลอกเปลือก"
และสี่ ระดับ "แตงกวา"


หรือหากจะพูดแบบทางการ ระดับความแข็งตัวทั้ง 4 ระดับแบ่งได้เป็นเกรดทั้งหมด 4 เกรด โดย เกรด 1 ระดับ "เต้าหู้หลอด" นั้น คือ การที่อวัยวะเพศตื่นตัว ขยายขนาดพองขึ้นแต่ไม่แข็ง (ซึ่งจัดเป็นอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศระดับรุนแรง)

ของคุณล่ะ ระดับไหน?


เกรด 2 ระดับ "กล้วยหอมปลอกเปลือก" หรือ การที่อวัยวะเพศแข็งตัว แต่ไม่เพียงพอที่จะสอดใส่เพื่อมีเพศสัมพันธ์ (อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศระดับปานกลาง)


เกรด 3 ระดับ "กล้วยหอมไม่ปลอกเปลือก" หรือ การที่อวัยวะเพศแข็งตัวไม่เต็มที่ แต่เพียงพอที่จะสอดใส่ได้ (อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศระดับต้น)


และ เกรด 4 ระดับความปรารถนาสูงสุดของเหล่าบุรุษเพศ นั่นคือ


ระดับ "แตงกวา" !


ซึ่งเป็นระดับที่อวัยวะเพศแข็งตัวเต็มที่ ทำให้สามารถร่วมรักได้อย่างมีความสุขทั้งสองฝ่าย (และเป็นเป้าหมายของการรักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ)


อนึ่ง ผลสำรวจดังกล่าวระบุว่า ชายชาวเอเชียมากกว่า 50% ยอมรับว่า ตนเองมีระดับการแข็งตัวของอวัยวะเพศชายต่ำกว่าเกรด 4


ทำอย่างไรให้ไปได้ถึงระดับ แตงกวา?


รศ.ดร.จอร์จ ลี ศัลยแพทย์ที่ปรึกษาระบบทางเดินทางปัสสาวะ ประจำโรงพยาบาลเกลนอีเกิลส์ กรุงกัวลาลัมเปอร์ และรศ.สาขาวิขาศัลยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโมแนช กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เผยว่า ระดับความแข็งตัวของอวัยวะเพศชายดังกล่าวมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับระดับสุขภาพของเพศชาย รวมถึงสภาพจิตใจของบุรุษเพศคนนั้นๆไม่ว่าจะเป็นความมั่นใจในตนเองและการเห็นคุณค่าในตนเอง


โดยนายแพทย์ลีกล่าวว่า ในแง่ของสุขภาพนั้น ผู้ชายที่มีความเจ็บป่วยเรื้อรังสูงกว่า เช่นมีโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคอ้วน ฯลฯ หรือเรียกได้ว่าเป็นพวกที่ "ไม่ฟิต" นั้น มีระดับความแข็งตัวของอวัยวะเพศที่ต่ำกว่า ผู้ชายที่ไม่มีปัญหาทางสุขภาพดังกล่าว


หรือจะมองในอีกแง่ได้ว่า ปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศอาจเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสุขภาพของท่านชายเอง


นายแพทย์ลีแนะนำว่า วิธีที่จะรักษาระดับความแข็งตัวของอวัยวะเพศให้ได้ในระดับ "แตงกวา" นั้น อาชาชายทั้งหลายควรหันมาออกกำลังกาย และทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเพื่อชีวิตรักที่สุขสม ส่วนการรักษาด้วยการทานยานั้น สามารถช่วยได้แค่ในระดับหนึ่งเท่านั้น

อนึ่ง สภาพชีวิตที่เร่งรีบและมีการแข่งขันสูงในปัจจุบันอาจส่งผลให้ชายส่วนใหญ่ไม่มีเวลาออกกำลังกายและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ


อย่างไรก็ดี งานวิจัยยังพบด้วยว่า ผู้ชายที่มีปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศจำนวนมากไม่กล้ามาพบแพทย์ เพราะกลัวจะ "เสียศักดิ์ศรีความเป็นชาย" หรือจะ "อายหมอ" ก็มิทราบได้


ทำให้ภาระที่จะเคี่ยวเข็ญให้บรรดาสามีที่มีปัญหาดังกล่าวไปพบแพทย์คงต้องตกอยู่กับเหล่าศรีภรรยาทั้งหลาย


เพราะโบราณเขาว่า "It takes two to tango" หรือ


"ตบมือข้างเดียว" นะมันไม่ดังหรอกนะ

มติชนออนไลน์

หน้า 26

วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

แหกคุกบันลือโลก

Pic_217750

เมื่อวันที่ 25 เมษายนปีนี้ เกิดเหตุการณ์แหกคุกครั้งใหญ่ของโลกเลยก็ว่าได้ การแหกคุกครั้งนี้เป็นฝีมือของนักโทษจำนวนมากถึง 480 คน เลยทีเดียว และทั้งหมดไม่ใช่แค่นักโทษทั่วไป แต่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักรบตาลีบัน ซึ่งอันตรายอย่างยิ่ง (โดยเฉพาะกับชาติตะวันตก) ซึ่งถูกทหารอเมริกันจับในสงครามอัฟกานิสถานที่ต่อเนื่องมาแล้วหลายปี

เหตุการณ์เกิดขึ้นเวลาราวๆ ตีสี่ของวันที่ 25 เมษายน 2554 ที่เรือนจำซาโปซ่า ในเมืองกันดาหาร์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงสมัยตาลีบันปกครองอัฟกานิสถาน เมื่อผู้คุมจำนวนหนึ่งพบว่านักโทษจำนวนมากหลบหนีไป โดยใช้อุโมงค์ที่แอบขุดขึ้นมา จากการสอบ สวนพบว่าพวกนักโทษน่าจะได้รับความช่วยเหลือจากผู้คุมบางคน

ช่องลมที่ถูกเจาะเป็นทางหนีจากอัลคาทราซ.

ช่องลมที่ถูกเจาะเป็นทางหนีจากอัลคาทราซ.


อุโมงค์หลบหนีที่คาดว่าใช้เวลาขุดกันนานกว่า 5 เดือนนั้นลึกลงไปจากผิวดิน 2 เมตร ยาวประมาณ 320 เมตร พวกนักโทษขุดอุโมงค์ลอดใต้ จุดตรวจของเจ้าหน้าที่เรือนจำ หอคอยและกำแพงเรือนจำกับเลเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวทั้งหมด ไปทะลุออกในบ้านหลังหนึ่งนอกเรือนจำ อุโมงค์นี้กว้างแค่พอคลานไปได้ทีละคน มีการวางท่ออากาศเข้าไปในอุโมงค์ มีที่แขวนหลอดไฟ ซึ่งคาดว่าใช้ ในตอนที่แอบขุดอุโมงค์กัน

3 ปีก่อนหน้านี้ เรือนจำนี้ถูกโจมตีโดยนักรบตาลีบันเพื่อปล่อยนักโทษ มีนักโทษหนีออกไปได้ราว 1,200 คน ในจำนวนนั้นเป็นทหารตาลีบันราว 300 กว่าคน

ทางลงอุโมงค์ที่นักโทษตาลีบันหลบหนีออกไป.

ทางลงอุโมงค์ที่นักโทษตาลีบันหลบหนีออกไป.


