บทความทั่วไป ตุลาคม 54

สารบัญ

เนื่อเรื่อง

หน้า
เทพนิยายแห่งรัก'ราชา - สามัญชน'ภูฏาน 1
แมรี เซอร์แรทท์ สตรีคนแรกที่ถูกประหาร ในสหรัฐอเมริกา 2
นักกวีชาวสวีดิชวัย 80 ปี คว้า 'โนเบล2011' สาขาวรรณกรรม 6
อมตะของมนุษย์ - ลมหายใจของผู้สร้างสรรค์ 7
10 วลีอาลัยจากปากคนดังของโลก มอบแด่ 'สตีฟ จ๊อบส์' บิดาแอปเปิ้ลผู้ล่วงลับ 8
ปิดฉาก 6 สาขา'โนเบล' 2011 - 3 หญิงแกร่งพลิกโผ คว้ารางวัลสันติภาพ 11
9 สิ่งยิ่งมียิ่งช่วยในถุงยังชีพ 12
วิปโยคน้ำท่วม ถนนขาด อาหารหมด… แบบทดสอบวัดระดับคุณ 'เครียดโคม่า' แค่ไหน!! 13
หนี...วันสิ้นโลก 14
หัวกะโหลกคนกินอร่อย? 15
มื้อสุดท้าย บันลือโลก 16
แกะรอย 5 พายุมัจจุราช!..'ธรรมชาติเอาคืน' 17
พบแล้ว! บุคคลที่ 'รวย' ที่สุดในโลก ตัวจริงเสียงจริง 26
มนุษย์จอมพลังลากรถไฟ 27
อึ้ง นักวิทยาศาสตร์อ้างสามารถฝึกมนุษย์ให้"ติดต่อเอเลี่ยน"ผ่าน"ความฝัน"ได้ 28
ศิลปะแกะสลักกล้วยเจ๋งสุดๆ 29
เปิดตำนาน...เทพเจ้าองค์แรก พระศิวะ...มหาเทพแห่งจักรวาล 30

วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เทพนิยายแห่งรัก'ราชา - สามัญชน'ภูฏาน

 

Pic_208156

 

อีก 1 ความสนใจของคนไทย และปลื้มปีติยินดีที่แม้จะไม่ได้เกิดขึ้นในเมืองไทย หรือเป็นชนเชื้อสายไทยก็ตาม แต่กษัตริย์แห่งราชอาณาจักรภูฏานองค์นี้ก็ได้สร้างความประทับใจให้กับคนไทยเมื่อครั้งที่เสด็จมาเป็นพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี อยู่ไม่น้อย...

ข่าวคราวของมกุฎราชกุมารแห่งภูฏานเมื่อครั้งเสด็จมาเมืองไทยเมื่อครานั้น ยังคงเป็นที่จดจำของคนไทย และสื่อต่างๆ ก็เฝ้าติดตามจนกระทั่งถึงวันที่พระองค์ขึ้นครองสิริราชสมบัติต่อจากพระราชบิดา

 


กษัตริย์หนุ่มแห่งภูฏานผู้นี้ นอกจากจะมีพระสิริโฉมที่งดงาม และมีมาดสุขุมนุ่มนวลแล้ว พระองค์ยังเป็นผู้ที่ใฝ่รู้ และมุ่งมั่นกับหน้าที่ของการดูแลประชาชนที่พระองค์ต้องปกครอง แต่ถึงกระนั้นพระองค์ก็ใช้ชีวิตปกติเหมือนคนทั่วไป เช่นเดียวกับเรื่องความรักที่พระองค์เองนั้นรู้สึก ซึ่งหญิงสาวที่สามารถมัดหัวใจพระราชาหนุ่มองค์นี้ได้ก็คือ เจตซุน เพมา สาวสามัญชนที่กำลังจะเป็นเจ้าหญิงคนใหม่แห่งราชวงศ์วังชุก

รู้จักกับว่าที่ราชินีแห่งราชอาณาจักรภูฏาน

 


'นางสาว เจตซุน เพมา' หญิงสาวในวัย 20 ปี เป็นบุตรคนที่ 2 จากพี่น้อง 5 คนของนายโทนทับ ดียัลเซน กับนางโซนัม สุกี เกิดเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2533 ที่กรุงทิมพู ประเทศภูฏาน ในวัยเด็กจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่ประเทศภูฏาน ก่อนเดินทางไปเรียนต่อที่ลอว์เรนซ์ สคูล ในเมืองซานาวาร์ หิมาจัลประเทศ และที่เซนต์โจเซฟคอนแวนต์ในกาลิมพง ประเทศอินเดีย หลังจากนั้นได้ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยนีเจนต์คอลเลจ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ นอกจากเรื่องการศึกษา และสติปัญญาที่หญิงสาวคนนี้มีเพรียบพร้อมแล้ว

นิยายรัก ความประทับใจ พระราชาผู้ยิ่งใหญ่กับสาวสามัญชน

 


เส้นทางความรักของทั้งสอง สื่อต่างๆ นั้นต่างเปรียบว่าทั้งสองเปรียบเสมือนคู่ของเจ้าชายวิลเลียม และเคท มิดเดิลตัน แห่งอังกฤษ เพราะต่างพบรักกับหญิงสาวสามัญชนเหมือนกัน ขณะที่ความรักของเจ้าชายจิกมีกับนางสาวเจตซุน เพมา ดำเนินไปอย่างราบเรียบ ความโรแมนติกที่ทั้งสองได้แสดงออกต่อกันก็เริ่มเปิดเผยต่อสาธารณชนให้รับรู้มากขึ้น ว่าหญิงสาวผู้นี้ คือว่าที่ราชินีที่จะเคียงคู่พระองค์ในอนาคต พระองค์ก็เริ่มที่จะเผยความในใจที่พระองค์มีต่อหญิงสาวผู้นี้ให้กับสื่อมากขึ้น

ซีนโรแมนติก คู่รักแห่งปีของประเทศภูฏาน

 


การประกาศหมั้นของทั้งสอง ทำให้ประชาชนชาวภูฏานต่างรู้สึกยินดีอย่างมาก ฝ่ายของเจ้าชายจิกมีเอง ก็ได้ตรัสถึงว่าที่เจ้าสาวด้วยความชื่นชม ว่าเป็นผู้หญิงที่เหมาะสมที่สุดด้วยสติปัญญา และเป็นคนที่จิตใจดี ซึ่งพระองค์ทรงเริ่มรู้จักกัน ตั้งแต่ที่พระคู่หมั้นเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยทิมพู และตั้งแต่นั้นความสัมพันธ์ของทั้งสองก็พัฒนามากขึ้น และเริ่มตามเสด็จไปพบปะประชาชนตามที่ต่างๆ ทั่วประเทศอยู่บ้าง

ความต่างที่ลงตัวระหว่างกษัตริย์จิกมี และพระคู่หมั้น

 


แม้ว่าทั้งสองจะเกิดมาในครอบครัวที่แตกต่างกัน อีกคนคือกษัตริย์ที่มีภาระหน้าที่อันใหญ่หลวง ส่วนฝ่ายพระคู่หมั้น แม้ว่าจะเป็นสามัญชนธรรมดา แต่ก็เกิดมาในตระกูลที่มีฐานะดี นอกจากนี้ทั้งคู่ยังมีรสนิยมความชอบคล้ายๆ กัน โดยเฉพาะงานศิลปะ จิตรกรรม ภาพวาด อีกทั้งพระคู่หมั้นของกษัตริย์จิกมียังชื่นชอบการเล่นกีฬาบาสเกตบอลเป็นชีวิตจิตใจ อีกทั้งยังเต้นระบำพื้นเมืองพันกรา และการเต้นรำแบบตะวันตกอีกด้วย

อีกไม่กี่วันความปลื้มปีติที่จะได้เห็นพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสของทั้งสองก็จะยิ่งมากขึ้น โดยพิธีจะจัดขึ้นในวันที่ 13 ตุลาคม 2554 ณ เมืองปุนาคา โดยจะจัดอย่างเรียบง่าย และเป็นตามประเพณีดั้งเดิมของภูฏาน ซึ่งคงนำความสุขมาสู่ทั้งสองพระองค์ และประชาชนทั่วประเทศ



Twitter : Sriploi_social

 

ไทยร้ฐออนไลน์

หน้า 2

วันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2554

แมรี เซอร์แรทท์ สตรีคนแรกที่ถูกประหาร ในสหรัฐอเมริกา

 

Pic_205933

 

การประหารนางแมรี และเหล่านักโทษในคดีเดียวกัน.

“ขอร้องเถอะ อย่าปล่อยฉันตกลงไป”

เป็นคำพูดสุดท้ายที่หลุดออกจากปากของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ได้รับการบันทึกว่าเป็นสตรี คนแรกในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ที่ ถูกลงโทษตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ

นางแมรี เซอร์แรทท์

นางแมรี เซอร์แรทท์


ผู้หญิงที่คงไม่อยากได้รับเกียรติให้จารึก ชื่อเป็นเบอร์หนึ่งคนนี้คือ นางแมรี เซอร์แรทท์ แมรีถูกพิพากษาว่ามีความผิดใหญ่หลวง ฐานเป็นผู้สมคบคิดกันลอบสังหารอับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดีผู้โด่งดังที่สุดคนหนึ่งของสหรัฐอเมริกา!!

บ้านหลังนี้ปัจจุบันกลายเป็นร้านอาหารจีน.

บ้านหลังนี้ปัจจุบันกลายเป็นร้านอาหารจีน.


ไทยรัฐ ซันเดย์ สเปเชียล โดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน จะมาคุ้ยประวัติศาสตร์ดูกันสักหน่อยว่าแมรี เซอร์แรทท์ “สมควร” ได้รับการจารึกชื่อเป็น หญิงคนแรกในประเทศแห่งเสรีภาพนี้ ที่ต้องลาโลกไปด้วยโทษประหารหรือไม่

เป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวางว่า อับราฮัม ลินคอล์น ถูกลอบสังหารโดยนํ้ามือของจอห์น วิลค์ส บูธ เมื่อวันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 1865 หลังจากที่ลินคอล์นได้รับชัยชนะในสงครามกลาง เมืองระหว่างรัฐฝ่ายเหนือกับสมาพันธ์ฝ่ายใต้ ที่มีความเห็น ไม่ลงรอยกัน โดยเฉพาะเรื่องระบบทาสผิวสีในสหรัฐฯ ซึ่งท่านประธานาธิบดีต้องการเลิกให้หมดไป แต่ฝ่ายใต้ไม่เห็นด้วย จนเกิดการสู้รบกันพักใหญ่ แต่ในที่สุดฝ่ายใต้

การลอบสังหารประธานาธิบดีลินคอล์น.

การลอบสังหารประธานาธิบดีลินคอล์น.


ซึ่งมีกำลังพลน้อยกว่าก็ยอมวางอาวุธ แต่ความไม่พอใจที่ ยังคงอยู่ก็นำมาซึ่งการวางแผนลอบสังหาร ซึ่งจอห์น วิลค์ส บูธ ผู้ลั่นกระสุนบันลือโลกตะโกนก้องว่า ฝ่ายใต้แก้แค้นได้สำเร็จแล้ว ก่อนจะหนีไป แต่ต่อมา ไม่นานนักก็ถูกจับตาย

จอห์น วิลค์ส บูธ ไม่ได้เป็นคนเดียวในแผน การลอบสังหาร มีพลพรรคอีกหลายคนที่ร่วมอยู่ในขบวนการวางแผนปลิดชีพ ลินคอล์น ซึ่งเป้าหมายของการ สืบสวนทั้งหมด พุ่งตรงไปที่บ้าน

ปืนกระบอกที่ใช้สังหารประธานาธิบดี.

ปืนกระบอกที่ใช้สังหารประธานาธิบดี.


2 หลัง ที่แรกคือบ้านในชนบทของครอบครัวเซอร์แรทท์ ที่อยู่ในเขตปรินซ์จอร์จ ห่างจากวอชิงตันไม่มากนัก คือใช้เวลาขี่ม้า ไปราวๆ 2 ชั่วโมง เป็นสถานที่ซึ่งจอห์นและแมรี เซอร์แรทท์ คู่สามี-ภรรยาซื้อที่ดินผืนใหญ่ไว้ สร้างเป็นโรงแรม และพื้นที่นี้ก็รู้จักกันดีในนาม “เซอร์แรทท์วิลล์” เป็นที่ซึ่งลูกๆของทั้งคู่เติบโตขึ้น โดยเฉพาะลูกคนหัวปีของครอบครัวคือ จอห์น จูเนียร์

บ้านเช่าของนางแมรี ถ่ายในปี 1890.

บ้านเช่าของนางแมรี ถ่ายในปี 1890.


บ้านอีกหลังหนึ่งที่ตำรวจสืบเสาะไปถึง ก็ยัง เป็นบ้านของแมรี เซอร์แรทท์ ที่ถนนไฮด์ในวอชิงตัน เป็นบ้านที่เธอย้ายมาอยู่หลังสามีเสียชีวิต และเปิดธุรกิจห้องเช่า ส่วนบ้านในชนบทที่เซอร์แรทท์วิลล์นั้น ได้ปล่อยให้อดีตนายตำรวจที่ชื่อจอห์น ลอยด์ เช่าอยู่

จอห์น จูเนียร์ เซอร์แรทท์

จอห์น จูเนียร์ เซอร์แรทท์


เหตุผลที่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองสืบเสาะไปถึงที่กบดานทั้ง 2 แห่งของตระกูลเซอร์แรทท์ ก็เพราะว่าได้พบ หลักฐานการสมคบคิดเพื่อวางแผนลอบสังหารโดยบุคคลหลายคน นอกจากจอห์น วิลค์ส บูธ แล้ว ก็ยังมีกลุ่มเพื่อนๆ เช่น จอห์น จูเนียร์ เซอร์แรทท์ ลูกชายเจ้าของบ้าน รวมถึงเดวิด ฮาโรลด์, เลวิส พาวเวลล์ และจอห์จ แอทซีรอดท์ โดยเฉพาะจอห์น จูเนียร์ที่มีการสืบพบว่าตัวอยู่เหนือ แต่ใจเป็นฝ่ายใต้ ลอบทำตัวเป็นสายลับส่งข้อมูลให้ฝ่ายใต้อยู่เรื่อยๆ ก็ ไม่แปลกหากจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารนี้ และยังพาเพื่อนๆ มา ประชุมวางแผนกันที่บ้านแม่อยู่หลายครั้งก่อนลงมือ

ปัญหาก็คือ ในการมาร่วมประชุมกันบ่อยๆนั้น ผู้เช่าบ้านรายหนึ่ง ซึ่งก็เป็นเพื่อนเกลอกันของพวก ผู้ก่อการนี้ด้วย คือ หลุยส์ ไวช์แมน ได้พบเห็นอาการพิรุธของกลุ่มสมคบคิดนี้บ่อยครั้ง และเมื่อเกิดเหตุขึ้น ไวช์แมนก็ตัดสินใจเป็นพยานให้ฝ่ายรัฐ ให้การปรักปรำคุณนายแมรีเจ้าของบ้านว่ารู้เห็นเป็นใจ และแถมยังน่าจะร่วมวางแผนด้วย โดยไวช์แมนให้การว่า เห็นแม่ม่ายเซอร์แรทท์กระซิบกระซาบกับมือปืน จอห์น วิลค์ส บูธ อยู่บ่อยครั้ง

ประกาศจับผู้ร่วมขบวนการ.

ประกาศจับผู้ร่วมขบวนการ.