เหตุการณ์ที่ว่านี้มีนักโทษหนีได้มากก็จริง แต่ย้อนไปในอดีต มีการแหกคุกที่ต้องจารึกไว้ว่าเป็นสุดยอดของการแหกคุก ซึ่งคอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนก็นำมาเสนอกันเช่นเคยครับ

อัลคาทราซห่างจากเมืองซานฟรานซิสโกออกไปในทะเลบริเวณที่เป็นอ่าวชื่อเดียวกับตัวเมือง 2.4 กม. มีเกาะ ชื่อว่า อัลคาทราซ หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ The Rock เนื่องจากมันเป็นเกาะที่มีแต่หินเป็นส่วนใหญ่นั่นเอง เดิมทีเดียวเกาะนี้ใช้เป็นที่ตั้งประภาคารสำหรับเรือที่แล่นผ่านเข้าออกในอ่าวซานฟรานซิสโก แต่ในราวกลางศตวรรษที่ 19 ในช่วงที่เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นที่สหรัฐอเมริกา ทางกองทัพใช้เกาะนี้เป็นที่คุมขังนักโทษการเมือง จนกระทั่งปี พ.ศ.2476 กองทัพจึงเลิกใช้ที่นั่นเป็นที่คุมขังนักโทษของกองทัพทั้งหมด แต่เนื่องจากอาคารเรือนจำต่างๆ ที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ดีทุกอย่าง ในปีต่อมาทางการจึงใช้มันเป็นเรือนจำสำหรับนักโทษทั่วไป

ทางเดินภายในอัลคาทราซ.

ทางเดินภายในอัลคาทราซ.


อัลคาทราซเป็นที่คุมขังนักโทษซึ่งก่อคดีอุกฉกรรจ์เป็นจำนวนมาก รวมทั้งมาเฟียชื่อดังก้องโลกอย่างอัล คาโปน ด้วย

อัลคาทราซได้ชื่อว่าเป็นคุกที่ไม่มีใครจะหลบหนีออกไปได้ ตลอดเวลาใช้งานเป็นเวลา 29 ปี ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2477 มีความพยายามถึง 14 ครั้ง จากนักโทษ จำนวน 36 คน ที่พยายามหลบหนี มี 2 คนที่พยายาม ถึง 2 ครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ 23 คนถูกจับได้ 6 คนถูกยิงตายระหว่างการหลบหนี อีก 3 คนทางการรายงานว่าเสียชีวิตในทะเล แต่ก็ไม่เคยมี ใครพบศพของพวกเขาแม้แต่คนเดียว

แฟรงค์ มอร์รีส นักโทษหมายเลข 1441 ผู้มีประวัติในการถูกจับมาตั้งแต่วัยเด็กและขึ้น ชื่อในเรื่องของความฉลาด จอห์น แองกลิน และ แคลเรนซ์ แองกลิน 2 พี่น้องผู้ถูกจับในข้อหาปล้นธนาคาร คือนักโทษ 3 คน ที่แหกคุกอัลคาทราซแล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แผนการหลบหนีของทั้ง 3 ทำไว้อย่างแยบยล กับอุปกรณ์ที่ดัดแปลงขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ คือพวกเขาพบว่าผนังคอนกรีตที่อยู่ขอบๆช่องลม ขนาด 6×9 นิ้ว ใต้อ่างล้างหน้าในห้องขังนั้นจะเปื่อยยุ่ยกว่าผนังส่วนอื่น พวกเขาจึงหาอุปกรณ์เท่าที่จะหาได้ในนั้น เช่น ช้อนโลหะ เหรียญ สว่านไฟฟ้าที่ทำจากมอเตอร์เครื่องดูดฝุ่น เป็นเครื่องมือในการ เจาะผนังปูน พวกเขาทำฉากที่ลงสีให้คล้ายกับผนังจริงปิดบังไว้ เพื่อไม่ให้ผู้คุมเห็นร่องรอยของการเจาะ และแสงทึมๆในห้องยังช่วยอำพรางไว้อีกชั้นหนึ่ง

ปากทางออกของอุโมงค์เฮนรี่.

ปากทางออกของอุโมงค์เฮนรี่.


เส้นทางการหลบหนีจะไปเจอช่องระบายอากาศที่เคยมีพัดลมขนาดใหญ่ขวางอยู่ แต่ภายหลังพัดลมถูกถอดออกแล้วใช้ตะแกรงเหล็กใส่ไว้แทน พวกเขาแอบซ่อนหินเจียจากห้องช่างในชั่วโมงฝึกงาน เพื่อไปฝนให้หมุดโลหะที่ยึดตะแกรงเหล็กนั้นหลุดออกจากช่องคอนกรีต แล้วก็ใช้สบู่อุดรูให้ดูเหมือนกับหมุดยังอยู่ตามปกติ เสื้อกันฝนจำนวนมากถูกแอบขโมยไปเพื่อใช้ทำเป็นแพสำหรับข้ามทะเลไปหาฝั่ง และพวกเขายังทำหุ่นจากกระดาษมีรูปร่างเหมือนคนไว้หลอกผู้คุม โดยติดเส้นผมจริงที่แอบฉกมาจากห้องตัดผมในเรือนจำ หุ่นนั้นจะนอนห่มผ้าโผล่ออกมาให้เห็นแต่ศีรษะด้านหลังที่มีผมปลอมคลุมอยู่

แผนการหลบหนีได้รับการเปิดเผยต่อ FBI โดยอลัน เวสต์ นักโทษอีกคนที่พยายามหลบหนีไปพร้อมกัน แต่ไม่สำเร็จ เจ้าหน้าที่พบไม้อัดและเสื้อกันฝนที่ใช้ทำเป็นแพลอยไปติดอยู่ที่เกาะแองเจิล ซึ่งเป็นเกาะอีกเกาะหนึ่งในอ่าว แต่ก็ไม่พบตัวนักโทษที่นั่นหรือที่ฝั่งของเมืองซานฟรานซิสโก แม้แต่คนเดียว ทางการจึงสรุปว่า ทั้ง 3 เสียชีวิตจากการจมน้ำที่เย็นจัดขณะพยายามหลบหนีไปขึ้นฝั่ง แต่ผู้ที่สนใจติดตามข่าวนี้จำนวนมากเชื่อว่าทั้ง 3 รอดชีวิตไปได้อย่างแน่นอน

เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการจัดการเรือนจำแห่งนี้สูงมาก ทำให้รัฐบาลตัดสินใจเลิกใช้เป็นเรือนจำใน พ.ศ.2506 และเปิดเป็นศูนย์ฝึกอบรมอาชีพให้กับคนพื้นเมืองอเมริกัน ใน พ.ศ.2512 จนถึง 2514 ศูนย์นั้นก็ปิดไป ปีต่อมาเกาะอัลคาทราซถูกยกโอนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์


ต้นทางของอุโมงค์เฮนรี่ที่ถูกอนุรักษ์ไว้.

ต้นทางของอุโมงค์เฮนรี่ที่ถูกอนุรักษ์ไว้.


The Great Escape

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารพันธมิตรจำนวนมากถูกจับเป็นเชลยโดยฝ่ายเยอรมัน เชลยจำนวนหนึ่งถูกจับไปรวมกันไว้ที่ค่ายกักกันชื่อ Stalag Luft III ซึ่งเป็นค่ายที่มีการคุ้มกันที่แน่นหนามากที่สุดค่ายหนึ่ง

ระหว่างเดือนมีนาคม พ.ศ.2486 ถึงเดือนเมษายนปีถัดไป เชลยจำนวนกว่า 600 ชีวิตร่วมมือกันวางแผนเพื่อหลบหนีจากค่ายดังกล่าว ตามแผนนั้น พวกเขาต้องขุดอุโมงค์ถึง 3 อุโมงค์ เพื่อเป็นเส้นทางหลบหนี

ความคิดในการหลบหนีเริ่มต้นที่นาวาอากาศตรี โรเจอร์ บูเชล นายทหารจากกองทัพอากาศของสหราชอาณาจักร ผู้ที่ถูกจับได้หลายครั้งแล้วจากการพยายามหลบหนีจากค่ายกักกันอื่นๆก่อนหน้านี้ เขานำความคิดดังกล่าวไปหารือกับเพื่อนเชลยด้วยกัน ตอนแรกไม่มีใครเห็นด้วย แต่ต่อมาทุกคนก็ร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้แผนการนั้นเดินหน้าไปจนถึงที่สุด และจัดตั้งคณะทำงานเพื่อการหลบหนีขึ้นมา

เรือนจำซาโปซ่า.