ไม่เพียงเท่านั้น ไวช์แมนยังมีคำให้การสำคัญว่า ก่อนเกิดการลอบสังหารไม่กี่ชั่วโมง คุณนายเซอร์แรทท์ได้ขอให้เขาช่วยว่าจ้างรถเพื่อเดินทางไปเซอร์แรทท์วิลล์ และตอนนั้นนั่นเอง ที่ไวช์แมนอ้างว่าเห็นคุณนายพกห่อกระดาษยาวประมาณ 6 นิ้วไปด้วย จนเกิดการสันนิษฐานกันว่า มันอาจจะเป็นปืน และหลังจากกลับมา วอชิงตันแล้ว จอห์น วิลค์ส บูธ ก็ยังมาหา พูดคุยกับ แมรี ซึ่งไวช์แมนก็ช่างสังเกต และให้การว่า หลังจากคุยกันแล้ว จู่ๆคุณนายเจ้าของบ้านก็เกิดอาการกระสับกระส่าย อยู่ไม่สุข และอีกไม่ถึง 7 ชั่วโมงหลังจากนั้น การลอบสังหารก็เกิดขึ้น

นอกจากไวช์แมนแล้ว คนเช่าบ้านที่เซอร์แรทท์วิลล์ คือ จอห์น ลอยด์ ก็เป็นอีกคนที่ให้การปรักปรำคุณนาย โดยลอยด์ให้การว่า เจ้าลูกชายตัวดีของแมรี ได้นำข้าวของมาทิ้งไว้จำนวนมาก เช่น เชือกยาว ปืนพร้อมเครื่องกระสุน ซึ่งเมื่อนำมาแล้ว ก็เอาไปเก็บซ่อนไว้ที่ชั้น 2 และก่อนการลอบสังหารจะเกิดขึ้น 3 วัน คุณนายเซอร์แรทท์ก็ยังมาเล่าให้ฟังเป็นนัยๆเรื่องแผนการลอบสังหารด้วย

และในวันเกิดเหตุ หลังมรณกรรมของลินคอล์น ไม่นาน เดวิด ฮาโรลด์ หนึ่งในแก๊งสมคบคิดก็เดินทางมาเอาปืน แถมยังปากโป้งบอกลอยด์อีกว่า ไปร่วม ขบวนการลอบสังหารประธานาธิบดีมา และฮาโรลด์คนนี้นี่เอง ที่ได้หลบหนีไปพร้อมมือปืนสะท้านโลก ก่อนจะไปจนมุมพร้อมกัน แต่ฮาโรลด์ชิงมอบตัวก่อนถูกวิสามัญ

แมรีถูกจับโดยที่อาจจะไม่รู้เรื่องลอบสังหารเลย  (ภาพจาก The Conspirator)

แมรีถูกจับโดยที่อาจจะไม่รู้เรื่องลอบสังหารเลย (ภาพจาก The Conspirator)


คำให้การของไวช์แมนและลอยด์ ต่างเป็นคำให้การที่ปรักปรำคุณนายแมรีว่า มีส่วนสมคบคิดวางแผน และจัดการให้มีการลอบสังหารประธานาธิบดีแน่ๆ เจอแบบนี้ ต้องเรียกว่างานเข้าเต็มๆ แถมคุณนายแมรียังต้องเจอกระแสเกรี้ยวกราดจากประชาชนผู้โกรธแค้น ในขณะที่รัฐบาลที่ รับหน้าที่สืบต่อจากลินคอล์นก็กำลังถูกมหาชนกดดันอย่างหนัก เพื่อให้หาคนผิดมาลงโทษโดยเร็ว

ดังนั้น แม้ทนายความของแมรีจะพยายามแก้ต่างอย่างสุดความสามารถ และตอกย้ำถึงคำให้การของพยานว่าไม่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะลอยด์ ซึ่งเป็นคนขี้เหล้าเมายา ที่สำคัญ หากเราวิเคราะห์จาก คำให้การต่างๆของลอยด์แล้ว ก็ดูจะไม่สมเหตุผลที่ผู้สมคบคิดทำการใหญ่จะมาเล่าโน่นเล่านี่ให้ขี้เมาคนหนึ่งฟัง

แต่ทั้งนี้ก็ไม่มีอะไรยืนยันได้เลยว่า แมรีรู้เห็น เป็นใจด้วยหรือเปล่า และจะว่าไป ผู้หญิงส่วนใหญ่ในยุคนั้นก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่องการเมืองสักเท่าไร จึงชวน สงสัยว่า แมรีจะเป็นเพียงคุณนายบ้านเช่าที่บังเอิญดวงซวย มีคณะผู้ก่อการร้ายมาประชุมกันอยู่ใต้หลังคา บ้านเท่านั้นเอง

ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร ด้วยแรงกดดันของพลเมืองอเมริกัน รัฐบาลต้องเร่งคลายความขุ่น แค้นของสาธารณชนด้วยการลงโทษใครสักคนโดยเร็วที่สุด คำแก้ต่างของแมรี เซอร์แรทท์ จึงถูกละเลย คณะผู้ตัดสินประกาศว่า แมรีเป็นผู้ผิด โทษถึงประหารชีวิต!

อย่างไรก็ตาม 5 ใน 9 ของคณะผู้พิพากษาเห็นว่า เธอเป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆ แถมอายุก็เยอะแล้วสำหรับยุคนั้น คือ 45 ปี ดังนั้น จึงเสนอลดโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิต แต่แอนดรู จอห์นสัน รองประธานาธิบดีผู้ก้าวมารับตำแหน่งแทนลินคอล์น กลับไม่ยอมลงนามลดโทษให้แมรี เซอร์แรทท์ จึงถูกแขวนคอเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ.1865 หรือไม่ถึง 3 เดือน

หลังมรณกรรมของท่านประธานาธิบดี เรียกว่า เป็นคดีที่รวดเร็วเป็นอย่างยิ่งเธอถูกประหารพร้อมๆกับคณะผู้ก่อ การอีก 3 คน คือ จอร์จ แอทซีรอดท์, เลวิส พาวเวลล์ และเดวิด ฮาโรลด์ ในขณะ ที่จอห์น จูเนียร์ ลูกชายตัวดีผู้ชักศึกเข้าบ้าน หลบหนีไปต่างประ-เทศ ก่อนจะถูกจับกลับมาดำเนินคดีในภายหลัง ที่สำคัญ “รอด”ไม่ได้รับการลงโทษอีกต่างหาก เลยยิ่งตอกย้ำคำถามที่ว่า การพิจารณาคดีครั้งแรกทำกันเร็วเกินไปหรือเปล่า ถูกกดดันมากไป หรือไม่

จอห์น วิลค์ส บูธ ผู้ลั่นกระสุนสังหาร

จอห์น วิลค์ส บูธ ผู้ลั่นกระสุนสังหาร


นักประวัติศาสตร์และนักกฎหมายรุ่นหลังๆ นำคดี ของแมรี เซอร์แรทท์ มาศึกษากันอย่างกว้างขวาง รวมถึงมี การนำเรื่องราวการต่อสู้ในศาลมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Conspirator ซึ่งเมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ และสภาพสังคมในขณะนั้น ทำให้คนจำนวนไม่น้อย เลยที่ฟันธงว่า แมรีเป็นเพียงเหยื่อของขบวนการที่เรียกร้องความยุติธรรม แต่ไม่ได้มีความยุติธรรมในตัวเอง

แมรี เซอร์แรทท์ จึงเป็นผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ถูกแขวนคอด้วยความยุติธรรมอัน เป็นข้อสงสัย และไม่สามารถพิสูจน์ มีเพียงคำพูด สุดท้ายที่บ่งบอกได้ว่า แมรีไม่ใช่ผู้หญิงใจแข็งอะไรนัก เมื่อเธอวิงวอนว่า “ขอร้องเถอะ อย่าปล่อยฉันตกลงไป”

แต่ในที่สุด ร่างเธอก็ตกลงไป ทิ้งไว้เพียงรอยด่างของกระบวนการยุติธรรมสหรัฐฯตลอดกาล.


ทีมงาน นิตยสาร ต่วย'ตูน

 

หน้า 3

วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2554

 

หน้า 4

วันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2554

 

หน้า 5

วันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554

 

หน้า 6

วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2554

นักกวีชาวสวีดิชวัย 80 ปี คว้า 'โนเบล2011' สาขาวรรณกรรม

Pic_207284

นายโทมัส ทรานสตรอเมอร์ นักกวีจากประเทศสวีเดน วัย 80 ปี ได้รับการประกาศชื่อให้เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม ประจำปี 2011 ในงานซึ่งจัดขึ้นที่กรุงสตอกโฮล์ม ของสวีเดน...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 6 ต.ค. ว่า งานประกาศชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม ประจำปี 2011 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน โดยในปีนี้ผู้ที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตืนี้ก็คือ นายโทมัส ทรานสตรอเมอร์ นักกวีจากประเทศสวีเดน วัย 80 ปี ซึ่งถือเป็นชาวยุโรปคนที่ 8 แล้ว ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

คณะกรรมการให้เหตุผลที่ตัดสินให้นายทรานสตรอเมอร์เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม ในปีนี้ ว่า ผลงานของเขาเป็นงานที่มีความสั้นกระชับ แต่กระจ่างแจ้ง และส่งมอบความรู้สึกถึงความมีชีวิตชีวา จนเหมือนกับเป็นเรื่องจริงแก่พวกเรา

ทั้งนี้ นายทรานสตรอเมอร์ เกิดที่กรุงสตอกโฮล์ม เมื่อปี 1931 โดยขณะที่เขากำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยสตอกโฮล์ม ในสาขาจิตวิทยา เขาได้เขียนงานประพันธ์มากมาย โดยผลงาน 17 ชิ้นของเขา ได้รับการตีพิมพ์และออกวางจำหน่ายภายในประเทศ

ต่อมาในปี 1990 เขาป่วยหนักจนสูญเสียความสามารถในการพูดไป แต่เขายังคงเขียน และผลงานของเขาเรื่องหนึ่งชื่อว่า 'Sorgegondolen' ได้รับการตีพิมพ์ในปี 1996 และขายได้ถึง 3 หมื่นเล่ม เขายังมีความสามารถพิเศษอีกอย่างคือ สามารถเล่นเปียนโนได้โดยใช้มือซ้ายเพียงข้างเดียว

นายทรานสตรอเมอร์ เคยนิยามบทกวีของเขาว่า 'เป็นจุดนัดพบระหว่างความมืด, แสงสว่าง, สิ่งภายใน และภายนอก มาบรรจบรวมกัน และเชื่อมโยงกับโลก, ประวัติศาสตร์ หรือตัวของพวกเราในทันที'.

ไทยรัฐออนไลน์

หน้า 7

วันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2554

อมตะของมนุษย์ - ลมหายใจของผู้สร้างสรรค์

โดย บุญชิต ฟักมี

(ที่มา http://www.chezplayers.com/article.php?id=158)


มนุษย์นั้นแสวงหาทางเป็นอมตะมาน่าจะพร้อมๆ กับการมีวัฒนธรรม


ภูมิปัญญาทางด้านเภสัชกรรมของจีนโบราณ เป็นไปเพื่อการแสวงหาเป้าหมายสูงสุดของโอสถ คือ "ยาอายุวัฒนะ" หรือยาอันช่วยในการยืดชีวิตไปให้ได้นานเท่านาน


เครื่องยาอันแปลกประหลาด เช่น อุ้งตีนหมี นอแรด หนวดเต่า เขากระต่าย น้ำลายยุง ถูกนำมาปรุงประกอบเพราะเชื่อว่าจะชะลอความชรา และฉุดคร่ามรณะ


หรือชาวอียิปต์โบราณที่อาจจะยอมแพ้กับการเป็นอมตะ แต่เชื่อในเรื่องการคืนชีพ จึงพยายามรักษาศพให้อยู่ในสภาพที่ดีเท่าที่จะทำได้ เพื่อรอวันกลับคืนมา


มนุษย์ล้วนรักหวงชีวิตของตน แม้แต่คนที่ตัดสินใจปลิดชีพตนเอง ผมก็เชื่อว่าวินาทีสุดท้ายก่อนที่ลมหายใจจักจาก หรือเมตรสุดท้ายก่อนร่างกระทบพื้น คงจะมีเสี้ยววินาทีที่รู้สึกเสียดายชีวิต


ครั้งหนึ่งเคยมีมารดาผู้เสียบุตร ร่ำร้องต่อพระพุทธเจ้าว่า ขอให้องค์พระศรีศากยะผู้รู้ธรรม นำชีวิตบุตรของหล่อนกลับคืนมาด้วย


พระพุทธเจ้าตรัสว่า หากแม้นมีครอบครัวใด ที่ไม่เคยมีคนตายเลยแม้แต่ช่วงอายุเดียว ให้เจ้านำเมล็ดผักกาดจากบ้านนั้นมาเถิด ข้าจักชุบชีวิตบุตรของเจ้าให้


ครอบครัวเช่นว่านั้นไม่มีอยู่ และไม่พึงต้องพูดถึงเมล็ดผักกาด


แน่ละ มนุษย์ไม่มีวันเป็นอมตะ แต่มนุษย์ก็มีความสามารถในการสร้างสิ่งที่ใกล้เคียงความเป็นอมตะ


ป.อินทรปาลิต เขียนหนังสือ "พล นิกร กิมหงวน" ขึ้นตั้งแต่ราวๆ ปี 2480 จนถึงราว พ.ศ. 2510 ป. อินทรปาลิตเสียชีวิตไปกว่าสามสิบปี แต่ผลงานของเขายังได้รับการตีพิมพ์ กล่าวถึง มีแฟนคลับที่หนาแน่น และเป็นหนังสือขายดีตลอดกาลมาจนทุกวันนี้


ความคิดเรื่องทฤษฎีสัมพันธภาพ ในการเปลี่ยนมวลสารเป็นพลังงาน ของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ยังมีการศึกษากันอยู่ในมหาวิทยาลัย และแปรรูปไปใช้เป็นโรงไฟฟ้าปรมาณูเป็นพันแห่งทั่วโลก


ความคิดที่พระเจ้านโปเลียนบัญชาให้รวบรวมและเรียบเรียงกฎหมายต่างๆ ของฝรั่งเศส ให้อยู่ในรูปแบบระบบที่อ้างอิงได้ง่าย เป็นต้นกำเนิดของระบบประมวลกฎหมายในโลกตราบถึงทุกวันนี้


รูปภาพ เซนต์ จอห์น เดอะ แบบติสม์ โมนาลิซ่า (หรือลาโจกง) เวอร์จิน ออฟ เดอะ ร็อก ของลีโอนาโด ดา วินชี่ มีผู้เข้าชมเป็นหมื่นๆ สายตาต่อวัน


ซิมโฟนีหมายเลขห้า ของบีโธเฟน ถูกบรรเลงผ่านสื่อต่างๆ มากกว่าหมื่นรอบในแต่ละวัน


อองตวน เดอ แซงเต็กซูเปรี ขับเครื่องบินหายไปในความมืดในคืนหนึ่งเมื่อห้าสิบกว่าปีก่อน แต่หนังสือ "เจ้าชายน้อย" ของเขายังไม่เคยหายไปจากร้านหนังสือทั่ว โลก


ฯลฯ


เช่นเดียวกับ สตีฟ จ็อบส์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple Computer ผู้ผลิตและส่งออก "วัฒนธรรม i" - iMac, iPod, iPhone, iPad ทั้งหลาย


สำหรับผม เขาไม่ได้ยิ่งใหญ่เพียงเพราะเจ้า i ทั้งหลายนั้น แต่เขาคือรากฐานสำคัญคนหนึ่ง ของการทำให้คอมพิวเตอร์กลายเป็น "ของง่าย" หรือ "เครื่องใช้ประจำวัน" เช่นปัจจุบันนี้


ยุคสมัยที่คอมพิวเตอร์คือของใช้เฉพาะในห้องแลบ หรือมหาวิทยาลัย คนจะเรียนวิชา "พื้นฐานคอมพิวเตอร์" ในโรงเรียนมัธยมของผมที่มีสอน (ซึ่งถือว่าทันสมัยมาก สอนคอมพิวเตอร์ในยุค 198X) จำกัดว่า ผู้เรียนต้องมีเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3


ในยุคที่การใช้งานคอมพิวเตอร์ยังต้องคีย์คำสั่งเป็นบรรทัด ซื้อคอมพิวเตอร์แถมตำรา DOS และ BasicA หนาเท่าสมุดโทรศัพท์ ที่ปรานีผู้ใช้งานภาคพื้นบ้านที่สุด แล้วก็คงเป็นพวกระบบ WYSIWYG เช่น CU-Writer หรือ Lotus 1-2-3


ช่วงเวลานั้น เขาเป็นคนประยุกต์ให้คอมพิวเตอร์มีการติดต่อกับคนผ่านระบบรูปภาพกราฟฟิก ด้วยคอมพิวเตอร์ Apple Lisa ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่า เป็น "ตัวแม่" ของ Macintosh ก่อนจะติดตามมาด้วย Windows และ ระบบปฏิบัติการที่ใช้ GUI ทั้งหลายในปัจจุบัน


จนถึงยุคที่ใครๆ ก็มีคอมพิวเตอร์ใช้ในรูปแบบต่างๆ เป็นของใช้ธรรมดาคล้ายโทรทัศน์หรือวิทยุในทุกวันนี้ อาจกล่าวได้ว่า สตีฟ จ็อบส์ มีส่วนร่วมของเรื่องนี้ไม่น้อยกว่า 40%


เขาไม่ใช่คนแรกที่คิดค้นระบบ GUI แต่เขาทำให้มันแพร่หลายหลังจากที่เขาเอามือไปหยิบมันขึ้นมา


เขาไม่ใช่คนแรกที่คิดค้น Mp3 Player หรือ Multimedia smart phone หรือแม้แต่ Tablette Computer


แต่เขาเป็นคนที่ยกมันขึ้นมาบอกชาวโลกว่า "ลืมเทป, แล้วมาฟังเพลงจากไฟล์กันเถอะ" "โทรศัพท์อย่าแค่เอาไว้โทรศัพท์เลย เอามาถ่ายรูปถ่ายวิดิโอลูกของคุณ เก็บหรือส่งไปอวดคนอื่นกันเถอะ" หรือ "เราพกคอมพิวเตอร์อย่างที่พกสมุดกันดีกว่า"


มนุษย์ไม่มีวันเป็นอมตะ


แต่มนุษย์มีมันสมอง และจินตนาการ


ที่สร้างสรรค์สิ่งอันเป็นอมตะได้....


ทุกครั้งที่มีผู้สัมผัสหน้าจอของ iPhone หรือ iPad หรือเมื่อใดที่แสงไฟรูปแอปเปิ้ลถูกกัดวาบสว่างขึ้นจากด้านหลังจอเครื่อง Macintosh


เมื่อนั้น เสียงหัวใจของสตีฟ จ็อบส์ จะยังคงดังต่อเนื่องอยู่


บุญชิต ฟักมี


(หมายเหตุ ฉบับแรกของงานเขียนชิ้นนี้ถูกเขียนขึ้นเมื่อ 26 กันยายน 2548 ในชื่อบทความว่า "อมตะ")

 

หน้า 8

วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2554

10 วลีอาลัยจากปากคนดังของโลก มอบแด่ 'สตีฟ จ๊อบส์' บิดาแอปเปิ้ลผู้ล่วงลับ

 

Pic_207479

 

เริ่มต้นกันด้วยตัวแทนคนดังของประเทศไทยที่ได้ร่วมแสดงความอาลัยแก่บุคคลสำคัญของโลก

"ดร.อ้อ" กฤติกา คงสมพงษ์

 


"สตีฟ จ๊อบส์ สร้างตำนานให้คนทำงานมีความสำราญ คิดนอกกรอบอย่างคุณจ๊อบส์ ตอบโจทย์แน่เจริญแท้เอย ขอสดุดี สตีฟ จ๊อบส์"

มาถึง ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ หรือที่หลายคนรู้จักว่า 'ดร.แดน แคนดู' ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และอาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของโลก กล่าวคำไว้อาลัยว่า "สตีฟ จ๊อบส์ คือวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งคลื่นลูกที่สาม เขาคือแมคเจลแลนด์แห่งโลกไซเบอร์ ที่แม้จะจากโลกไปแล้ว แต่การค้นพบของเขาได้เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติยุคใหม่ไปตลอดกาล"

ด้านคนดังระดับโลกเองก็แสดงความอาลัยไม่ต่างกัน


บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้ง "ไมโครซอฟท์"


 


"สตีฟ จ๊อบส์ เป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อผู้คนมากมายหลากหลายรุ่น สำหรับคนที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับชายผู้นี้ถือเป็นเกียรติแก่ชีวิตอย่างยิ่ง ผมจะไม่มีวันลืมเขาเลย"
"The world rarely have a figure with influence was so great as it was owned by Steve so it will still be remembered from generation to generation within a few generations. They are lucky because had the opportunity to work with it certainly recalls that chance as a tribute. I really missed Steve."


บารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐอเมริกา

"โลกได้สูญเสียนักคิดไปอีกคน และคนทั่วโลกคงรับรู้การจากไปของสตีฟผ่านทางอุปกรณ์สื่อสาร ที่เขาได้คิดค้นขึ้นมา"
"The world has lost a visionary,and there may be no greater tribute to Steve’s success than the fact that much of the world learned of his passing on a device he invented.”

เซอร์จี้ บริน หนึ่งในผู้ก่อตั้ง "กูเกิล"

"สตีฟ จ๊อบส์ ถือเป็นต้นแบบด้านความมุ่งมั่น ตั้งใจ และหากใครที่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ล ก็จะสัมผัสถึงความมุ่งมั่นของสตีฟเช่นกัน"

มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก หนึ่งในผู้ก่อตั้ง "เฟซบุ๊ก"


 


"ขอบคุณที่แสดงให้เห็นว่า คุณได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกใบนี้ได้มากมายเหลือเกิน"
"Thanks for showing that what you build can change he world"

ทิม คุก ซีอีโอของแอปเปิ้ล หรือผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจาก 'สตีฟ จ๊อบส์'



 


"ไม่มีคำอธิบายความสูญเสียของบริษัทแอปเปิ้ลได้อีกแล้ว แต่เราขอสัญญาว่า จะตั้งใจทำงานเพื่อสานต่องานที่สตีฟรักมากที่สุดเท่าที่พวกเราจะทำได้"
"No words can adequately express our sadness at Steve's death. We will honor his memory by continuing the work he loved so much."

จอห์น เลสเซ็ทเตอร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง "Pixar Animation Studios"

"สตีฟ จ๊อบส์ เป็นผู้บุกเบิกให้โลกได้รู้จัก Pixar Animation Studios ชายผู้นี้ปลุกความเชื่อที่ว่า ความฝันบ้าๆ บอๆ ของเรานั้น สามารถทำให้เกิดสิ่งดีๆ ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้จริง"

โรเบิร์ต อิเกอร์ ผู้บริหารของ "วอลท์ ดิสนีย์"


"จ๊อบส์ เป็นต้นแบบที่หาได้ยาก มนุษย์จะจดจำชื่อ 'สตีฟ จ๊อบส์' มากกว่าแค่ผลิตภัณฑ์ที่เขาสร้างสรรค์ขึ้น เพราะสตีฟเป็นตำนานที่เปลี่ยนชีวิตผู้คน และกำหนดวิถีวัฒนธรรม"

"thoroughly creative, imaginative mind that defined an era, with his passing the world has lost a rare original, Disney has lost a member of our family, and I have lost a great friend"


ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร Dell Inc.

"อุตสาหกรรมเทคโนโลยีได้สูญเสียสัญลักษณ์แห่งตำนานผู้พลิกโฉมวงการ สิ่งที่เขาได้คิดค้นขึ้นมา จะเป็นที่จดจำตลอดไป"

แม้แต่คู่แข่งคนสำคัญของแอปเปิ้ล ถึงขั้นว่ามีเรื่องฟ้องร้องการลอกเลียนแบบหลายต่อหลายครั้ง แต่ ผู้บริหาร 'ซัมซุง จี เอส ชอย' ก็ยังออกมาแสดงความเสียใจต่อการจากไปครั้งนี้เช่นกัน

"การสร้างนวัตกรรมและความสำเร็จของชายผู้นี้ จะเป็นที่จดจำของผู้คนทั่วโลกไปตลอดกาล"

ปิดท้ายด้วยครอบครัว 'สตีฟ จ๊อบส์'

"ในฐานะบุคคลสาธารณะ เขาคือนักคิดผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ในด้านชีวิตส่วนตัวเขาคือคนที่รักและใส่ใจครอบครัวเสมอมา"
"In his public life, Steve was known as a visionary; in his private life, he cherished his family."


ไทยรัฐออนไลน์

หน้า 9

วันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2554

 

หน้า 10

วันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2554

 

หน้า 11

วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ปิดฉาก 6 สาขา'โนเบล' 2011 - 3 หญิงแกร่งพลิกโผ คว้ารางวัลสันติภาพ

Pic_208241

รางวัลโนเบล เป็นรางวัลประจำปีระดับนานาชาติ ซึ่งจะมอบให้แก่ผลงานวิจัย หรือสิ่งประดิษฐ์ที่โดดเด่นหรือสร้างคุณประโยชน์ให้กับมนุษยชาติ ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม ตามเจตจำนงของอัลเฟรด โนเบล นักเคมีชาวสวีเดน ผู้ประดิษฐ์ไดนาไมท์ ซึ่งก่อตั้งงานประกาศรางวัลโนเบลขึ้นครั้งแรกในปี 1895 แต่การมอบรางวัลใน 5 สาขาหลัก คือ สาขาฟิสิกส์, เคมี, สรีรวิทยาหรือแพทยศาสตร์, วรรณกรรม และสันติภาพ เริ่มมีการมอบรางวัลครั้งแรกในปี 1901...

 

อัลเฟรด โนเบล

งานประกาศชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ที่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ เมื่อวันที่ 7 ต.ค. ซึ่งทั่วโลกให้ความสนใจมากที่สุด มีผู้ที่ได้รับการประกาศให้เป็นผู้รับรางวัลทั้งสิ้น 3 คน คือ ประธานาธิบดีเอลเลน จอห์นสัน เซอร์ลีฟ ผู้นำหญิงแห่งไลบีเรีย และเลย์มาห์ โรเบอร์ตา จีโบวี นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนหญิงชาวไลบีเรีย รวมถึง ทาวัคกุล คาร์มาน หญิงแกร่งจากเยเมน จากบทบาทของพวกเธอในการเป็นแกนนำการต่อสู้โดยไม่ใช้ความรุนแรง เพื่อความปลอดภัยและสิทธิสตรีในการมีส่วนร่วมสร้างสันติภาพในประเทศ อันถือเป็นการต่อสู้ที่สร้างแรงบันดาลใจแก่สตรีทั่วโลก ซึ่งผิดจากที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า ผู้ที่จะได้รับรางวัลนี้น่าจะเป็นกลุ่มคนที่ร่วมเคลื่อนไหวในเหตุการณ์ 'อาหรับสปริง' ในตะวันออกกลางและแอฟริกามากกว่า

 

เอลเลน จอห์นสัน เซอร์ลีฟ ผู้นำหญิงแห่งไลบีเรีย

 

เลย์มาห์ โรเบอร์ตา จีโบวี

 

ทาวัคกุล คาร์มาน

ส่วนงานประกาศชื่อผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาอื่นๆ จัดขึ้นที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน โดยเมื่อวันที่ 3 ต.ค. จะเป็นการประกาศชื่อผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสรีรวิทยาหรือแพทยศาสตร์ ประจำปี 2011 ซึ่งผู้ที่ได้รับรางวัลในปีนี้มี 3 คน คือ นายบรูซ เอ. บิวต์เลอร์ และ จูเลส เอ. ฮอฟมัน ร่วมกันทำวิจัยระบบการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งควบคุมกลไกการป้องกันของร่างกายโดยกำเนิด และอีกคน คือ นายราล์ฟ เอ็ม. สไตน์แมน จากการค้นพบ เดนดริติค เซลล์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นแอนติเจน ในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย และหน้าที่ของมันในการปรับตัวให้เข้ากับระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย

แต่หลังจากที่มีการประกาศชื่อผู้ได้รับรางวัล ครอบครัวของดร.สไตน์แมน ก็ได้เปิดเผยข่าวที่น่าตกใจ คือ ดร.สไตน์แมน เสียชีวิตจากโรงมะเร็งในตับอ่อน เมื่อ 3 วันก่อนที่จะมีการประกาศชื่อนั่นเอง

 

ราล์ฟ เอ็ม. สไตน์แมน ผู้ล่วงลับ

 

ครอบครัวสไตน์แมน

ต่อมาในวันที่ 4 ต.ค. จะเป็นการประกาศชื่อผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์ ประจำปี 2011 และมีผู้ได้รับรางวัล 3 คนเช่นกัน ได้แก่ นายซอล เพิร์ลมัทเทอร์ นักดาราศาสตร์จากสถาบันวิจัยแห่งชาติลอว์เลนซ์ เบิร์กลีย์, นายไบรอัน พี. ชมิดต์ นักดาราศาสตร์จากหอสังเกตการณ์เมาท์ สตรอมโล ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย และ นาย อดัม จี. รีส นักดาราศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์

โดยพวกเขาพบว่า การเกิดการระเบิดของดวงดาวหรือซุปเปอร์โนวา ถูกเร่งให้เร็วขึ้นตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา โดยพวกเขาสังเกตว่า การเกิดซุปเปอร์โนวากว่า 50 ครั้งที่ถูกค้นพบ มีความสว่างน้อยกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าการเร่งของการระเบิดของดวงดาวถูกผลักดันโดย 'พลังงานมืด' ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีใครทราบว่ามันคืออะไร

 

ซอล เพิร์ลมัทเทอร์

 

ไบรอัน พี. ชมิดต์

 

อดัม จี. รีส

 

ปรากฏการณืซุปเปอร์โนวา

การประกาศผู้ชนะรางวัลโนเบล สาขาเคมี เมื่อวันที่ 5 ต.ค. นายแดเนียล เชคต์มาน ศาสตราจารย์ชาวอิสราเอล ประจำภาควิชาวัสดุศาสตร์ของ “เทคเนียน” สถาบันเทคโนโลยีแห่งชาติอิสราเอล เป็นผู้คว้ารางวัลนี้ไปครอง จากผลงานการค้นพบรูปแบบการเรียงตัวของอะตอมในของแข็งที่เรียกว่า “ควอซีคริสตัล” (Quasicrystal) โดยอะตอมรูปแบบดังกล่าวจะเรียงตัวกันในรูปแบบที่ไม่สมมาตรและไม่ซํ้ากัน ลบล้างทฤษฎีเก่าที่ระบุว่าอะตอมในของแข็งจะเรียงตัวอย่างสมมาตรและซํ้ากันทั้งหมด

 

แดเนียล เชคต์มาน

 