เรือนจำซาโปซ่า.


แผนการที่ว่านั้นประกอบไปด้วยการขุดอุโมงค์ 3 อุโมงค์ นอกจากนั้นก็แบ่งคณะทำงานอีกกลุ่มหนึ่ง มีหน้าที่ทำเอกสารปลอม กับตัดเสื้อผ้าแบบพลเรือนที่จะใส่เวลาหลบหนีออกจากค่ายไปได้

ในส่วนของอุโมงค์นั้น เดิมตั้งเป้าไว้ว่าจะให้เชลยจำนวนสิบกว่าถึงยี่สิบคนเท่านั้นหลบหนีออกไปได้ แต่ตัวบูเชลเองต้องการมากถึง 200 อุโมงค์ ทั้ง 3 มีรหัสว่า ทอม, ดิ๊ก, แฮรี่ (Tom, Dick, Harry) แต่ทั้งหมดนั้น มีเพียงแฮรี่ที่ขุดไว้ใต้เตาไฟเท่านั้นที่ขุดสำเร็จ

ปัญหาใหญ่ที่ต้องจัดการมี 2 ข้อคือ จะเอาดินจากการขุดไปทิ้งที่ไหน อย่างไร กับจะป้องกันไม่ให้อุโมงค์ถล่มลงมาได้อย่างไร

อุโมงค์ที่นักโทษตาลีบันขุดไว้.

อุโมงค์ที่นักโทษตาลีบันขุดไว้.


อุโมงค์นั้นลึกถึง 9 เมตร กว้างแค่ 60×60 ซม. เท่านั้น ดินและทรายที่เกิดจากการขุดจะถูกนำไปทิ้งโดยหลายวิธี เช่น การทิ้งแบบ เพนกวิน คือเอาดินใส่ในถุงเท้าเก่าแล้วผูกไว้ข้างขาที่สวมกางเกงขายาวทับอยู่บ้าง เอาซ่อนไว้ในเสื้อโดยห้อยไว้ที่คอบ้าง เมื่อคนนั้นเดินไปกลางลานในค่ายก็จะดึงเชือกที่ผูกปากถุงเท้านั้นให้ดินไหลออกไปบนลานแล้วใช้เท้าเกลี่ยให้กลืนไปกับดินที่ลาน อีกวิธีเรียกว่า กาชาด คือการเอาดินใส่ในกระป๋องนมเปล่าที่มีเครื่องหมายกาชาด ผู้ที่ีถือกระป๋องนี้จะเดินเข้าไปในกลุ่มเชลยด้วยกันที่ทำหน้าที่บังสายตาพวกเยอรมัน เมื่อได้โอกาสก็จะเทดินทิ้ง อีกวิธีหนึ่งคือ ในเวลาทำสวนก็แอบเอาดินไปทิ้งตามแปลงดอกไม้ในค่าย ปริมาณดินที่พวกเขาขุดออกมานั้น มีน้ำหนักรวมแล้วไม่น้อยกว่า 100 ตันเลยทีเดียว

อีกปัญหาหนึ่งที่ยากไม่แพ้กันคือ ทำอย่างไรไม่ให้อุโมงค์ถล่ม พวกเขาแก้ปัญหานี้โดยการหาแผ่นไม้มาค้ำ ซึ่งไม้ส่วนใหญ่ได้มาจากเตียงนอนของ พวกเขานั่นเอง เตียงปกติจะมีแผ่นไม้จำนวน 20 แผ่นรองอยู่ แต่หลังจากอุโมงค์ขุดไปไกลขึ้นเรื่อยๆ แต่ละเตียงจะเหลือแผ่นไม้เพียงห้าหกแผ่นเท่านั้น นอกจากนั้น เพื่อให้คนขุดมีอากาศหายใจ พวกเชลยก็สร้างปั๊มลมขึ้นมาจากกระป๋องนม ไม้จากเตียง ไม้ฮอกกี้ และกระสอบ เพื่อให้ การลำเลียงดินที่ขุดออกมานำไปทิ้งได้เร็ว พวกเชลยก็สร้างล้อเลื่อนเล็กๆ ไว้ในนั้นเพื่อขนถ่ายดินด้วย ส่วนไฟฟ้านั้นแอบต่อเข้ากับสายเมนของค่ายที่พวกเยอรมันตรวจไม่พบ

เกาะอัลคาทราซจากมุมมองต่างๆ.

เกาะอัลคาทราซจากมุมมองต่างๆ.


อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าฝ่ายเยอรมันจะซื่อบื้อถึงขนาดไม่รู้อะไรเลย พวกเขาก็สงสัย แต่ตรวจไม่พบหลักฐานใดๆ เชลยซึ่งเป็นที่สงสัยจำนวน 19 คน ถูกย้าย ไปที่ค่ายอื่น ในจำนวนนั้นมี 6 คน ที่เป็นเรี่ยวแรงสำคัญ ของแผนการหลบหนี

ต่อมาอุโมงค์ Dick ต้องถูกยกเลิกการขุด เพราะฝ่ายเยอรมัน ขยายพื้นที่ของค่ายออกไปถึงจุดที่กะไว้ว่าจะเป็นปลายอุโมงค์ อุโมงค์นี้จึงใช้เป็นที่ทิ้งดินจากหลุมอื่นกับใช้เป็นที่ซ่อนเครื่องมือและข้าวของเครื่องใช้ที่เตรียมไว้ยามหลบหนีออกไป

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2486 อุโมงค์ Tom ก็ถูกเยอรมันตรวจพบ เนื่องจากพวกเขาแอบมองจากในป่านอกค่าย เห็นพวกเพนกวินนำดินออกจากเรือนพักหลังหนึ่งออกไปทิ้ง การพบอุโมงค์ครั้งนั้น ทำให้การขุด Harry ต้องหยุดไปด้วยเพื่อความปลอดภัย จน กระทั่งเดือนมกราคมปีต่อมา การขุดจึงเริ่ม ขึ้นอีกครั้งและไปแล้วเสร็จเอาในอีก 2 เดือนต่อมา

ค่าย Stalag Luft III ในอดีต.

ค่าย Stalag Luft III ในอดีต.


ตามแผนการหลบหนีที่วางกันไว้ พวกเชลยจะหนีออกจากค่ายเมื่อเข้าฤดูร้อน แต่กำหนดการก็เร่งขึ้นมา เมื่อเกสตาโปสั่งให้ผู้บัญชาการค่ายกักกันตรวจตราอย่างหนักเพื่อป้องกันการหลบหนีของเชลย นาวาอากาศตรีบูเชลในฐานะหัวหน้าจึงตัดสินใจว่าจะหลบหนีทันทีเมื่อ Harry ขุดสำเร็จ ซึ่งในจำนวนเชลยที่ร่วมมือกันทั้งหมดราว 600 คนนั้น มีเพียง 200 คนที่จะได้หนีไปในครั้งนี้ พวกเขาแบ่งผู้จะหนีเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่มีโอกาสรอดสูง คือพูดภาษาเยอรมันได้ และมีที่ไปที่ชัดเจน กับอีกกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการถูกจับสูง เพราะพูดเยอรมันได้น้อยมากหรือไม่ได้เลย

การหลบหนีเลือกเอาคืนวันศุกร์ที่ 24 มีนาคม เป็นคืนเดือนมืด ผู้ที่เตรียมตัวจะหนีก็ทยอยไปที่เรือนนอนหมายเลข 104 ซึ่งทางเข้าอุโมงค์อยู่ในนั้น แต่โชคก็ไม่เข้าข้างนัก เมื่อพบว่าปลายอุโมงค์โผล่ขึ้นท่ามกลางต้นไม้ในป่าก็จริง แต่ป่าบริเวณนั้นมีต้นไม้ค่อนข้างห่าง แถมยังห่างจากหอคอยของค่ายไปแค่สิบกว่าเมตร จึงทำให้ ถูกตรวจพบได้ง่ายมาก และปากทางออกอุโมงค์ซึ่งทำบานปิดเปิดไว้นั้น ถูกน้ำแข็งจับตัวแน่นจนเปิดไม่ได้ ต้องเสียเวลาไปอีกกว่าชั่วโมงครึ่ง พื้นดินที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ทำให้เกิดร่องรอยชัดเจน ดังนั้น จากเดิมที่กะกันไว้ว่าเชลย 1 คน ใช้เวลา 1 นาที ในการออกจากอุโมงค์ กลายเป็นแค่สิบกว่าคนต่อชั่วโมง พวกเขาจึงบอกกันว่าคงไปกัน ได้ไม่เกิน 100 คน ก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น พวกที่รู้ตัวว่าหมดโอกาสในคืนนั้นแน่นอนก็เปลี่ยนชุดกลับไปเป็นชุดเดิมแล้วกลับไปนอนตามที่ของตน เหตุการณ์แย่ลงไปอีกเมื่อสัญญาณเตือนภัยทางอากาศดังขึ้นเมื่อราวเที่ยงคืน ทำให้ค่ายต้องปิดไฟจนมืดสนิท ทหารยามก็ส่องไฟกันมากขึ้นในช่วงนั้น ทำให้ต้องหยุดการหลบหนีไว้ช่วงหนึ่ง แต่แล้วเมื่อเวลาตีหนึ่ง อุโมงค์เกิดถล่มลงมาจุดหนึ่ง ทำให้ต้องเสีย เวลาซ่อมแซมกันอีก

ภายในอุโมงค์เฮนรี่.

ภายในอุโมงค์เฮนรี่.


ท้ายสุดเมื่อเวลาก่อนตีห้าเล็กน้อย เชลยจำนวน 76 คน หลบหนีออกไปได้ แต่คนที่ 77 ซึ่งเป็นนาย ทหารอากาศของนิวซีแลนด์ ถูกยามคนหนึ่งมองเห็น เขาจึงยกมือขึ้นเพื่อยอมให้จับ และเปิดโอกาสให้คนอื่นๆหนีเข้าป่าไป พวกทหารเยอรมันยังไม่ทราบว่าพวกเชลยออกมาทางไหน จึงไม่ได้พยายามจะหาทางออก แต่ส่งทหารเข้าไปตรวจตามเรือนนอนต่างๆ เรือนนอนหมายเลข 104 เป็นหลังท้ายๆที่ทหารเข้าไปตรวจพร้อมกับสุนัข ซึ่งอุโมงค์ก็ถูกพบในเวลานั้น

การหลบหนีของเชลย แม้ว่าจะหลุดออกมาจากค่ายกักกันแล้ว แต่ปัญหาใหม่ที่แทบทุกคนเจอคือ หาทางไปสถานีรถไฟไม่ถูก ต้องรอจนกระทั่งฟ้า สาง ประจวบกับขณะนั้นเป็นฤดูหนาวที่หิมะตกหนัก และหนามาก

ในจำนวนที่หนีออกจากค่ายไปได้ 76 คน หนีรอดกลับไปอังกฤษได้เพียง 3 คน ถูกจับกลับไปถึง 73 คน แต่ในจำนวนนั้นมีเพียง 23 คนเท่านั้นที่มีชีวิตอยู่ อีก 50 คน (รวมทั้งนาวาอากาศตรีโรเจอร์ บูเชล) ถูกสั่งให้สังหารโดยฮิตเลอร์เอง ไม่เพียงแต่เชลยเท่านั้นที่ถูกฆ่า สถาปนิกผู้ออกแบบค่าย ทหารยามในคืนนั้น อีกทั้งคนงานเยอรมันที่ปล่อยให้เชลยแอบต่อไฟฟ้าใช้ ก็ถูกประหารชีวิตด้วย

ยังมีเรื่องราวการหลบหนีออกจากการคุมขังที่ไม่น่าเชื่ออีกหลายเรื่องครับ ถ้าสนใจก็ติดตามอ่านได้ในนิตยสารต่วย’ตูน พิเศษ ครับผม.

ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน

 

หน้า 27

วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ลี้ภัยวิญญาณสงครามโลก

Pic_214489

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์

“ผี”...มีจริงหรือเปล่า ถ้ามีจริง พวกเขาจะอยู่ต่อได้นานแค่ไหนหลังหมดลมหายใจในฐานะมนุษย์ไปแล้ว จะเป็น 10 ปี 20 ปี หรือนับร้อยๆปี

คนถามอย่างนี้มีเยอะ แต่คนตอบได้มีน้อย และบอกได้ยากอีกต่างหากว่า คนที่ว่าตอบได้นั้น “จริง” หรือเปล่า

แต่หากไปถามชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้ๆ (อดีต) โรงพยาบาลโอวินสก้า (Owinska Hospital) ในประเทศโปแลนด์ เห็นทีจะตอบตรงกันเป็นส่วนใหญ่ว่า ผีมีแน่ๆ และอยู่นานเสียด้วย แม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนาน แต่วิญญาณก็ยังไม่ยอมไปไหน ว่า แล้วคนเป็นๆก็เลยต้องเป็นฝ่ายไป

โรงพยาบาลจิตเวชโอวินสก้า.

โรงพยาบาลจิตเวชโอวินสก้า.

ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล โดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน ขอนำเสนอรายงานจากสำนักข่าวออสเตรียน ไทม์ส (Austrian Times) ที่กล่าวว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา ชาวบ้านเมืองโอวินสก้า โดยเฉพาะที่อยู่ย่านใกล้ๆโรงพยาบาลที่ว่า ต่างก็เผ่นแน่บแบบว่าอยู่ไม่ไหวแล้ว เพราะผีไม่ยอมอยู่ส่วนผี วันดีคืนดีผีก็ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนในเวลากลางค่ำกลางคืน ทำเอาชาวบ้านร้านตลาดสยองขวัญหวั่นผวา นอนไม่หลับไปตามๆกัน

ตามรายงานหมู่บ้านโอวินสก้ากำลังกลายเป็นหมู่บ้านร้าง เพราะเมื่อผีไม่ยอมไปไหน คนเลยต้องเป็นฝ่ายไปอย่างที่ว่า ไม่ต้องมีน้ำท่วมหรือภัยอะไร ก็อพยพลี้ภัยกันสุดตัว จนหมู่บ้านกลายเป็นหมู่บ้านร้าง หรือที่ฝรั่งเรียกว่า “เมืองผี” (Ghost Town) ไปซะแล้ว

ด้านในโรงพยาบาลโอวินสก้า.

ด้านในโรงพยาบาลโอวินสก้า.