ผลึกซึ่งมีการเรียงตัวของอะตอมแบบควอซีคริสตัล

ขณะที่งานประกาศรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม ประจำปี 2011 เมื่อวันที่ 6 ต.ค. นายโทมัส ทรานสตรอเมอร์ นักกวีและนักจิตวิทยา ชาวสวีเดน ได้รับการประกาศให้เป็นผู้ได้รับรางวัลนี้ไป โดยคณะกรรมการให้เหตุผลที่ตัดสินให้เขาได้รับรางวัลว่า ผลงานของเขาเป็นงานที่มีความสั้นกระชับ แต่กระจ่างแจ้ง และส่งมอบความรู้สึกถึงความมีชีวิตชีวา จนเหมือนกับเป็นเรื่องจริงแก่พวกเรา

 

โทมัส ทรานสตรอเมอร์

และสุดท้าย ในงานประกาศชื่อผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ เมื่อวันจันทร์ที่ 10 ต.ค. ที่ผ่านมา ดร.โธมัส ซาเจนต์ และ ดร.คริสโตเฟอร์ ซิมส์ นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน ได้รับการประกาศชื่อให้เป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 2011 เพื่อเป็นรางวัลสำหรับความพยายามในการศึกษาเชิงประจักษ์ หรืองานความรู้ซึ่งได้จากการทดลองและประสบการณ์มากกว่าทฤษฎี และเป็นเหตุเป็นผลตามหลักเศรษฐศาสตร์มหภาคของพวกเขา


 

ดร.โธมัส ซาเจนต์ และ ดร.คริสโตเฟอร์ ซิมส์

ทั้งนี้ พิธีมอบรางวัลโนเบลอย่างเป็นทางการจะจัดขึ้นในวันที่ 10 ธ.ค. โดยสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักรสวีเดน จะเป็นผู้พระราชทานรางวัลในงาน และผู้ที่ได้รับรางวัลในสาขาต่างๆ จะได้รับเงินรางวัลจำนวน 10 ล้าน สวีดิชโครน หรือประมาณ 45.8 ล้านบาท

ไทยรัฐออนไลน์

หน้า 12

วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2554

9 สิ่งยิ่งมียิ่งช่วยในถุงยังชีพ

โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ) ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ American Board of Anti-aging medicine อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้

 

 

น้ำท่วมปีนี้มาหนักและแรงอย่างน่าเห็นใจที่สุด แม้จะป้องกันอย่างที่สุดก็ได้แต่มองน้ำท่วมตาปริบๆ รอเวลาว่าจะเข้ามา "เมื่อไร" เท่านั้น ซอยข้างคลินิกผมก็ท่วมแล้วท่วมอีกครับ

ถุงยังชีพ ต้องรีบช่วย นอกจากข้าวสารอาหารแห้ง น้ำ ก็มี

1) กระดาษชำระ กางเกงในกระดาษและผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ในสภาพที่ไม่อาจหาห้องน้ำได้หรือส้วมกระดาษไม่พอ ขอให้มีกระดาษชำระสะอาดดีๆ อย่างหนานุ่ม หรือได้เปลี่ยนชั้นในสะอาดๆ ก็ทำให้รู้สึกสบายคลายทุกข์ไปได้มากทีเดียวครับ

2) นมผู้ใหญ่ จำพวกเอ็นชัวร์หรือพีเดียชัวร์ที่เป็นนมผงสูตรผู้ใหญ่ใช้บำรุงร่างกายได้ดีเพราะมีสารอาหารที่จำเป็นอยู่มาก หากแบ่งส่งไปเป็นกระป๋องเล็กพร้อมน้ำสะอาดไว้ชงได้ก็ดีครับ เพราะผู้ประสบภัยจะได้สะดวกหาที่เก็บให้พ้นน้ำง่าย

3) ด่างทับทิม ยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดแบบน้ำอาจจัดส่งลำบากหรือไม่เพียงพอ แต่ถ้ามีเกล็ดด่างทับทิมสีม่วงสวยใส่ไปสักถุงน้อยๆ ไว้ใช้ผสมน้ำแช่แก้น้ำกัดเท้า แช่ผักผลไม้ก่อนรับประทานได้บ้างก็ยังดีนะครับ

4) สารส้ม อันนี้เป็นของที่ต้องซื้อเข็มขัดใหม่เพราะคาดไม่ถึงอย่างแรงครับ วันหนึ่งดูภาพข่าวได้เห็นคนน้ำท่วมตักน้ำขุ่นๆ รอบตัวมาแกว่งสารส้มใช้เลย อยากแนะให้ส่งสารส้มก้อนน้อยๆ ไปด้วย เผื่อช่วยให้พี่น้องผู้ประสบภัยทำน้ำใสไว้อาบเองได้ก็ยังดีครับ

5) น้ำเกลือปลอดเชื้อ หรือน้ำเกลือสเตอไรซ์นั่นเอง ใช้ชะแผลปะทะปะทังไว้ก่อนได้ดีกว่าปล่อยให้โดนน้ำสกปรกที่ท่วมอยู่รุมกัดเอา อย่างน้อยถ้าน้ำยาฆ่าเชื้อยังมาไม่ถึงก็สามารถใช้น้ำเกลือที่ว่านี้ล้างแผลปฐมพยาบาลไปก่อนได้หลายวันครับ

6) ยาแก้ปวดพาราเซตามอล พอน้ำท่วมแล้วไข้หวัดก็ตามมา โรคปวดหัวจากความเครียดก็มากครับ ยาแก้ปวดง่ายๆ ในยามยากนี้ถ้าใครมีพอแจกจ่ายกันก็จะช่วยทุเลาอาการไม่สบายกายลงได้แล้วเดี๋ยวใจก็จะค่อยกลับมาครับ

7) แชมพูถวายพระ พระสงฆ์องค์เณรต้องงดปฏิบัติกิจช่วงน้ำท่วม ญาติโยมก็ไม่สะดวกใส่บาตร ของใช้ที่จำเป็นอาจขาด อาทิ ผ้าเช็ดตัวสะอาด กระดาษชำระ, สบู่ และแชมพูเพราะพระท่านก็จำเป็นต้องใช้ทำความสะอาดร่างกายไม่ต่างจากญาติโยม ขอแต่เลี่ยงชนิดที่ใส่น้ำหอมแรงจนเกินไปครับ

8) อาหารสุนัข อาหารแมว ไม่เคยเห็นใครพูดถึง จึงอยากขอให้ช่วยเหลือชีวิตน้อยๆ ที่พลอยเดือดร้อนจากน้ำท่วมไปพร้อม "เจ้าของ" ลองคิดถึงใจเขาใจเราว่าขนาดคนยังเดือดร้อนถึงขนาดแล้วสัตว์ที่พูดไม่ได้เหล่านี้จะมีความทุกข์สักเพียงใด หัวใจของเจ้าของหมาก็คงอยากให้เพื่อนรักของเขาสบายด้วย

9) โน้ตข้อความให้กำลังใจ อย่างสุดท้ายดูเหมือนไม่จำเป็นแต่ถ้าเป็นผมจะขอใส่ลงไปด้วย เพราะลงไปช่วยพูดคุยไม่ได้ตลอดอย่างน้อยส่งข้อความที่เขียนจากใจลงไปก็จะได้ใช้เก็บไว้อ่านได้เป็นกำลังใจที่ต่างคนต่างช่วยเติมให้กันครับ

อาหารกายในถุงยังชีพผมเชื่อว่าพี่น้องไทยมีให้กันเกินร้อยครับ ที่เหลือก็คืออาหารใจเป็นน้ำใจให้ยามน้ำท่วมที่จะช่วยพยุงกันให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ อย่างน้อยก็เป็นพลังเล็กๆ ที่พอช่วยได้ อย่าไปคิดว่าน้ำคงท่วมเฉพาะต่างจังหวัดนะครับ กรุงเทพฯเองก็โดนได้ ขึ้นอยู่แค่ว่าเมื่อไรเท่านั้นเอง ทุกคนมีสิทธิตกอยู่ในน้ำเหมือนๆ กัน

เป็นเพื่อนร่วมชาติและเพื่อนร่วมทุกข์



หน้า 10,มติชนรายวัน ฉบับวันพุธที่ 12 ตุลาคม 2554

 

หน้า 13

วันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2554

วิปโยคน้ำท่วม ถนนขาด อาหารหมด… แบบทดสอบวัดระดับคุณ 'เครียดโคม่า' แค่ไหน!!

Pic_208807

อยุธยาย่ำแย่หนัก อดหิวโซ แย่งอาหารกันเอง-สื่อนอกโหมข่าว อุทกภัย รุนแรงรอบ 50 ปี รง.แห่ปิด - กทม.โคม่า ปทุมธานีแตกทัพน้ำบุกข่อคอหอย 5 นิคมเสี่ยงจม-วิปโยค เขื่อนพังนครสวรรค์จมเร่งอพยพ คิวนิคมฯ โรจนะเฟส 2 น้ำทะลักท่วมอีก 4 โรงงงาน - ทะลักเขตเมือง-2 รพ.จม ปากน้ำโพแตก คิวนนท์ ท่วมบางบัวทอง - นครสวรรค์จมทั้งเมือง พนังแตก ย้ายผู้ป่วย-หนีโกลาหล อยุธยาพินาศ 100 % นครสวรรค์จม เรือชนพนังแตก ...ฯลฯ

 


ข้างต้นคือพาดหัวสื่อต่างๆ ชวนให้ตื่นตระหนกตามสื่อต่างๆ ในห้วงเวลาที่ผ่านมา ในสภาวะข่าวสารวาดภาพน่ากลัวจากทีวี วิทยุ สิ่งพิมพ์ โซเชียลเน็ตเวิร์ค ทุกช่องทาง ถาโถมเข้ามาใส่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม ประชาชนทั่วไป และผู้ที่กำลังจะกลายเป็นผู้ประสบภัยน้ำท่วมอยู่รอมร่อหลายเดือนที่ผ่านมาและไม่มีที่ท่าว่าจะทุเลาเบาลง ไทยรัฐออนไลน์นำแบบประเมินความเครียดของกรมสุขภาพจิตกระทรวงสาธารณสุขมาให้ทุกๆ คนได้ลองทำดู เพื่อตรวจเช็กว่า คุณมีอาการเครียดน่าเป็นห่วงขนาดไหน…?

เช็คหัวใจ ประเมินความเครียด



 


แบบแรกเรียกว่า แบบประเมินความเครียด (ST5) ซึ่งอธิบายขยายวัตถุประสงค์ของแบบประเมินนี้เอาไว้ชัดเจนว่าความเครียดเกิดขึ้นได้กับทุกคน สาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียดมีหลายอย่าง เช่น รายได้ที่ไม่พอเพียง หนี้สิน ภัยพิบัติต่างๆ ที่ทำให้เกิดความสูญเสีย ความเจ็บป่วยเป็นต้น ความเครียดมีทั้งประโยชน์ และโทษหากมากเกินไปจะเกิดผลเสียต่อร่างกายและจิตใจของท่านได้

 


ทั้งนี้ แบบประเมินความเครียด ST5 นี้ คุณสามารถลองประเมินได้ด้วยตัวเองโดยติ๊กถูกลงคะแนนในตารางคะแนนด้านล่างนี้


1.ถ้ารวมแล้วได้คะแนน 0-4 เครียดน้อย
2.ถ้ารวมแล้วได้คะแนน 5-7 เครียดปานกลาง
3.ถ้ารวมแล้วได้คะแนน 8-9 เครียดมาก
4.ถ้ารวมแล้วได้คะแนน 10-15 เครียดมากที่สุด


แบบคัดกรองภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย (8 ข้อ)

 


แบบที่ 2 อาจจะแยกย่อยเจาะลึกลงไปอีกว่าอาการของคุณมีความเสี่ยงต่อการเจ็บไข้ กระทั่งอาจจะเครียดชนิดที่ฆ่าตัวตายได้ในพริบตา ดังนั้นเมื่อลองทดสอบดูแล้ว ผลที่ออกมาสุ่มเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า หรือกระทั่งเครียดจนคิดฆ่าตัว คุณจะได้รู้แล้วได้รับการบำบัดอย่างเร่งด่วน

เมื่อกรอกตัวเลขเสร็จแล้วขั้นตอนต่อมาก็รวบรวมคะแนนแล้ว ก็ดูการประเมินความเครียดได้ดังนี้

 


1.ถ้าตอบว่ามีตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไปหมายถึงว่า คุณมีภาวะซึมเศร้า ควรได้รับการบริการปรึกษาหรือพบแพทย์ เพื่อบำบัดภาวะการรักษาภาวะซึมเศร้า

2.แต่ถ้าตอบน้อยกว่า 3 ข้อ แสดงว่าเป็นโรควิตกกังวล ควรได้รับคำแนะนำการคลายเครียด หรือว่าได้รับยา คลายเครียด

3.ที่สำคัญถ้าคุณกากบาทช่องคำถามข้อ 7 หรือข้อ 8 หรือข้อใดข้อหนึ่ง หมายถึงว่าเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย ต้องพบแพทย์อย่างเร่งด่วน

 


ยกหูไปผ่อนคลายความเครียด!


สุดท้ายนอกจากแบบทดสอบความเครียดแล้ว เรื่องฮอตไลน์คลายเครียดก็เป็นส่วนสำคัญในการปรึกษา ไทยรัฐออนไลน์รวบรวมเลขหมายต่างๆ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะผ่อนคลายความเครียด
1.ฮอตไลน์คลายเครียดสายของรัฐบาล หมายเลข 1667 และ 1323
2.ฮอตไลน์ ร.พ.ศรีธัญญา หมายเลข 0-2526-3342 เปิด 24 ชั่วโมง
3.มูลนิธิศูนย์ฮอตไลน์ หมายเลข 0-2277-8811 และ 02277-7699
4.สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา หมายเลข 0-2439-0392 หรือ 1323 ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
5.สถาบันราชานุกูล หมายเลข 0-2640-2037
6.ศูนย์บรรเทาใจ 0-2675-5533, 0-2675-5577
7.คลินิกนิรนาม (ศูนย์วิจัยโรคเอดส์สภากาชาดไทย) 0-2256-4107-9
8.สายด่วนวัยรุ่น 0-2275-6993-4, 0-2276-5141-5
9.สภาสังคมสงเคราะห์ 0-2246-1457-61
10.ศูนย์ประชาบดี 1300
11.สมาริตันส์ (ปรึกษาปัญหาชีวิต) 0-2249-9977
12. ศูนย์บริการให้คำปรึกษาปัญหาชีวิต กรมประชาสงเคราะห์ 0-2354-7542
13.มูลนิธิฮอตไลน์ปรึกษาปัญหาทั่วไป 0-2277-7699 , 0-2277-8811

 


ที่สุดแล้วทุกปัญหามีทางแก้ไขเสมอ อย่างที่ 'ตัน ภาสกรนที' นักธุรกิจชื่อดัง ที่โรงงานเพ่ิงโดนผลกระทบจากน้ำท่วมเสียหายไปหลายพันล้านบาทบอกเอาไว้ว่า "มันไม่สำคัญว่าเงินมากเงินน้อย สิ่งสำคัญที่สุดคือกำลังใจ ถ้าเราไม่เสียกำลังใจ ไม่เสียชีวิต ผมว่าเราอยู่ได้ เร่ิมใหม่ได้"

Twitter: raydo_thairath

หน้า 14

วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2554

หนี...วันสิ้นโลก

Pic_207695

ใกล้ปี ค.ศ.2012 ไปทุกขณะ แม้บรรดาเกจิ อาจารย์ นักวิทยาศาสตร์ และผู้รู้ทั่วโลกจำนวนมาก จะพาเหรดกันออกมาการันตีว่า โลกนี้จะยังอยู่ดีมีสุขไม่แตกสลายง่ายๆไปกับความเชื่อเรื่องหายนะในปี 2012 แต่คนที่ยังไม่ค่อยเชื่อมั่นก็มีอยู่ ทำให้เกิดนักคิด นักธุรกิจหัวใสจำนวนไม่น้อยเหมือนกันที่ออกมาเสนอไอเดียในการเอาชีวิตรอดจากวันล้างโลกให้ได้ คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย ’ตูนพิเศษ ก็เลยจะหยิบโครงการที่น่าสนใจมานำเสนอแฟนานุแฟน เผื่อใครอยากจะไปจองที่กับเขาบ้าง

แนวคิดในการหนีจากวันสิ้นโลก มีผู้พยายามมองทางออกไว้หลักๆ 2 แบบคือ ลอยไปกับน้ำหรือจ่อมอยู่กับดิน ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร เพราะทฤษฎีเกี่ยวกับวันโลกาวินาศก็มีอยู่ไม่มาก เช่น น้ำท่วมโลกครั้งใหญ่เหมือนสมัยที่โนอาห์เคยพาเหล่าสรรพสัตว์ลี้ภัย ดังนั้น หากอยากจะอยู่ให้รอด ก็ต้องลอยไปกับน้ำ จนกว่าน้ำจะลดแล้วค่อยออกไปหาแผ่นดินใหม่อยู่กัน

หรืออีกแนวคิดหนึ่งที่ว่าโลกอาจจะถึงกาลวิบัติเพราะอุกกาบาตพุ่งชนหรือเหตุอื่นใดที่ทำให้เราไม่สามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นดินได้ตามปกติ เลยต้องไปมุดอยู่ใต้ดิน รอจนกว่าหมอกควันหรือพิษอันตรายจะหมดไป

ด้วยแนวคิดแบบนี้ ก็เลยมีคนนำเสนอโครงการใน 2 แบบหลักๆอย่างที่ว่า โครงการแรกที่จะมาเสนอกันวันนี้คือ “ยูโทเปีย”

เกาะลอยน้ำยูโทเปีย.