ชาวบ้านที่เผ่นกันเป็นโขยงต่างก็บอกว่า ไอ้เสียง ที่ลอยลมมายามค่ำคืนนั้น เป็นเสียงร้องครวญครางเหมือนคนที่ทรมานแสนสาหัส ซึ่งน่าจะเป็นเสียงของวิญญาณ ผู้ตกเป็นเหยื่อการสังหารหมู่อย่างโหด เหี้ยมด้วยฝีมือนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

วิญญาณในโรงพยาบาลแห่งนี้ไม่ใช่ธรรมดา เพราะโรงพยาบาลโอวินสก้านั้นเปิดรักษาผู้ป่วยทางจิต หรือเรียกง่ายๆคือ โรงพยาบาลบ้า ดังนั้น ก่อนจะกลายเป็นผี ผู้ที่เคยอยู่ที่นี่ก็คุ้มดีคุ้มร้ายกันอยู่แล้ว พอกลายมาเป็นวิญญาณก็เลยส่งเสียงกันสารพัดแบบ ทั้งโหยหวย กรีดร้อง หัวเราะร่วน และเสียงอันน่าหวาดกลัวเหล่านี้ มักจะมาถี่ๆขึ้น เมื่อใกล้วันสำคัญ นั่นคือ ทุกวันที่ 11 พฤศจิกายน ของทุกปี ซึ่งเป็นวันครบรอบการสังหารหมู่ที่เคยเกิดขึ้นที่โรงพยาบาลแห่งนี้ ซึ่งในปัจจุบันเป็นสถานที่รกร้างที่ไม่มีใครกล้าเหยียบย่างเข้าไปนัก

ทางเดินภายในโรงพยาบาล.

ทางเดินภายในโรงพยาบาล.

อนาสตาเซีย บอสซ์โก (Anastasia Boszko) สาววัย 26 ชาวเมืองผู้ หวาดหวั่น บอกกับผู้สื่อข่าว ว่า ถึงตอนนี้ก็รับไม่ไหวแล้วกับการรังควานของผีสงครามโลกเหล่านี้ เลยต้องจำใจทิ้งบ้านช่องไปเหมือนกับชาวเมืองคนอื่นๆ ที่เผ่นแน่บไม่หันหลัง

แม่สาวบอกว่า โดยปกติแล้ว ในช่วงวันครบรอบเหตุการณ์อันน่าสลดนั้น ไม่เพียงแต่เสียงร้อง เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งที่มาเป็นประจำเท่านั้น แต่จะมีองค์ประกอบอื่นๆ ของวิญญาณมากันครบ ไม่ว่าจะเป็นเงา หรือรูปร่างอะไรบางอย่างที่แปลกๆ เคลื่อนที่ไปมาผ่านกำแพง และทำให้เมืองทั้งเมืองกลายเป็นเมืองที่ถูกหลอน

โอวินสก้าเป็นเมืองเล็กๆอยู่ห่างออกไปทางตะวันตกของกรุงวอร์ซอ เมืองหลวงโปแลนด์ ประมาณ 200 กว่ากิโลเมตร และโรงพยาบาลโอ วินสก้า ก็เป็นโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยทางจิตที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคย่านนี้

ฮิตเลอร์กับกองทัพนาซี.

ฮิตเลอร์กับกองทัพนาซี.

กองทัพนาซีเข้าครอบครองโอวินสก้าในช่วงกลางเดือนกันยายน ปีค.ศ.1939 แล้วก็ส่งกองกำลังมาคุมโรงพยาบาลแห่งนี้ด้วย ผู้ป่วยทั้งหมดถูกสั่งกักบริเวณ ห้ามออกนอกเขตที่รักษา ทีแรกพวกเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลได้พยายามขอร้องกองทัพนาซีว่า ไหนๆคนไข้ในโรงพยาบาลก็ทำอะไรให้ไม่ได้อยู่แล้ว ก็น่าจะย้ายผู้ป่วยไปอยู่ที่อื่น แต่หน่วยเอสเอสอันทรงอิทธิพลของนาซีก็มีคำประกาศิตมาว่า ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น เมื่อไม่เป็นประโยชน์แล้วก็ตายมันอยู่ซะที่นี่แหละ

ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนตุลาคม 1939 พวกนาซีก็ทยอยขนคนไข้ของโอวินสก้าออกไปทีละ 2-3 คันรถ ไปแล้วไปลับไม่กลับมา พวกเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลก็ได้แต่ยืนมอง จนกระทั่ง 11 พฤศจิกายน 1939 คนที่ยังเหลืออยู่ก็ถูกสังหารหมู่เสียที่นี่ ส่วนใหญ่ของผู้เสียชีวิตสิ้นใจจากการถูกรมแก๊สพิษ เรียกว่าฆ่าคนยังไม่ยอมเปลืองกระสุน แถมยังเชือดได้ ทีละมากๆอีกด้วย นี่แหละสันดานนาซีโดยแท้

ห้องรมแก๊สพิษสังหารหมู่.

ห้องรมแก๊สพิษสังหารหมู่.

หากลองจินตนาการดูว่า ทำไมวิญญาณเหล่านี้ยังอยู่แม้เวลาจะล่วงเลยมานานกว่า 7 ทศวรรษ ก็อาจจะมีเหตุผลได้หลายอย่าง เช่น ยังไม่หมดกรรม ยังไม่พบญาติ ยังไม่พบความยุติธรรม ฯลฯ อย่างไรก็ตาม หากอ่านเรื่องที่จะเล่าอีกเรื่องต่อจากนี้ไป ก็อาจจะพอเข้าใจได้ว่า ทำไมเหยื่อของนาซีส่วนใหญ่ตายตาไม่หลับ นั่นก็อาจจะเป็นเพราะ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ผู้บงการตัวบิ๊กเบิ้มของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นั้น อาจจะไม่ได้สิ้นชีพในหลุมหลบภัยที่เบอร์ลิน ตามที่มีบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ แต่หลบหนีไป อยู่ดีกินดี และแก่ตายธรรมด๊า...ธรรมดา ก็ได้

จากที่เราได้เรียนรู้กันอย่างเป็นทางการมานานว่า หลังได้รู้ตัวว่ากลายเป็นผู้แพ้ อดอล์ฟ ฮิต–เลอร์ ผู้นำนาซี ได้ตัดสินใจยิงตัวตายเมื่อวันที่ 30 เมษายน ค.ศ.1945 เป็นการลาโลกไล่ตามไปกับ อีวา บราวน์ คู่ชีวิตที่ดื่มยาพิษปลิดชีพตัวเองไปด้วยกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจับกุม และฮิตเลอร์ได้สั่งการให้เผาศพของตนเองและภรรยาเสียให้สิ้นซาก เพราะไม่อยากให้ใครนำร่างไร้วิญญาณไปประจาน ดังนั้น จึงไม่เคยมีใครพบศพของบุรุษผู้อื้อฉาวที่สุดแห่งสงครามโลกครั้งที่ 2 เลย

กะโหลกที่เคยเชื่อกันว่าเป็นของฮิตเลอร์.

กะโหลกที่เคยเชื่อกันว่าเป็นของฮิตเลอร์.

ตอนที่ทหารของรัสเซียบุกเข้ามาถึงสถานที่หลบภัยนี้ จึงพบเพียงร่างที่ถูกไฟไหม้ มีเหลือแต่เศษซากเล็กๆ และชิ้นส่วนของหัวกะโหลกซึ่งมีรูกระสุนปืน ตรงตามคำให้การของผู้เกี่ยวข้องที่บอกว่า ฮิตเลอร์อมปากกระบอกปืนลูกโม่ไว้ในปาก ก่อนจะกระดิกไก ทำให้เกิดเป็นรูกระสุนที่กะโหลก ซึ่งเศษกะโหลกนี้ถูกส่งไปเก็บไว้ที่หอจดหมายเหตุรัสเซียเป็นเวลานาน

แต่ในปี ค.ศ.2009 ที่ผ่านมา คณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยคอนเนกติกัต สหรัฐอเมริกา ได้ใช้เทคโนโลยีใหม่ในการตรวจสอบเศษกะโหลกชิ้นนี้ แล้วก็ประกาศลั่นโลกว่า กะโหลกที่ “เชื่อ” กันมานานว่าเป็นของ “ฮิตเลอร์” นั้น ไม่ใช่ “ฮิตเลอร์” และไม่มีทางเลยที่จะเป็นไปได้ เพราะดีเอ็นเอที่สกัดได้จากกะโหลกนี้ เป็นดีเอ็นเอของหญิงสาวนางหนึ่ง ที่น่าจะมีอายุอยู่ระหว่าง 20-40 ปี แล้วจะเป็นฮิตเลอร์ไปได้ยังไง...

นาซีสังหารหมู่.

นาซีสังหารหมู่.

นับแต่นั้น ทฤษฎีที่ว่าฮิตเลอร์ไม่ได้สิ้นชีพคาหลุมหลบภัยในเบอร์ลิน ที่ถูกกล่าวขานกันมานานก็กลับมากระฉ่อนอีกหน และที่มีการพูดกันมากก็คือ ฮิตเลอร์น่าจะหนีไปอยู่อาร์เจนตินา ซึ่งเป็นประเทศที่เหล่าคนสนิทของท่านหนวดจิ๋มหลายคนหนีไปพำนักอยู่เมื่อ เดือนตุลาคมที่ผ่านมา เจอร์ราด วิลเลียมส์ (Gerrard Williams) นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ และไซมอน ดันสแตน (Simon Dunstan) คู่หูนักเขียนก็ประกาศเปิดตัวหนังสือที่เขียนร่วมกัน คือ Gray Wolf : The Escape Of Adolf Hitler ที่ระบุว่า การตายของฮิตเลอร์และอีวา เป็นเพียงการจัดฉาก แต่เรื่องจริง (ตามที่นักเขียนทั้งสองกล่าวอ้าง) คือ ฮิตเลอร์และแม่ยอดชู้สามารถหลบหนีออกจากเยอรมนีไปได้ และไปพำนักอยู่ที่อาร์เจนตินาอย่างเงียบๆ แต่ก็แวดล้อมด้วยพลพรรคนาซีที่หนีตามกันมาหลายคน โดยฮิตเลอร์และภรรยามีลูกสาวด้วยกัน 2 คน ก่อนที่ฮิตเลอร์จะแก่ตายในปี ค.ศ.1961 ขณะเป็นคุณตาวัย 73 ปี

อ่านแล้วอึ้งสุดๆ ก็ตรงที่หนังสือเล่มนี้แฉว่า คนที่พาฮิตเลอร์หนีน่ะไม่ใช่หน่วยทหารนาซี แต่เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองอเมริกัน หรือซีไอเอ ที่เป็นผู้พาหนี แลกกับการขอข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีสงครามของนาซี ที่ตอนนั้นเชื่อกันว่าก้าวหน้าไปมากกว่ากองทัพอื่นๆ

ไอ๊หยา...ถ้าเป็นจริงคงชีช้ำสุดๆ

เจอร์ราด วิลเลียมส์ ซึ่งเป็นนักข่าวด้วย บอกว่า ได้ออกเสาะหาข้อมูลและสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากในอาร์เจน– ตินา ได้พบพยานที่เห็นคู่ผัวตัวเมียบันลือโลกนี้ กะหนุงกะหนิงกันจนมีทายาทตั้ง 2 คน อย่างที่ว่า

ทหารนาซีสังหารคน อย่างเลือดเย็น.

ทหารนาซีสังหารคน อย่างเลือดเย็น.

อย่างไรก็ตาม พอ 2 คู่หูประกาศตัวเปิดหนังสือเล่มนี้ ก็มีบรรดานักประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะนักประ วัติศาสตร์ชาวอเมริกันออกมาโวยกันใหญ่ว่า ไม่จริง...เพี้ยนไปกันหมดแล้ว เรื่องแบบนี้เป็นไปไม่ได้แน่นอน สหรัฐอเมริกาไม่มีทางเปิดโอกาสให้ฮิตเลอร์หนี และไม่มีวันเป็นไปได้ ผู้นำหนวดจิ๋มจะไปนั่งๆนอนๆอยู่สุขสบายในอาร์เจนตินาได้อีกตั้ง 17 ปี ก่อนแก่ตายโดยไม่มีใครทำอะไรในช่วงนั้น

งานนี้ก็คงต้องแล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละท่านว่าจะเชื่อฝ่ายไหน สำหรับผู้เขียนแล้ว เชื่อในทฤษฎีที่ว่า ฮิตเลอร์หนีรอดไปได้ เพราะเราได้เห็นกันแล้วว่า ไม่มีอะไรมายืนยันการฆ่าตัวตายของฮิตเลอร์ได้เลยจริงๆ กะโหลกที่เคยเป็นคำตอบสุดท้ายก็กลายเป็นซังกะบ๊วย เพราะฉะนั้น จึงเป็น ไปได้สูงที่พี่หนวดจะแอบแวบไปก่อนกองทัพรัสเซียจะบุกมาถึงตัว

ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง การที่ฮิตเลอร์น่าจะรอดจากเยอรมนีไปได้ และอาจจะไปแก่ตายบนเตียงที่ไหนสักแห่ง ก็คงเป็นข้อมูลที่ทำให้หลายคนน้ำตาร่วง โดยเฉพาะญาติพี่น้องของผู้สูญเสีย และผู้ที่ต้องเจอสิ่งเลวร้ายต่างๆจากความบ้าคลั่งของนาซี ที่ได้รับรู้ว่า “กรรม” ไม่ได้ติดจรวดไปกับฮิตเลอร์ด้วย

ทฤษฎีนี้ต่างหาก ที่อาจจะเป็นเรื่องที่หลอก หลอนเราได้มากกว่าวิญญาณต่างๆที่อาจจะอยากเพียงแค่ทวงถามความยุติธรรม

และถ้ามันจริง ก็เป็นการหลอกหลอนกันระดับโลกเลยทีเดียว.


ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน

 

หน้า 28

วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

4 เทคนิค'หญิงรุก'จุดไฟราคะในตัวชายให้ลุกโชน

Pic_218407

ไม่ใช่แต่ผู้ชายหรอกนะที่ขยันหาเทคนิคปลุกอารมณ์รักบนเตียงให้ร้อนแรงถูกใจสาวๆ แท้จริงแล้วผู้หญิงเองก็ต้องมีเทคนิคกระชากไฟราคะในตัวชายให้ติดอกติดใจ ซึ่งเราได้รวบรวมคำสารภาพจากปากผู้ชายถึง 5 คนที่กล้าเปิดเผยถึงช่วงเวลาพิเศษที่แฟนสาวโชว์เทคนิคเปิดเพลงรักให้ร้อนแรงเกินห้ามใจ

 

เห็นโบแดง แสดงอารมณ์
ชายหนุ่มคนหนึ่งเล่าประสบการณ์รักที่โชกโชนว่า "อยู่ดีๆวันหนึ่ง แฟนของผมก็ถอดเสื้อผ้าทั้งหมด และผูกโบเส้นใหญ่สีแดงตรงเอว โดยเธอบอกว่า คริสต์มาสปีนี้ไม่มีของขวัญอะไรจะให้นอกจากเรือนร่างของเธอเอง ซึ่งถือเป็นของขวัญที่ผมถูกใจมากทีเดียวจนถึงขั้นรอไม่ไหว รีบเข้าไปบรรเลงเพลงรักจากด้านหลังของเธออย่างเร่าร้อน สุดท้ายผมขอบอกคำเดียวเลยว่า การที่ผู้หญิงเป็นฝ่ายรุกก่อน อาจเป็นเรื่องที่ดีและชวนให้ตื่นเต้นไปอีกแบบ"