เกาะลอยน้ำยูโทเปีย.


โครงการยูโทเปีย (Project Utopia) นี้ เป็นโครงการที่บริษัท บีเอ็มที ไนเจิล จี (BMT Nigel Gee) บริษัทที่ปรึกษาด้านการออกแบบที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของโลกจากแดนผู้ดีประกาศว่าจะเดินหน้าสร้างโครงการกันอย่างจริงจังในเร็วๆนี้โดยได้เปิดตัวโครงการไปแล้ว ในงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับเรือระดับหรูที่โมนาโก (Monaco Yacht Show) เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

งานนี้ บีเอ็มที ไนเจิล จี จับมือกับกลุ่มยอชต์ ไอซ์แลนด์ ดีไซน์ (Yacht lsland Design) พัฒนาโครงการยูโทเปีย ซึ่งเป็นเรือขนาดใหญ่ที่คล้าย “เกาะขนาดใหญ่” มากกว่า แต่จะปักหลักอยู่กับที่ก็ได้ หรือขับเคลื่อนไปตามกระแสน้ำก็ ได้อีกเหมือนกัน

แผนผังของเรือยักษ์ยูโทเปีย.

แผนผังของเรือยักษ์ยูโทเปีย.


“เกาะลอยน้ำ” ยูโทเปียนี้ จะมีขนาดใหญ่ถึง 100 เมตร เป็นเรือยักษ์ 11 ชั้น ภายในจะมีทั้งส่วนที่เป็นที่พักส่วนบุคคล ร้านค้า ร้านอาหาร ลานจอดเฮลิคอปเตอร์ แถมสิ่งอำนวยความสะดวกให้เพลิดเพลินใจ เช่น สระว่ายน้ำ และจุดชมวิวที่มองได้รอบทิศทาง 360 องศา ภายใต้โดมกระจกที่ครอบเกาะนี้ไว้

ตอนนี้โครงการยูโทเปียยังเป็นเพียงแนวคิด และยังไม่ได้บอกสนนราคาค่าจองห้อง แต่บีเอ็มที ไนเจิล จี ก็ประกาศลั่นว่า จะลงมือสร้างโครงการให้เห็นเป็นรูปธรรมในเร็วๆนี้แน่นอนและแม้ปี ค.ศ.2012 จะไม่เกิดอะไรขึ้น แต่ก็เชื่อว่า ภัยธรรมชาติอาจจะรุนแรง จนเกิดนํ้าท่วมเป็นบริเวณกว้าง ผืนแผ่นดินค่อยๆหดหายไปในไม่ช้าไม่นานนี้ และยูโทเปียก็จะกลายเป็น “บ้านถาวร” ของมนุษย์ไปในที่สุด

แต่หากไม่อยากอยู่เกาะ ก็ลงดินกันค่ะ โครงการนี้รับรองได้ เลยว่า หนุ่มๆคงต้องตาลุก นั่นคือ โครงการหลุมหลบภัย ที่อยู่อาศัยหลังวันล้างโลก หรือชื่อ โครงการอย่าง เป็นทางการคือ Post Apoca lyptic


ที่ว่าหนุ่มๆ ต้องตาลุกก็เพราะว่า โครงการนี้ผู้ที่ประกาศเดินหน้าสร้างบังเกอร์ใต้ดินนี้ คือ พิงค์ วิชวล (Pink Visual)...ฮั่นแน่...ใคร “แอบ” รู้จักบริษัทนี้รีบยกมือด่วนค่ะ

พิงค์ วิชวล เป็นบริษัทผลิตภาพยนตร์จากลอสแอนเจลิสค่ะ และที่บอกว่าบางท่านคง “แอบ” รู้จักก็เพราะว่า พิงค์ วิชวล ไม่ได้สร้างหนังธรรมดาๆ แต่เป็นหนังโป๊!

ผู้บริหารของพิงค์ วิชวล ประกาศว่าจะสร้างที่พักใต้ดินขนาดใหญ่ รองรับคนได้ประมาณ 1,200-1,500 คน ซึ่งได้เริ่มโครงการไปแล้ว และคาดว่าจะสร้างเสร็จภายในเดือนกันยายน 2012 แต่ตอนนี้ยังปิดเป็นความลับ ไม่ยอมเปิดเผยว่าสร้างไว้ที่ไหน โดยให้เหตุผลว่า เพื่อรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

เมืองใหญ่ใต้ดินแห่งนี้ จะเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ปัจจัย 4 อาหาร นํ้า ยา มีให้พร้อมสรรพ สามารถอยู่ได้เป็นปีๆ โดยไม่ต้องกังวลว่าข้างบนแผ่นดินจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอุกกาบาตพุ่งชนโลก ฝนพิษ สึนามิ กัมมันตภาพรังสี ก็ไม่ระคายแน่นอน

เท่านั้นยังไม่พอ เมืองใต้ดินแห่งนี้จะเต็มไปด้วยความสำราญนานาชนิด สุรา นารีมีพร้อม ประหนึ่งว่าจะยกเอาสถานบันเทิงครบวงจรมาไว้ด้วย ที่สำคัญ เมืองใต้ดินนี้จะมีสตูดิโอเอาไว้สร้างภาพยนตร์ต่อไป ซึ่งก็เป็นภาพยนตร์ “แนวผู้ใหญ่” เหมือนเดิมนั่นแหละ

ถึงตอนนี้ น่าจะมีท่านผู้อ่านหลายท่านอยากเป็นพลเมืองของ “เมืองสำราญ” แห่งนี้กันแล้ว ก็ต้องบอกว่า เขายังไม่เปิดให้จองค่ะ แต่ก็มีคนบางกลุ่มที่ได้สิทธิ์อยู่ก่อนแล้วแน่ๆ คือเหล่าพนักงานของ

พิงค์ วิชวล เอง ซึ่งก็รวมถึงดารา “หนังผู้ใหญ่” ด้วยนั่นแหละค่ะ มากันเพียบ สวยๆ หล่อๆ ทั้งน้าน...

แปลนก่อสร้างเมืองหลบภัยใต้ดินสุดหฤหรรษ์.

แปลนก่อสร้างเมืองหลบภัยใต้ดินสุดหฤหรรษ์.


ส่วนคนนอกที่ไม่ใช่พนักงานของพิงค์ วิชวลนั้น จะถูกเลือกให้มาร่วมสำราญได้ราวพันกว่าคน ซึ่งส่วนหนึ่งจะเป็น “ผู้บริจาค” หรือพูดง่ายๆ คือ คนที่ยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินมาอยู่นั่นแหละ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งจะคัดเลือกประชากรโลกให้มาอยู่รอดกันแบบสุ่มเลือก

แหม สุ่มเลือกนี่พูดยากจังนะคะ เขาจะสุ่มกันแบบไหนล่ะ ที่แน่ๆ มีการประกาศออกมาแล้วว่า บรรดาลูกค้าผู้มีอุปการคุณ และผู้ที่ติดตามทวิตเตอร์ของพิงค์ วิชวล จะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่จะได้สิทธิ์ในการพิจารณา

สาวๆ อ่านแล้วอาจ จะแอบค้อนควั่ก แต่อย่าเพิ่งหันหน้าหนี เพราะผู้บริหารพิงค์ วิชวล บอกว่า บุรุษก็มีให้บริการ เอ๊ย ให้ได้ยลโฉมกันด้วย ก็แหม ดาราของเขามีทั้งหญิงทั้งชายนี่คะ

มีข่าวแว่วๆ ออกมาว่า งานสร้างอลังการนี้ได้เริ่มไปเยอะแล้ว และหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง พอสร้างเสร็จก็จะเปิดให้ผู้ที่ถูกเลือกได้ลงไปอยู่ในเมืองนี้กันก่อนเดือนธันวาคมปีหน้า หากเกิดวิกฤติกับโลกขึ้นมาจริงๆก็อยู่กันต่อในนั้น แต่ถ้าผ่านวันที่ 21 ธันวาคม 2012 ไปแล้ว โลกยังอยู่รอดปลอดภัย ก็ค่อยกลับขึ้นมา ที่สำคัญก่อนจะกลับขึ้นมากันนั้น ต้องได้สนุกสุดเหวี่ยงแบบลืมโลกกันแน่นอน
โครงการนี้พิงค์ วิชวล น่าจะไตร่ตรองไว้หลายชั้น คือถ้าหากไม่เกิดอะไรขึ้น เมืองใต้ดินนี้ก็อาจจะกลายสภาพเป็นสถานบันเทิงครบวงจรขนาดใหญ่ ที่ใครเบื่อโลกเมื่อไหร่ก็ลงไปใช้บริการได้เรื่อยๆ จะหนีวันสิ้นโลก หนีหนี้ หนีภรรยา ฯลฯ ก็ตามสะดวก

ส่วนที่ว่าหนีภรรยาไปแล้วเกิดโลกไม่แตก ถ้าขึ้นมาอีกทีก็อาจหัวแตกแทน อันนี้ ตัวใครตัวมันนะคะ

แนะนำมาแล้ว 2 โครงการแบบยิ่งใหญ่อลังการงานสร้างทั้งนั้น แล้วคนที่เบี้ยน้อยหอยน้อยล่ะ จะทำยังไง ไม่เป็นไรค่ะ ยังมีโครงการหนีแบบพอเพียง นั่นคือ โครงการของบริษัท คอสโม เพาเวอร์ ของญี่ปุ่น ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์สึนามิครั้งใหญ่ที่เพิ่งเกิดขึ้น คอสโม เพาเวอร์เกิดปิ๊งไอเดียว่า มาเตรียมอุปกรณ์ไว้หนีความโหดร้ายของธรรมชาติกันเถอะ

จึงเกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่า “แคปซูลลอยน้ำ” ดูจากรูปแล้ว เหมือนลูกเทนนิสขนาดใหญ่ และแม้ชื่อของเจ้าลูกเทนนิสยักษ์นี้จะเรียกกันเล่นๆว่า แคปซูล แต่ชื่อจริงๆของโครงการคือ “เรือโนอาห์” ค่ะ

แคปซูลลอยน้ำของบริษัทญี่ปุ่น.

แคปซูลลอยน้ำของบริษัทญี่ปุ่น.


เรือนี้สร้างขึ้นจากไฟเบอร์ที่มีความแข็งแรงทนทาน ทดสอบมาแล้วว่าเจอภัยธรรมชาติหนักๆ ก็เอาอยู่ ทนน้ำ ทนไฟ ทนการกระแทกกระเทือน ที่สำคัญ เสนอขายในราคาไม่แพง คือประมาณ 3 แสนเยน (ราวๆเกือบ 1.2 แสนบาท นับว่าราคาถูกมากสำหรับญี่ปุ่น)

อันว่าเรือโนอาห์ขนาดกระเป๋านี้ มองเผินๆ เหมือนจะมีขนาดเล็ก แต่เขาออกแบบกันมาอย่างดี ให้หลบหนีภัยกันได้ทั้งครอบครัว เข้าไปอยู่กันได้สบายๆ 4 คน พ่อ แม่ ลูกๆ มีหน้าต่างให้มองออกมาชมโลกภายนอกได้ รวมทั้งมีช่องระบายอากาศให้หายใจสะดวก

ผู้บริหารของคอสโม เพาเวอร์ บอกว่า ทุกคนสามารถซื้อเรือโนอาห์เอาไว้ประจำบ้าน เกิดเหตุเมื่อไหร่ก็รีบมุดเข้าไปข้างใน เหตุการณ์สงบแล้วค่อยออกมา แต่หากไม่มีอะไรเกิดขึ้น เรือโนอาห์ก็จะเป็นของแต่งบ้านได้เก๋ไก๋

ที่หลบภัยแบบจิ๋วแต่แจ๋ว.

ที่หลบภัยแบบจิ๋วแต่แจ๋ว.


และสุดท้าย อยากจะเสนออีกโครงการหนึ่ง ที่ขอเรียกว่า โครงการปลอดภัยด้วยรัก 2012

คนคิดโครงการนี้คือ บริษัท ทเวลฟ์ โปรดักชั่นส์ เบลิซ (12 Productions Belize) ซึ่งประกาศเชิญชวนให้คู่รักไปสานรักกันก่อนสิ้นโลก ภายใต้บรรยากาศอารยธรรมมายันอันสุดขลัง

เบลิซเป็นประเทศเล็กๆ ในอเมริกากลาง อยู่ติดกับเม็กซิโกค่ะ เวลาคิดถึงอารยธรรมมายัน คนก็มักจะคิดถึงเม็กซิโก แต่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเบลิซก็บอกว่า ที่นี่ตะหาก ที่เป็นต้นกำเนินอารยธรรมมายันขนานแท้ และเป็นต้นกำเนิดเรื่องวันสิ้นโลกในปี 2012 ด้วย

ว่าแล้ว ทเวลฟ์ โปรดักชั่นส์ เบลิซ ก็ประกาศโครงการแต่งงานที่เบลิซในปี 2012 (2012 Wedding Belize) ขึ้น โดยนำเสนอแนวคิดน่าประทับใจว่า ในเดือน 12 ปี 12 ที่มีคำทำนายว่าจะสิ้นโลกนั้น อันที่จริงหมายถึงการเริ่มต้นใหม่ตะหาก และเลข 12 เป็นตัวเลขนำโชคของมายา เพราะฉะนั้น ก็จะจัดวิวาห์เหาะ...เอ๊ย...วิวาห์หมู่ขึ้นอย่างอลังการงานสร้าง ในวันที่ 12 ธันวาคม ค.ศ.2012 หรือ 12/12/12 พร้อมประกาศว่าใครได้แต่งงานวันนี้ จะมีชีวิตคู่ที่ยืนยาว เพราะได้เริ่มต้นในวันที่ดี

แต่หากเกิดโชคร้าย โลกาวินาศมาเยือนในวันที่ 12 ธันวาคม 2012 เข้าจริงๆ ก็ไม่เป็นไร ถือว่าได้ใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันถึงกัลปาวสาน สถานที่ซึ่งถูกเตรียมไว้เพื่องานแต่งงานสุดคลาสสิกนี้ คือวัดมายาเก่าแก่ถึง 1,200 ปีก่อนคริสตกาล งานนี้ต้องรีบจองหน่อย เพราะรับจำนวนจำกัดแค่ 36 คู่ ด้วยสนนราคาเริ่มต้น 14,030-24,030 เหรียญสหรัฐฯ ตามแต่ละแพ็กเกจ

โครงการแต่งงานที่โบราณสถานมายาก่อนสิ้นโลก.

โครงการแต่งงานที่โบราณสถานมายาก่อนสิ้นโลก.


วันสิ้นโลกนั้นจะมีจริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าสิ่งที่มีจริงแน่นอน และจะคงอยู่ไม่ว่าโลกนี้จะสมบูรณ์หรือผุพังขนาดไหน นั่นคือ “ความรัก”

ว่าแล้ว พอถึงเดือนธันวาคม 2012 ก็ไม่ต้องไขว่คว้าอะไรกันให้มากหรอกค่ะ แค่มีใครสักคนให้กอด แล้วจะรอดหรือตายก็ช่างมันเหอะน่า...


ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน

หน้า 15

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2554

หัวกะโหลกคนกินอร่อย?

 

Pic_209704

ดิมิตรี ซีคาลอฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านแกะสลัก โชว์ผลงานการใช้ขวาน เลื่อย สว่านไฟฟ้า แกะสลัก “หัวกะโหลกมนุษย์” จากผลไม้และพืชผักสดเหมือน ของจริงเปี๊ยบ

นายซีคาลอฟ ชาวรัสเซีย วัย 48 ปี ใช้มีดเล็ก ยาวมีสันโค้งสำหรับผ่าตัดหรือมีดหมอ คีมปากนกและสำลีขนสัตว์ เพื่อเพิ่มเสริมความละเอียดอ่อน ไม่แตกต่างจากแพทย์ผ่าตัดทำศัลยกรรมที่แม่นยำ ทุกอย่างต้องให้ลงตัวพอดีเป๊ะ

ซีคาลอฟใช้ผลแอปเปิล แตงโม หัวกะหล่ำปลี และมะเขือยาว เป็นวัตถุดิบหลักสร้างประดิษฐกรรมของเขา ซึ่งเหมือนหัวกะโหลกคนจริงๆ ม้ากมาก หากไม่บอกอาจไม่รู้

“ผมเอ็นจอยมีความสุขกับการสร้างผลงานด้วยมือ มันเป็นงานฝีมือล้วนๆ และชื่นชอบที่จะนำเนื้อสัตว์ พืชผัก ผลไม้ มาเป็นวัตถุดิบ แทนที่จะใช้ ดินเหนียว ปูน ไม้ ดังบรรดาประติมากรสร้างผลงานประติมากรรมของพวกเขา” ซีคาลอฟชี้แจงแถลงไข

ข้อสำคัญ “หัวกะโหลก” เหล่านั้นประณีตแถมกินแซบอีหลีอีกต่างหาก.


ดอย ดอกฝิ่น

 

หน้า 16

วันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2554

 

มื้อสุดท้าย บันลือโลก

Pic_209531

 

พระกระยาหารมื้อสุดท้าย

การที่จะเป็นที่จดจำและระลึกถึงในยามล่วงลับไปแล้วในมวลหมู่มนุษย์เป็น เรื่องที่ยากเย็น แต่กระนั้นก็ดี มนุษย์บางคนก็มีความสามารถที่จะก้าวขึ้นมามีอิทธิพลและมีชื่อเสียงเป็นที่ จดจำในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นในด้านที่ดีหรือด้านที่ชั่วร้ายก็ตาม ด้วยเอกลักษณ์และวิถีชีวิตของคนเหล่านี้ ทำให้แม้พวกเขาลาลับดับสิ้นไปแล้วก็ยังมีคนสนอกสนใจศึกษาวิธีคิด ปรัชญาในการดำเนินชีวิต และแม้แต่รายละเอียดเล็กๆน้อยๆของชีวิตพวกเขา อย่างเช่น มื้อสุดท้ายพวกเขากินอะไรก่อนสิ้นชีพ?

แอนดรูว์ แคดเวล นักประวัติศาสตร์และพ่อครัว ได้สนใจทำการศึกษารายละเอียดของอาหารมื้อสุดท้ายของเหล่าผู้มีชื่อเสียงและ ผู้ทรงอิทธิพลของโลก โดยเขียนไว้ในหนังสือชื่อ “Their Last Suppers : Legends of History and Their Final Meals” คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล ทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนพิเศษ จึงขอนำบางส่วนของเนื้อหาที่น่าสนใจมาเสนอกันในสัปดาห์นี้

ไมเคิล แจ๊คสัน กับเจ้าหญิงไดอาน่า

ไมเคิล แจ๊คสัน กับเจ้าหญิงไดอาน่า


เจ้าหญิงไดอาน่า
อดีตเจ้าหญิงแห่งเวลล์ผู้โด่งดัง พระมารดาของเจ้าชายวิลเลี่ยมที่เพิ่งอภิเษกสมรสไปหมาดๆกับดัชเชสแห่งเคมบริดจ์ หรือเคท มิดเดิลตัน

เจ้า หญิงได้เสวยกระยาหารมื้อสุดท้ายที่โรงแรมริทซ์ คาร์ตัน ก่อนที่พระองค์และพระสหายสนิทจะถูกไล่ตามจากพวกปาปาราซซี่ จนกระทั่งพระองค์ประสบอุบัติเหตุ มื้อสุดท้ายของเจ้าหญิงได– อาน่าประกอบด้วย ออมเลตเห็ดและหน่อไม้ฝรั่งเป็นอาหารเรียกน้ำย่อย โดยมีเมนูหลักเป็นปลาตาเดียวและผักทอดเทมปุระ

ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคเนดี้

ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคเนดี้


ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคเนดี้
เจ้าของ วลีอมตะอย่าง “จงอย่าถามว่าประเทศชาติจะให้อะไรแก่ท่าน แต่จงถามตัวท่านเองว่าท่านจะทำอะไรให้ประเทศชาติ” ก่อนที่จะถูกลอบสังหาร มื้อสุดท้ายของท่านคือมื้อเช้าในโรงแรมเท็กซัสที่ประกอบไปด้วยไข่ลวก 2 ฟอง เบคอน ขนมปัง แยมมาร์มาเลด น้ำส้ม และกาแฟอีกแก้ว

ประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น

ประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น


ประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น
ท่าน กินอาหารค่ำมื้อสุดท้ายในทำเนียบขาวก่อนที่จะไปดูละครในโรงละครฟอร์ดและถูก สังหารที่นั่น อาหารมื้อนั้นประกอบด้วย เป็ดย่างยัดไส้ด้วยเชสนัท, มันอบ, ดอกกะหล่ำราดด้วยซอสชีส และซุป Mock Turtle soup หรือซุปเลียนแบบเนื้อเต่า ซึ่งวัตถุดิบตามสูตรต้นตำรับของซุปนี้จะทำจากหัวลูกวัว แต่ส่วนเท้าก็ใช้แทนได้เช่นกัน และยังมีการใช้ปลาทะเลและหอยนางรมเพื่อเลียนแบบรสคาวเค็มของเนื้อเต่าทะเล ด้วย

มหาตมะ คานธี

มหาตมะ คานธี


มหาตมะ คานธี
มื้อสุดท้ายนั้นมหาตมะ คานธี รับประทานอาหารตามปกติของท่าน ซึ่งประกอบไปด้วย นมแพะ ผักปรุงสุก ส้ม อาหารที่ปรุงด้วยขิง น้ำเลมอน กี (เนยเหลวชนิดหนึ่ง) และน้ำจากว่านหางจระเข้ ก่อนที่จะออกมาที่สนามหญ้าหน้าบ้านพักเพื่อทักทายกับผู้คนและสวดมนต์ ซึ่งหนึ่งในฝูงชนที่ห้อมล้อมท่านในวันนั้นคือ นาถูราม โคทเส ชาวฮินดูผู้คลั่งศาสนา เขายิงปืนใส่คานธีไป 3 นัด จบชีวิตของนักต่อสู้ด้วยสันติวิธีและผู้นำทางจิตวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ โลกไปตลอดกาล

เกรกอรี เยฟี-โมวิช รัสปูติน

เกรกอรี รัสปูติน นักบวชที่เชื่อกันว่าเขามีพลังอำนาจพิเศษ ทำให้เขาก้าวขึ้นมาสู่อำนาจทางการเมืองในราชวงศ์โรมานอฟอย่างรวดเร็ว จนกลุ่มชนชั้นสูงทั้งราชวงศ์และรัฐสภาหวาดกลัวและตัดสินใจกำจัดเขา

หุ่นจำลองมื้อสุดท้ายของรัสปูติน

หุ่นจำลองมื้อสุดท้ายของรัสปูติน


มื้อสุดท้ายของรัสปูตินที่เจ้าชาย เฟลิกซ์ ยูสซูปอฟ และชนชั้นสูงได้ลวงเขามากิน คือ เค้กน้ำผึ้ง ไวน์ Zakuski หรือค็อกเทลแบบรัสเซีย และขนมปังดำ แน่ล่ะ อาหารเหล่านั้นมียาพิษไซยาไนด์ผสมไว้ด้วย แต่ร่างกายของรัสปูตินกลับต้านทานพิษได้ เจ้าชายจึงชักปืนยิงใส่ แล้วนำร่างรัสปูตินไปถ่วงน้ำ หลังจากการตายของเขาเพียง 2 ปี ราชวงศ์โรมานอฟก็ถูกโค่น ล้ม ซึ่งตรงตามคำทำนายของรัสปูตินทุกประการ

ซัดดัม ฮุสเซน

ซัดดัม ฮุสเซน


ซัดดัม ฮุสเซน

อดีต จอมเผด็จการแห่งอิรักที่ถูกอเมริกาใช้กำลังทหารเข้าโค่นล้ม เขาถูกนำตัวขึ้นศาลพิเศษอิรักที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลชั่วคราวและถูกตัดสิน ประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในวันที่ 30 ธันวาคม ปี พ.ศ.2549 เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่นักโทษจะร้องขอรับประทานอาหารที่ตัวเองชอบก่อนตาย ซัดดัมเองก็เช่นกัน มื้อสุดท้ายของเขา คือ ไก่ต้มกับข้าวและเหล้าร้อนผสมน้ำผึ้ง

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์
จอม โหดผู้เกลียดยิวเข้าไส้อย่างฮิตเลอร์นั้น เป็นมังสวิรัติ และคนปรุงอาหารให้เขานั้นเป็นชาวยิว ฮิตเลอร์เริ่มเป็นมังสวิรัติในช่วงเดือนกันยายนปี 1931 เนื่องจากการอัตวินิบาตกรรมของหลานสาว เกลี่ เรบัล (Geli Raubal) แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะแอบกินเนื้อ อย่างไรก็ดี มื้อสุดท้ายในชีวิตของฮิตเลอร์เป็นอาหารมังสวิรัติ คือซุปผักและมันบด แต่นักประวัติศาสตร์บางคนก็สันนิษฐานว่ามันอาจเป็นสปาเกตตีหรือลาซานญ่า

เอลวิส เพรสลีย์

เอลวิส เพรสลีย์


เอลวิส เพรสลีย์

เขา ตื่นขึ้นมาในช่วงกลางดึก รู้สึกกระสับ กระส่ายนอนไม่หลับและตัดสินใจไปหาหมอฟัน หลังจากนั้นเขากลับมาที่บ้านที่เกรซแลนด์ และเล่นแร็กเกตบอลกับเพื่อน พร้อมพูดถึงแผนการแต่งงานของเขากับคู่หมั้นสาววัยยี่สิบปี จินเจอร์ อัลเดน เล่นเปียโนกันอีกนิดหน่อย ก่อนที่ตะวันจะขึ้น จินเจอร์ก็ขอตัวไปเข้านอน ขณะที่เอลวิสหาของหวานกินเป็นครั้งสุดท้ายก่อนไปนอน นั่นคือ ไอศกรีม 4 ลูกพูน และคุกกี้ช็อกโกแลตชิพอีก 6 ชิ้น สองสาม ชั่วโมงต่อมาเขาตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำที่ซึ่งเขาเกิดอาการโรคหัวใจเฉียบพลัน จนเสียชีวิต

ไมเคิล แจ๊คสัน

ไมเคิล แจ๊คสัน เสียชีวิตในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 2009 แม้จะยังมีการโต้เถียงต่างๆนานา ว่าด้วยสาเหตุการตายของไมเคิลว่าเป็นการตายเพราะรับยาเกินขนาด หรือฆาตกรรมกันแน่? แต่อย่างน้อยเราพอจะรู้ว่าราชาเพลงป๊อปเจ้าของวิถีชีวิตสุดแปลกเป็นหนึ่ง ไม่มีสองผู้นี้รับประทานอะไรเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งมื้อสุดท้ายของไมเคิลมีเพียงสลัดผักโขมกับเนื้ออกไก่เท่านั้นเอง

เรือไททานิคอับปาง

เรือไททานิคอับปาง


ผู้โดยสารชั้นเฟิร์สคลาสของเรือไทนานิค

มื้อ ค่ำมื้อสุดท้ายสุดอลังการที่เสิร์ฟให้กับผู้โดยสารชั้นเฟิร์สคลาสของไททานิค คือ ซุปคอนซูเม่ออก้า ส่วนประกอบที่สำคัญของซุปนี้คือไขกระดูกอบแห้งของปลาสเตอเจี้ยน ซึ่งนำไปตุ๋นจนเป็นวุ้น, ปลาแซลมอนตุ๋นกับซอสมูส, เนื้อแกะกับซอสมิ้นต์, เป็ดอบราดซอสแอปเปิ้ล, เนื้อเซอลอยด์ (สัน นอก) กับมันฝรั่ง, ผลน้ำเต้ายัดไส้, แครอท, ถั่ว, ตับห่าน, เอแคลร์ช็อกโกแลตกับวานิลลา, เยลลี่ลูกพีช, ไอศกรีม และวอลดอร์ฟพุดดิ้ง พุดดิ้งจานนี้มีส่วนประกอบสำคัญคือลูกเกด แอปเปิ้ล วอลนัทเรื่องนี้คงไม่อาจปิดท้ายไปได้ หากไม่กล่าวถึงมหาบุรุษผู้หนึ่งซึ่งมื้อสุดท้ายในชีวิตของท่านเรียกได้ว่า เป็นมื้อสุดท้ายที่โด่งดังที่สุดในโลก นั่นคือ จีซัส ไคร์ส หรือพระเยซูคริสต์นั่นเอง

ตามพระคัมภีร์บทได้บันทึกว่า นอกจากขนมปังและไวน์ซึ่งพระองค์ได้เสวยพร้อมกับเปรียบเทียบมันดุจเนื้อและ เลือดของพระองค์แล้ว ในพระธรรมบทลูกายังได้อธิบายด้วยว่า พระองค์ยังเสวยปลาย่างชิ้นหนึ่งและน้ำผึ้งด้วย

ดร.ดอน โคลเบิร์ต ได้ทำการศึกษาและพบว่า พระเยซูมีวิถีการเสวยที่เรียบง่ายและดีต่อสุขภาพมากกว่าคนยุคปัจจุบัน คือ รับประทานแต่อาหารที่ปรุงง่ายและเป็นธรรมชาติ เช่น ผัก ถั่ว ผลไม้ ขนมปัง ดื่มน้ำจำนวนมาก และมีไวน์องุ่นอีกนิดหน่อย พระองค์ยังไม่นิยมเสวยเนื้อ (ยกเว้นในโอกาสสำคัญทางศาสนา) เนื่องจากมันมีมลทินต่อจิตวิญญาณ

ความ ตายเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดและไม่แน่นอน ผู้มีชื่อเสียงหรือคนดังในประวัติศาสตร์หลายคนตายกะทันหัน และไม่ได้ตั้งตัว ซึ่งจริงๆแล้วคนธรรมดาหลายคนก็เป็นเช่นนั้น เพียงแต่พวกเขาไม่ได้มีชื่อเสียงจนเราสนใจศึกษาชีวิตระยะสุดท้ายของเขา เราจึงควรขอบคุณที่ได้มีโอกาสเรียนรู้เสี้ยวชีวิตก่อนตายของบุคคลดังๆข้าง ต้น เพื่อนำไปครุ่นคิดต่อว่าเราควรใช้ชีวิตที่ไม่แน่นอนนี้ต่อไปอย่างไร และอาจคิดเล่นๆว่า มื้อสุดท้ายของเราในโลกนี้ควรจะเป็นอะไรดี?