หนัง AV ยังต้องหลบ
"แฟนของผมช่วยดูดน้องหนอนปลุกอารมณ์ให้ แต่ท่าทางของเธอช่างร้อนแรงจนหนังโป๊ที่ผมเคยดูยังต้องหลบเลยทีเดียว เพราะเธอนอนหงายอยู่บนเตียง และให้ผมกางขาคร่อมหัวเธอเอาไว้ จากนั้นเธอก็ค่อยบรรจงยกศีรษะบรรเลงให้ผม เชื่อไหมว่าผมรู้สึกดีจนแทบสิ้นสติ" ชายหนุ่มอีกคนกล่าวพร้อมอมยิ้มเล็กๆ

 

ส่วนผู้ชายอีกคนก็ขอเสริมประสบการณ์รักว่า "คู่หมั้นและผมเดินทางไปนอกเมืองด้วยรถเปิดประทุน ซึ่งในช่วงที่ถนนค่อนข้างเปลี่ยว เธอก็ค่อยๆ ก้มลงมา ดูแลจัดการน้องชายของผม ทำให้ผมขับรถต่อไปไม่ได้ ตัดสินใจจอดรถที่ข้างทาง และปล่อยให้อารมณ์กระเจิดกระเจิงไปสักพัก"

พันธนาการแห่งรัก
หนุ่มต่างชาติเผยช่วงเวลารักที่ชวนจดจำว่า ตัวเขาตื่นเต้นมากที่จู่ๆ แฟนสาวที่รักกันมาหลายปี เข้ามาผูกแขนและขาของเขามัดเข้ากับเตียง จากนั้นก็ค่อยเปลื้องผ้าทีละชิ้น และจัดการบริการให้ครบทุกกระบวนท่า เขาถึงกับกล้าการันตีเลยว่า เซอร์ไพรส์เซ็กซ์แบบนี้ช่วยให้ตัวเขาและแฟนสาวรักกันมากขึ้นกว่าเดิม เพราะนอกจากจะช่วยกระชับความสัมพันธ์แล้ว ยังเป็นเครื่องบ่งบอกความรักและความใส่ใจของทั้งสองฝ่าย

 

ห้องน้ำ ทำเลเด็ดที่พลาดไม่ได้

 

"เช้าวันหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังแปรงฟันอยู่หน้ากระจกในห้องน้ำ ภรรยาของผมก็เดินเข้ามาโดยไม่มีเสื้อผ้าติดกายสักชิ้น จากนั้นก็ค่อยๆ ปลุกเร้าให้อารมณ์ของผมและเธอกระเจิงไปพร้อมๆ กัน จนต้องปล่อยให้กิจกรรมร้อนของเราทั้งคู่ดำเนินในห้องน้ำที่มีอ่างอาบน้ำและซิงค์น้ำเป็นตัวช่วยที่ทำให้เซ็กซ์ร้อนแรงจนชวนนึกถึงทุกครั้งที่เข้ามาแปรงฟันทุกเช้า" พนักงานออฟฟิศคนหนึ่งเปิดปากเล่านาทีชวนตื่นเต้น

ภาพ/ข้อมูล : www.cosmopolitan.com

หน้า 29

วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ผู้ดีเสพติด'ไดเอตโค้ก' กว่าทศวรรษ ดื่มแล้ว 65,700 กระป๋อง

Pic_219256

คุณพ่อลูก 2 ชาวอังกฤษ วัย 38 ปี เสพติดน้ำอัดลม "ไดเอต โค้ก" นานกว่า 10 ปี ดื่มไปแล้ว 65,700 กระป๋อง หรือเฉลี่ยสัปดาห์ละ 42 ลิตร...

สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อ 26 พ.ย. ว่า ดาร์เรน โจนส์ คุณพ่อลูก 2 วัย 38 ปี จากเมืองสต็อกพอร์ต ในเกรทเธอร์ แมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ เสพติดการดื่มน้ำอัดลม "ไดเอต โค้ก" ต้องดื่มอย่างน้อยวันละ 18 กระป๋อง หรือ 42 ลิตร/สัปดาห์ หมดค่าใช้จ่ายเพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะราว 3,000 ปอนด์/ปี (กว่า145,500 บาท/ปี)

ทั้งนี้ โจนส์ เริ่มติดการดื่มน้ำอัดลมรุ่นดังกล่าว มากว่า 10 ปีแล้ว และไม่สามารถออกไปข้างนอกบ้านได้ หากปราศจากขวดโค้กติดตัวตลอดเวลา ซึ่งหากคิดเป็นปริมาณที่บริโภคเข้าไปตั้งแต่เริ่มแรก จะตกราว 65,700 กระป๋อง แต่เขาอ้างว่าไม่ได้ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพกาย และสุขภาพฟัน จนต้องเข้ารับการรักษาแต่อย่างใด

โจนส์ เผยว่า "ผมไม่ได้ดื่มเครื่องดื่มชนิดอื่นเลย" นอกจากนี้เขายังมีไดเอตโค้ก เก็บอยู่ในครัวอีกจำนวนมาก แต่ไม่อนุญาตให้ลูกๆ แอบบี้ วัย 7 ขวบ และเจมส์ วัย 6 ขวบ ดื่มน้ำอัดลมเป็นอันขาด

 

ดร.วิซซี่ โอเวน-สมิธ ผู้อำนวยการสาธารณะสุขในสต็อกพอร์ต ระบุว่า "ไดเอตโค้ก ใช้สารปรุงแต่งความหวาน และมีคาเฟอีน ยิ่งดื่มมากก็จะไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ" ทั้งนี้ เมื่อเดือน มิ.ย. นักวิจัยอเมริกัน ยืนยันว่า สารปรุงแต่งความหวาน และเครื่องดื่มจำพวกไดเอต เป็นสาเหตุให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่โฆษกของ "โคคา -โคลา" แสดงความคิดเห็นว่า "ฉลากสินค้าบนขวด ระบุปริมาณคาเฟอีน แคลอรี่ และน้ำตาล อย่างชัดเจน พร้อมทั้งแนะนำปริมาณที่ควรบริโภคต่อวันด้วย".

หน้า 30

วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

จากสูงสุดสู่เหว ครอบครัว"กัดดาฟี"

คอลัมน์ สกู๊ปพิเศษ

หลังจาก เซฟ อัล อิสลาม กัดดาฟี ลูกชายคนโปรดของ พ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี ถูกจับกุมในสภาพที่ "หมดสง่าราศี" ปรากฏเป็นข่าวไปทั่วโลก

เป็นอีกครั้งที่ตอกย้ำว่า การเปลี่ยนขั้วอำนาจปิดฉากยุคของกัดดาฟีทั้งตระกูล

หลังจากกัดดาฟีและมูตาสซิมถูกสังหารอย่างอนาถไปเมื่อ 20 ต.ค. ที่ผ่านมา

สำนักข่าวเอพีรายงานสรุปชะตากรรมของคนในครอบครัวของกัดดาฟีที่ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่คับฟ้าลิเบียไว้ดังนี้

เสียชีวิต

พ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี

อดีตผู้นำเผด็จการลิเบีย ผู้ครองอำนาจยาวนานกว่า 42 ปี ถูกจับได้ที่เมืองเซิร์ต หลังกำลังผสมระหว่างนาโต้ กับกองกำลังฝ่ายสภาถ่ายโอนอำนาจ หรือเอ็นทีซี ร่วมมือกันโจมตีอย่างหนัก

ภาพคลิปวิดีโอเผยช่วงเวลาสุดท้ายในชีวิต กัดดาฟีโดนรุมทำร้ายร่างกายก่อนโดนยิงที่ใบหน้าข้างซ้ายเสียชีวิต จากนั้นฝ่ายเอ็นทีซีนำศพไปให้ประชาชนต่อแถวเข้าชมที่เมือง มิสราตา ปัจจุบันศพถูกฝังในสถานที่ที่เป็นความลับ