ทีมงาน นิตยสาร ต่วย'ตูน

 

 

ไทยรัฐออนไลน์


หน้า 17

วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2554

 

แกะรอย 5 พายุมัจจุราช!..'ธรรมชาติเอาคืน'

Pic_209612

เดือดร้อนกันไปทั่วสำหรับปัญหาน้ำท่วมที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง หลายจังหวัดในประเทศไทยตอนนี้ยังคงต้องรับศึกหนักกับน้ำก้อนใหญ่ ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ทำให้พายุและฝนกระหน่ำประเทศไทยแบบเต็มๆ ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมาประเทศไทยเจอกับพายุไปแล้วถึง 4 ลูก ซึ่งได้สร้างความเสียหายอย่างมาก คงไม่มีใครคิดมาก่อนว่าสายลมเพชฌฆาตเหล่านี้ จะมีผลทำให้หลายๆ จังหวัดทางภาคเหนือ และภาคกลางของประเทศไทยจมหายกลายเป็นเมืองบาดาล 'ไทยรัฐออนไลน์' วันนี้ ขอพามารู้จักพายุที่ทำให้ประเทศไทยเจอกับภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ในปีนี้

 


ตั้งแต่ต้นปี 2554 ในช่วงเดือนมีนาคม ความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเริ่มชัดเจนขึ้นทีละนิด แต่ประชาชนส่วนใหญ่อาจยังไม่รู้สึกถึงภัยธรรมชาติที่กำลังจะเกิดขึ้นในเวลาต่อมา จากเดิมในช่วงมีนาคม ซึ่งปกติอากาศจต้องร้อนอบอ้าว กลับเป็นหนาวเย็น และมีฝนตก เนื่องจากมาจากอิทธิพลของความกดอากาศสูงที่ประเทศจีน แผ่ปกคลุมมาถึงประเทศไทยตอนบน และในขณะเดียวกัน หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงก็ส่งผลมาถึงภาคใต้ตอนกลาง ตลอดเดือนมีนาคมนั้นจึงทำให้ภาคใต้มีฝนตกชุกหนาแน่นเกือบตลอดเดือน ทำให้เกิดอุทกภัยเป็นบริเวณกว้างและรุนแรงกว่าครั้งไหนๆ อีกทั้งยังมีเหตุดินโคลนถล่มใน จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี ตรัง และกระบี่ ซึ่งตั้งแต่นั้นมาภาพรวมของประเทศไทยก็ยังคงมีฝนตกอยู่มากน้อยเป็นบางพื้นที่ แต่เป็นครั้งแรกที่ไม่มีฝนทิ้งช่วง จึงทำให้ปริมาณของน้ำมากเกินความต้องการ และที่น่าเป้นห่วงที่สุดก็คือ ประเทศไทยก็ยังคงได้รับอิทธิพลจากพายุโหมกระหน่ำเข้ามาอีกหลายลูก ทั้งพายุโซนร้อนไหหม่า, พายุโซนร้อนนกเตน, พายุโซนร้อนไห่ถาง พายุไต้ฝุ่นเนสาด และพายุโซนร้อนนาลแก

 


พายุโซนร้อนไหหม่า

'ไหหม่า' (Haima) เป็นชื่อพายุมาจากประเทศจีน มีความหมายว่า 'ม้าน้ำ' พายุลูกนี้เกิดจากอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ร่องความกดอากาศต่ำ ซึ่งเข้ามาเมื่อเดือนมิถุนายน โดยเคลื่อนเข้าฝั่งที่ประเทศเวียดนามตอนบนเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2554 แล้วอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันเคลื่อนผ่านประเทศลาว จนอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2554 จากนั้นได้เคลื่อนเข้าปกคลุมที่จังหวัดน่าน และสลายตัวในวันเดียว ซึ่งมีผลทำให้ภาคเหนือตอนบนของไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากอย่างต่อเนื่อง มีปริมาณน้ำฝนมากที่สุดใน 24 ชั่วโมง มีระดับน้ำสูงสุดอยู่ที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา อ.ปัว จ.น่าน วัดได้ 335.2 มิลลิเมตร

ผลกระทบจากพายุโซนร้อนไหหม่า

หลังจากที่พายุสลายตัวลงที่ จ.น่าน เพียงวันเดียว ต่อมาในวันที่ 25 มิถุนายน 2554 มีรายงานน้ำท่วมฉับพลัน น้ำปาไหลหลาก ดินถล่มที่ จ.แพร่ เชียงราย พะเยา น่าน ตาก และสุโขทัย มีผู้เสียชีวิตรวม 3 ราย ประชาชนเดือดร้อน 105,703 ครัวเรือน 411,573 8 คน พื้นที่เกษตรเสียหาย 159,598 ไร่

 


พายุโซนร้อนนกเตน

พายุนกเตน (Nok-Ten) หรือพายุนกกระเต็น ซึ่งเป็นชื่อที่ประเทศลาวได้ตั้งไว้นั้น เป็นพายุที่เกิดจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือด้านตะวันตก จนทำให้เกิดฝนตกหนักในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนของไทย ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคม ซึ่งในวันที่ 25 กรกฎาคม ได้ทวีความแรงขึ้นจนเป็นพายุโซนร้อนและเคลื่อนตัวผ่านเกาะลูซอน ที่ฟิลิปปินส์ ลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนกลาง จากนั้นเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือที่เกาะไหหลำ และอ่าวตังเกี๋ยขึ้นฝั่งที่เวียดนามตอนบนในวันที่ 30 กรกฎาคม กระทั่งมาผ่านประเทศลาวพร้อมกับอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันในวันที่ 31 กรกฎาคม ซึ่งในวันเดียวกันก็เคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยที่ จ.น่าน อ่อนกำลังเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมภาคเหนือที่ จ.แพร่ ลำปาง เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน

ผลกระทบจากพายุโซนร้อนนกเตน

อิทธิพลจากพายุลูกนี้ ในส่วนของประเทศไทย ทำให้มีฝนตกกระจายหนักถึงหนักมาก โดยเฉพาะภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ มีปริมาณน้ำฝนมากท่ีสุดใน 24 ชั่วโมง วัดได้ 405.9 มิลลิเมตร ที่ อ.เมือง จ.หนองคาย เกิดเหตุน้ำท่วมรวม 20 จังหวัด ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคกลางตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคใต้ตอนบน มีผู้เสียชีวิต 20 ราย สูญหาย 1 คน บาดเจ็บ 11 คน ประชาชนเดือดร้อน 314,732 ครัวเรือน 1,029,716 คน พื้นที่การเกษตรเสียหาย 619,723 ไร่

 


หลังจากที่ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และร่องความกดอากาศต่ำที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ยั้งแล้ว ในช่วงเดือนกันยายน ประเทศไทยยังต้องรับมือจากอิทธิพลพายุหมุนเขตร้อนอีก 2 ลูกใหญ่ ส่งผลให้หลายจังหวัดทางภาคเหนือ และภาคกลางตอนบนและตอนล่าง รวมไปถึงภาคอีสานตอนบนเกิดเหตุน้ำท่วมครั้งใหญ่ ขยายเป็นวงกว้าง

พายุโซนร้อนไห่ถาง

พายุโซนร้อนไห่ถาง (Haitang) แปลว่า ดอกแคร็ปแอปเปิ้ลบานจากประเทศจีนลูกนี้ เป็นพายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณเมืองเว้ ประเทศเวียดนาม ในวันที่ 27 กันยายน 2554 และอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน ก่อนเคลื่อนตัวมาที่ลาว จากนั้นอ่อนกำลังลงอีกครั้งเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงเคลื่อนเข้าปกคลุมที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือของไทยในวันที่ 28 กันยายน 2554

พายุโซนร้อนเนสาด

พายุโซนร้อนเนสาด (Nesat) เป็นชื่อที่ตั้งโดยประเทศกัมพูชา แปลว่า การจับปลา หรือคนจับปลา ซึ่งเดิมทีเป็นพายุไต้ฝุ่นที่เคลื่อนตัวผ่านอ่าวตังเกี๋ยขึ้นฝั่งที่เมืองฮาลอง ประเทศเวียดนาม ในช่วงที่มีกำลังแรงเป็นพายุโซนร้อนในวันที่ 30 กันยายน 2554

 


ผลกระทบจากพายุโซนร้อนไห่ถางและเนสาด

จากการถาโถมอย่างแรงของพายุทั้ง 2 ลูกนี้ ในส่วนของประเทศไทยตอนบนนั้น ทำให้ฝนตกชุกหนักถึงหนักมากอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเกิดน้ำท่วมขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ซึ่งในบางแห่งไม่เคยเกิดเหตุการณ์นี้มาก่อน และด้วยปริมาณน้ำที่มากเกินปกติ ยังได้ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างมาก โดยเบื้องต้นนั้นได้มีการประเมินความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้แล้วว่ามีมูลค่าถึง 2 หมื่นกว่าล้านบาท ล่าสุดได้วัดค่าปริมาณน้ำฝนในประเทศไทยตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนกันยายนแล้วว่า มีค่าสูงกว่าปกติประมาณ 32% ซึ่งสูงกว่าทุกปีที่ตรวจวัดมา

พายุโซนร้อนนาลแก

พายุโซนร้อนนาลแก (Nalgae) จากเกาหลีเหนือ แปลว่า ปีก เป็นพายุลูกล่าสุดที่พัดเข้ามาสู่ในประเทศไทย เดิมทีเป็นพายุไต้ฝุ่น แต่อ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อน เคลื่อนตัวผ่านเกาะไหหลำ เข้าสู่อ่าวตังเกี๋ย และอ่อนกำลังลงอีกครั้งเป็นพายุดีเปรสชัน และหย่อมความกดอากาศต่ำตามลำดับ ที่เมืองดองฮอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2554

ผลกระทบจากพายุโซนร้อนนาลแก

เหมือนเป็นเคราะห์ซ้ำ หลังจากที่เจอพายุ 2 ลูกใหญ่ในเวลาไล่เลี่ยกันในเดือนกันยายน เพราะในเดือนตุลาคม ที่ประเทศไทยต้องเจอกับพายุนาลแก ซึ่งส่งผลให้มีฝนตกหนาแน่น จนหลายพื้นที่เกิดอุทกภัยอย่างหนัก ทั้งภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง ซึ่งในระยะนี้ยังมีแนวโน้มว่า อุกทกภัยครั้งนี้จะยาวนาน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและชีวิต ตลอดจนพื้นที่การเกษตร และพื้นที่เศรษฐกิจจำนวนมาก ซึ่งสถานการณ์ล่าสุดพื้นที่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมก็ถูกน้ำท่วมไปด้วย และเส้นทางคมนาคมทั้งสายเอเชีย และพหลโยธินที่มุ่งสู่ภาคเหนือ ก็ถูกปิดเส้นทางเดินรถชั่วคราว ซ้ำหนักในแถบ จ.ปทุมธานี นครนายก สมุทรปราการ รวมไปถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล ยังต้องรับช่วงต่อกับเหตุการณ์ครั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้กรุงเทพมหานคร ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของไทย ได้รับความเสียหายมากขึ้น

 


อย่างไรก็ดี การอยู่กับภัยธรรมชาติ ซึ่งถือว่าปีนี้รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น สิ่งที่สามารถทำได้ก็คอการเฝ้าระวัง และเตรียมพร้อมรับมือ เนื่องจากในเดือนตุลาคม-ธันวาคม ทางกรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่ายังคงมีปริมาณน้ำฝนที่มากกว่าค่าปกติอยู่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ประเทศไทยตอนบน และภาคใต้ซึ่งกำลังจะเข้าสู่ช่วงฤดูน้ำหลาก ปี 2554 ปีแห่งการต่อสู้เพื่ออยู่รอด คงเป็นที่จดจำของทุกคน ทั้งผู้ที่ประสบภัย และผู้ที่เข้าไปช่วยเหลือ หากมองในแง่บวกอยู่บ้าง ก็นับว่าเป็นอีก 1 เหตุการณ์สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นคนไทย ที่ไม่ว่าจะอยู่ภาคไหนก็ยังมีน้ำใจช่วยเหลือไม่ทิ้งกัน

 



ข้อมูลจาก : กรมอุตุนิยมวิทยา, ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย
http://www.tmd.go.th

Twitter : Sriploi_social

 

 

ไทยรัฐออนไลน์

หน้า 18

วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2554

 

หน้า 19

วันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2554

 

หน้า 20

วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554

 

หน้า 21

วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2554

 

หน้า 22

วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2554

 

หน้า 23

วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2554

 

หน้า 24

วันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2554

 

หน้า 25

วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2554

 

หน้า 26

วันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2554

พบแล้ว! บุคคลที่ 'รวย' ที่สุดในโลก ตัวจริงเสียงจริง

 

Pic_212088

 

หนังสือพิมพ์สัญชาติอเมริกัน รายงานเปิดเผยชื่อของบุคคล ที่มีมูลค่าทรัพย์สินมากที่สุดในโลก มากกว่าทรัพย์สินของผู้ที่รวยที่สุดในโลก 3 อันดับแรกรวมกันเสียอีก...