มูตาสซิม กัดดาฟี

ลูกชายคนที่ 6 ของกัดดาฟี เคยเป็นที่ปรึกษาฝ่ายป้องกันประเทศ ถูกจับพร้อมกัดดาฟีผู้พ่อ ภาพจากคลิปช่วงสุดท้ายของชีวิต ตอนแรกยังดูดีอยู่ แต่ต่อมาไม่นาน ฝ่ายเอ็นทีซีก็นำศพมูตาสซิม พร้อมรอยกระสุนที่ลำคอ ออกมาแสดงต่อประชาชนเคียงข้างศพกัดดาฟี

คามิส กัดดาฟี

ลูกคนสุดท้องคนที่ 8 หัวหน้ากองกำลังพิเศษคามิส มีรายงานว่าถูกสังหารตั้งแต่เดือนส.ค. ในการปะทะที่เมืองบานี วาลิด แต่ล่าสุดที่เซฟ อัล อิสลามถูกจับ เผยว่า ยังหลบซ่อน

เซฟ อัล อาหรับ กัดดาฟี

ลูกคนที่ 7 วัย 29 ปี มีข่าวว่าโดนระเบิดของเครื่องบินรบนาโต้เสียชีวิตในวันที่ 30 เม.ย.2554 ในกรุงตริโปลี

ถูกจับ

เซฟ อัล อิสลาม กัดดาฟี

ลูกชายคนที่ 2 ทายาท ผู้สืบทอดอำนาจคนสำคัญ อายุ 39 ปี โดนจับได้ทางภาคใต้ของลิเบียแถบชายแดนด้านติดกับประเทศไนเจอร์ เมื่อ 20 พ.ย.

หลบหนี

ฮันนิบัล กัดดาฟี

ลูกคนที่ 4 ขึ้นชื่อเรื่องใช้ความรุนแรง เคยตกเป็นผู้ต้องหาคดีทำร้ายร่างกายคนรับใช้ของตนเองในโรงแรมหรูที่เมืองเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปี 2551 ก่อนได้ประกันตัวและเคยถูกดำเนินคดีที่ฝรั่งเศสเมื่อปี 2548 ในข้อหาทำร้ายร่างกายแฟนสาวที่กำลังตั้งครรภ์ ที่โรงแรมในกรุงปารีส ช่วงที่กรุงตริโปลีใกล้แตกฮันนิบัลหนีไปแอลจีเรียกับแม่และน้องสาว

อัล ซาดี กัดดาฟี

ลูกคนที่ 3 นักฟุตบอลประจำตระกูล มีข่าวพัวพันกับยาเสพติด และมีปัญหาขัดแย้งกับตำรวจในยุโรป ในเดือนก.ย. หลบหนีเข้าประเทศไนเจอร์ และทางการไนเจอร์รับรองสถานภาพผู้ลี้ภัย

โมฮัมเหม็ด กัดดาฟี

ลูกคนโต เกิดกับนางฟาติฮา ภรรยาคนแรกของกัดดาฟี นายโมฮัมเหม็ด เป็นอดีตผู้อำนวยการองค์กรด้านโทรคมนาคม กับประธานโอลิมปิกลิเบีย ปัจจุบันอยู่ในแอลจีเรีย

ไอชา กัดดาฟี

เป็นลูกคนที่ 5 ในพี่น้อง 8 คน โดยเป็นลูกสาวคนเดียวของกัดดาฟี เคยเป็นหนึ่งในทีมทนายของอดีตประธานาธิ บดีซัดดัม ฮุสเซน แห่งอิรัก หลังกรุงตริโปลีโดยฝ่ายตรงข้ามยึดครอง ไอชาหนีไปแอลจีเรียพร้อมมารดา ก่อนคลอดลูกระหว่างหลบหนีบริเวณชายแดน

ซาฟิยา กัดดาฟี

ภรรยาของกัดดาฟี อดีตเป็นนักศึกษาการพยาบาล ก่อนพบและแต่งงานกับกัดดาฟี เมื่อปี 2512 ซึ่งตอนนั้น กัดดาฟีถึงกับยอมหย่าจาก ฟาติฮา เพื่อมาแต่งงานใหม่กับซาฟิยา ปัจจุบันใช้ชีวิตในแอลจีเรีย

ไม่ทราบแน่ชัด

ฮานา กัดดาฟี - ลูกบุญธรรมของกัดดาฟี ซึ่งระบุว่าเสียชีวิตขณะยังเป็นทารกตั้งแต่ปี 2529 จากเหตุเครื่องบินสหรัฐทิ้งระเบิดบ้านพักกัดดาฟี แต่อีกกระแสข่าวว่า ฮานาไม่ตาย แต่ทำงานเป็นศัลยแพทย์ในโรงพยาบาล ตอนนี้หลบหนีไปไหนไม่มีใครทราบ!

ชมภาพนู้ดหมู่ของชาวเน็ตจีน เผยเป็นการประท้วงรบ.กรณีสอบสวนศิลปินนักวิพากษ์สังคมชื่อดัง

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ มติชนออนไลน์นำเสนอข่าว ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตชาวจีนพากันถ่ายรูปเปลือยของตัวเองและโพสต์ในโลกออนไลน์ เพื่อประท้วงรัฐบาลที่ทำการสอบสวน "อ้ายเหว่ยเหว่ย" ศิลปินนักเรียกร้องสิทธิ-นักวิพากษ์สังคมชื่อดัง ในข้อหาเผยแพร่สื่อลามกอนาจาร


ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ มติชนออนไลน์จึงขอนำภาพถ่ายนู้ดรวมหมู่ของชาวเน็ตจีนบางส่วนที่ก่อตัวประท้วงเพื่อศิลปินดังมานำเสนอ





งานศิลปะที่ถูกกล่าวหาว่าลามกอนาจารของ "อ้ายเหว่ยเหว่ย"


คลิกอ่านข่าว ชาวจีนร่วมโพสต์ภาพเปลือยประท้วงเพื่อ "อ้ายเหว่ยเหว่ย"

สาวเพ้นท์หน้า ฝูงชนผู้เกรี้ยวกราดใส่หน้ากาก วี ฟอร์ เวนเดตต้า : รวมภาพถ่ายบุคคลทั่วโลกประจำสัปดาห์

ธงชาติชิลี สาวน้อยดัดฟัน "เราต้องการงบประมาณเพื่อการศึกษาเพิ่ม!" เธอตะโกน -โคลอมเบีย AP Photo/Fernando Vergara


"V for Vendetta"! ขบวนการ "ยึดครองลอนดอน" (Occupy London) -ลอนดอน

AP Photo/Matt Dunham


แท้งส์กีฟวิ่งเดย์ อิน อเมริกา ...ใครว่านี่ไม่ใช่ภาพพอร์ทเทรต -นิวยอร์ก

AP Photo/Andrew Burton


กัวเตมาลา ประชาชนที่นี่ต้องการให้ผ่านร่างกฏหมายที่่อยู่อาศัย ...หาใช่บ้านโทรมๆ -กัวเตมาลา AP Photo/Rodrigo Abd


"Here we go! Ale, Ale Ale!" -กรุงดาการ์

AFP Photo / Seyllou


สเมิร์ฟกลางฟิฟท์อเวนิว -นิวยอร์ก

AP Photo/Tina Fineberg


พาเหรด "ขอบคุณพระเจ้า" -นิวยอร์ก
AP Photo/Charles Sykes


เฮ้! ลุงแซม -ซิกซ์อเวนิว นิวยอร์ก AP Photo/Tina Fineberg


โลกนี้ไม่ได้มีแค่เสียงหัวเราะและขบวนพาเหรด ...ไคโร อียิปต์
AP Photo/David Sperry


วณิพกแห่งฮาวาน่า คิวบา

AP Photo/Javier Galeano