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 26 ต.ค. ได้เปิดเผยชื่อของบุคคล ที่มีมูลค่าทรัพย์สิน, อสังหาริมทรัพย์ มากที่สุดในโลก เหนือกว่าทรัพย์สินของอภิมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก ชาวเม็กซิโก คาร์ลอส สลิม, บิล เกตส์ และวอร์เรน บัฟเฟตต์ สองโคตรเศรษฐีชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกรวมกันเสียอีก เขาคนนั้นก็คือ อดีตผู้นำ ซึ่งครองอำนาจมานานกว่า 30 ปี จอมเผด็จการ ผู้ถูกประชาชนลุกฮือขับไล่ลงจากอำนาจ พันเอก โมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้ล่วงลับนั่นเอง


 

รวยสุดตัวจริง กัดดาฟีนี่เอง

หนังสือพิมพ์ลอส แอนเจลิส ไทม์ส เปิดเผยว่า พันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี มีทรัพย์สินในบัญชีธนาคาร สินทรัพย์สุทธิ และมูลค่าธุรกิจต่างๆ ทั่วโลก รวมแล้วกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 6.16 ล้านล้านบาท มากกว่ามูลค่าทรัพย์สินของคาร์ลอส สลิม (7.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ), บิล เกตส์ (5.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และวอร์เรน บัฟเฟตต์(5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) รวมกันเสียอีก



 

คาร์ลอส สลิม(ซ้าย),บิล เกตส์(กลาง) และวอร์เรน บัฟเฟตต์

ทรัพย์สินจำนวนดังกล่าวของกัดดาฟีนั้น ทำให้กัดดาฟีกลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุด มากกว่าใครในประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ เทียบได้กับ 2 มหาเศรษฐีผู้ใจบุญชาวสหรัฐฯ แอนดรูว์ คาร์เนกี(ค.ศ.1835-1919) เจ้าของอาณาจักรผูกขาดการผลิตเหล็ก และจอห์น ดี. ร็อคกีเฟลเลอร์ (ค.ศ.1839-1937) เจ้าของกิจการน้ำมันแสตนดาร์ด ออยล์



 

แอนดรูว์ คาร์เนกี และ จอห์น ดี. ร็อคกีเฟลเลอร์

อย่างไรก็ดี มีคำถามตามมาว่า ทำไมในเมื่อกัดดาฟีมีมูลค่าทรัพย์สินมากขนาดนี้ กลับไม่ได้รับการจััดอันดับให้เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก โดยสถาบันจัดอันดับต่างๆ คำตอบคือ การจัดอันดับบุคคลร่ำรวยนั้น มักคิดจากเงินส่วนตัว, มูลค่าของวิสาหกิจ และมูลค่าจากอำนาจในตำแหน่งหน้าที่การงาน ซึ่งยากที่จะหาได้ว่า ทรัพย์สินส่วนใดเป็นของประเทศ และส่วนใดเป็นของส่วนบุคคล จึงไม่มีการจัดอันดับบรรดาผู้นำของประเทศต่างๆ ในโลก กษัตริย์ และเหล่าชีคเลย

ทั้งนี้ หลายฝ่ายต้ังข้อสังเกตว่า ตลอดช่วงเวลาหลายสิบปี ที่กัดดาฟีเรืองอำนาจ เขาถูกกล่าวหาว่ากระทำการยักยอกงบประมาณของประเทศไปใช้จ่ายส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศอีกด้วย

 

ไทยรัฐออนไลน์

หน้า 27

วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2554

 

มนุษย์จอมพลังลากรถไฟ

Pic_211730

หนุ่มใหญ่ชาวซีเรียแข็งแรงผิดมนุษย์มนา โชว์การลากจูงตู้รถไฟบรรทุกผู้โดยสารเต็มโบกี้เคลื่อนไปบนราง โดยไม่ใช้เครื่องทุ่นแรงใดๆ นอกจากกล้ามเนื้อทรงพลัง!?

ตามข่าว นสพ.เดลี่ เทเลกราฟ ฝูงชนชายหญิงเด็กนับพันคนไปชุมนุมที่สถานีรถไฟแห่งหนึ่งใกล้กรุงดามัสกัส เมืองหลวงซีเรีย พิสูจน์ อัดนัน อิสมาอิล อัลอาวัด บุรุษวัยกลางคน ทดสอบความแข็งแรงของร่างกายว่าแข็งแรงบึกบึนแค่ไหน

ฝูงชนเหล่านั้นได้ดูชมนายอัดนันลากโบกี้รถไฟ ซึ่งเขาอ้างว่าน้ำหนักกว่า 100 ตัน “ตู้รถไฟโบกี้นี้ยาว 20 เมตร น้ำหนักสองตันครึ่ง ความจริงอีกข้อคือ เมื่อเราลากสิ่งของขึ้นพื้นที่เอียงลาด วัตถุนั้นจะหนักเพิ่มขึ้นอีกมหาศาล ตู้รถไฟนี้จึงหนักเกิน 100 ตัน” อัดนันชี้แจง

หลังจากตระเตรียมตัวพร้อม สวมเครื่องเทียมลากกระชับร่างกายแล้ว เขาก็ยืนบนรางและเริ่มผนึกพลังลากตู้รถไฟ ปรากฏว่ามันเคลื่อนดุ่ยๆไปบนรางสนิมที่มีเขรอะ

ทุกคนยอมรับว่าอัศจรรย์ เพราะการลากจูงดังกล่าวต้องใช้พลังกว่า 100 แรงม้า?

 

 

หน้า 28

วันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2554

 

อึ้ง นักวิทยาศาสตร์อ้างสามารถฝึกมนุษย์ให้"ติดต่อเอเลี่ยน"ผ่าน"ความฝัน"ได้

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 28 ต.ค.ว่า บรรดานักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในเมืองลอสแองเจลิส (ยูซีแอลเอ)เปิดเผยว่า พวกเขาสามารถทำให้ผู้คนสามารถได้พบปะกับมนุษย์ต่างดาวในภาวะกึ่งหลับกึ่งฝัน โดยในจำนวนอาสาสมัคร 20 ราย 7 รายอ้างว่า พวกเขาเห็นมนุษย์ต่างดาว ในรูปลักษณ์ตั้งแต่มนุษย์ตัวเขียว ไปจนถึงหุ่นยนต์สูง 7 ฟุต

 

 

โดยอาสาสมัครรายหนึ่งบอกว่า ในความฝันของเขา เขาเห็นตัวเองอยู่ในภูเขาที่มีต้นไม้ล้อมรอบ และเห็นยานอวกาศ มีมนุษย์ต่างดาวที่มีหมวกสวมอยู่ เป็นมนุษย์ต่างดาวในลักษณะหุ่นยนต์


อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่า การติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวเช่นนั้นไม่ได้มีนัยยะชี้ถึงการมีอารยธรรมนอกโลกของมนุษย์ แต่น่าจะเป็นสภาวะการศึกษาอย่างหยาบๆ ต่อจิตใต้สำนึกที่มนุษย์เข้าถึงสิ่งที่เราไม่ค่อยใส่ใจมากกว่า

 

หน้า 29

วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ศิลปะแกะสลักกล้วยเจ๋งสุดๆ

 

Pic_212265

คงจะต้องชูสองนิ้วยกย่อง เคสุเกะ ยามาดะ ศิลปินชาว “บูชิโด” ญี่ปุ่น ที่ทุ่มเทความอุตสาหะพากเพียรแกะสลัก “กล้วย” เป็นรูปเหมือนบุคคลต่างๆได้อย่างยอดเยี่ยม โดยใช้อุปกรณ์เพียงไม่กี่ชิ้น คือ ไม้จิ้มฟัน และ ช้อน

ยามาดะหนุ่มฉกรรจ์วัย 23 ปี อาชีพหลักช่างไฟฟ้า ประสบความสำเร็จแจ่มเจ๋งสุดๆ จนทำให้ชาวโลกตื่นเต้นสนใจ เมื่อเขาแกะสลักผลกล้วยสุกรูป พระพักตร์ เจ้าชายวิลเลียม และ เคท มิดเดิลตัน พระชายา ได้เหมือนจริงเปี๊ยบ น่าทึ่งมากๆ

ผลงานชิ้นล่าสุดของยามาดะ รวมทั้งแกะสลัก กล้วยหอมเป็นรูปใบหน้า มาร์จ และโฮเมอร์ ซิมป์สัน ตัวการ์ตูนชื่อเสียงโด่งดังรู้จักกันทั่วผืนพิภพ

“เมื่อออกแบบรูปอะไรแล้ว ผมจะต้องเร่งรีบทำงานแข่งกับเวลาโดยไม่ละทิ้งความละเอียด รอบคอบ ประณีตบรรจง ก่อนผลไม้จะสุกงอมเละ เมื่อทำสำเร็จผมก็เป็นปลื้ม” หนุ่มยามาดะชี้แจง

และที่ไม่สูญเปล่าๆปลี้ๆ... แกะสลักเสร็จนำออกโชว์ ถ่ายภาพไว้แล้ว “หม่ำ” กินแซบจัง?


ดอย ดอกฝิ่น

 

หน้า 30

วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เปิดตำนาน...เทพเจ้าองค์แรก พระศิวะ...มหาเทพแห่งจักรวาล

 

Pic_212805

 

องค์พระศิวะของอินเดีย.

957ปี…ก่อนพุทธกาล ได้เกิด ศาสนาพราหมณ์ บนชมพูทวีป...!!!

อันเป็น...ศาสนาที่ไม่มีศาสดา ตามคติ

ความเชื่อในเทพเจ้า อันเป็น เอกเทวนิยมสืบต่อ จากอารยัน อันเป็นต้นรากของ ชาวฮินดู กลุ่มชนซึ่งมีนามแผลงจากคำว่า สินธู นามเดิมของสายน้ำ เก่าแก่ในอินเดีย

อีกชื่อหนึ่งจึงเรียกกันว่า...ศาสนาฮินดู

O O O

ชาวอารยัน (ก่อนพุทธกาล 1,500 ปี) ในยุคนั้น ยังไม่มีความเชื่อในเทพเจ้า เพียงแต่ศรัทธาต่อ

เทวดา โดยได้จัดเป็นหมวดหมู่ไว้ 3 ประเภท...คือ

เทวดาในสวรรค์...อาทิ วรุณ (ฝนและน้ำ) สุรยะ วิษณุ อุษา มิตระ อรรยมัน และอัศวิน ฯลฯ

เทวดาอยู่บนฟ้า (อากาศ)...มี วาตะ (ลม) อินทระ รุทระ (ซึ่งได้รับความเลื่อมใส ต่อมากลายเป็นศิวะเทพ) ปรรชันยะ มรุต (นักรบที่คอยปกป้อง 3 โลก) ฯลฯ

เทวดาบนพื้นโลก...เช่น อัคนิ โสม ยมพระสรัสวดี พระปฤตถวี (เทวีแห่งแผ่นดิน หรือแม่พระธรณี) ฯลฯ

นอกจากนี้...ยังได้จัดในชั้นย่อยลงไปอีก อาทิ เทพเจ้าในแง่นามธรรม เช่น พระสาวิต (พระอาทิตย์) พระอทิติ พระประชาบดี (เทพเจ้าผู้เป็นใหญ่ในสรรพชีวิตทั้งมวล ภายหลังความนิยมในเทพองค์นี้ได้ลดท่าล่าถอยลงไป).....

ปกหนังสือพระศิวะมหาเทพแห่งจักรวาล.

ปกหนังสือพระศิวะมหาเทพแห่งจักรวาล.

O O O

ศาสนาพราหมณ์... หรือ ศาสนาฮินดูอยู่ร่วมกับ พุทธศาสนาในชมพูทวีปมานานนับพันปี (ด้วยพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในปริมณฑลแห่งนี้ร่วม 2,500 ปี) แล้ว อารยธรรมก็ไหลเลื่อนเข้ามาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิ ทั้งทางบกและทางน้ำ ตั้งแต่อาณาจักรตามพรลิงค์ (นครศรีธรรมราช) โดยเชิญพระสงฆ์ที่มีความสำคัญ เข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาจากมหาวิทยาลัยสงฆ์นาลันทาจากอินเดีย...

...จะเห็นได้จากหลักฐานการ สร้างเทวรูปพระโพธิ์สัตว์อวโลติเกศวรร่วมกับพระพุทธรูปเพื่อการสักการบูชา ตามอย่างที่พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ทรงสร้างรูปสักการะของพระอิศวรหรือพระศิวะ (คำว่าพระอิศวรนั้นน่าจะแผลงมาจากคำว่าพระอินทร์ ร่วมกับพระศิวะ) และร่องรอยของวัฒนธรรมที่หลงเหลืออยู่จากวิหารบูชาเทพเจ้าในแต่ละภาค จากตะวันตกกาญจนบุรี สุพรรณบุรี เชื่อมต่อภาคกลางถึงอีสาน...

ลีลาท่ารำในปางนาฏราช.

ลีลาท่ารำในปางนาฏราช.

O O O

พระศิวะ หรือ พระอิศวร...เป็นหนึ่งใน เทพเจ้าของตรีมูรติของชาวฮินดูที่ได้รับความเลื่อมใสสืบสานกันมาหลายยุคหลายสมัย ดั่งหลักฐานทางโบราณคดีซึ่งมี ศิวลึงค์ เก่าแก่ที่ยังหลงเหลืออยู่ และ ความศรัทธานั้นปะปนมาเป็นวัตถุมงคล เช่น ปลักขิก ฯลฯ

...อย่างการสร้างยันต์ที่เป็นภูมิปัญญาที่มีความสามารถของพระเกจิอาจารย์ไทยในอดีต ก็ได้ถ่ายทอดศาสตร์แบบผสมผสานจากพุทธฯ แบบวัชรยาน และมนตรยาน เพียงแต่สัพพวิชาที่นำมาใช้นั้น เก่งกาจกว่าทางด้านอักขระและตัวเลขยันต์

...พื้นฐานของยันตราในศาสนาฮินดูกระจายไปทั่วโลก โดย เฉพาะยันต์ของพระศิวะที่กล่าวว่าเป็นมหาเทพของการสร้างจักรวาลของมนุษย์ และใน ความเชื่อในทางไสยนี้สามารถอ้างอิงในทาง วิทยาศาสตร์ ได้ ซึ่งเมื่อปี 1990 ได้อ้างถึง ทฤษฎีของสตริง...

พระคเณศของไทย.

พระคเณศของไทย.

O O O

โดย...กล่าวถึงคลื่นที่มีอนุภาคเล็กๆแบบนิวเคลียสแปลสภาพเป็นสายสตริง ซึ่งเล็กกว่าอะตอมถึง3 เท่า และมีการสั่นรัวในการทดลอง แสดงว่า ในจักรวาลของเรานั้นยังมีจักรวาลอื่นซ้อนอยู่ อีกถึงสิบมิติ ฉะนั้น การเซ่นสรวงบูชาเทพเจ้านั้นย่อมมีพลังอำนาจจริง

และ...หากย้อนสู่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ถึง รากฐานของการบูชาเทพเจ้า ที่พัฒนามาเป็นยันต์ ที่ยังหลงเหลือเป็นหลักฐานในทางโบราณคดี คือ แมนดาล่าในเมืองสโตนเฮนจ์ ประเทศอังกฤษ และแมนดาล่าของชาวยิวในศตวรรษที่ 4 ซึ่งภายหลังนี้ ความรู้ได้แพร่กระจายเป็นยันต์ในศาสนาฮินดู ในศตวรรษที่ 5...อันเป็นรากฐานของยันต์ในชาติอื่นๆอีกมากมาย

O O O

ศุภกิจ เมฆอำนวยชัย

ศุภกิจ เมฆอำนวยชัย

ศุภกิจ เมฆอำนวยชัย...หรือ ป๊อก เชลซี ซึ่งสำเร็จการศึกษาด้านออกแบบเสื้อ จากลอนดอนคอลเลจออฟแฟชั่นและออกแบบผม จากสถาบันวิดัลซาสซุน กับ เทววิทยาและปรัชญาจากยูนิเวอร์ซิตี้ออฟรีดดิ้ง มี ความสนใจเกี่ยวกับพระศิวะมหาเทพ จึงศึกษาฮินดูศาสตร์ จาก บัณฑิตอาจารย์ ลาลิต โมหัน วยาส แห่งโบสถ์เทพมณเฑียร

...จนเข้าถึงศาสนาฮินดูอย่างลึกซึ้ง และ พลังศรัทธาต่อพระศิวะ อันเป็นเทพเจ้าที่มีความสำคัญองค์แรกๆของคนในยุคนั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทั่วทุกมุมโลกจากอดีตอันไกลโพ้นถึงปัจจุบันรวมถึง ความสำคัญของพระศิวะในประเทศไทย อย่างเต็มเปี่ยม

O O O

เทพซุสของชาวกรีก.

เทพซุสของชาวกรีก.

จึงได้รวบรวมความรู้ทั้งหมดเป็นอักขระมาบันทึกไว้ โดยให้ชื่อว่า “พระศิวะมหาเทพแห่งจักรวาล” เพื่อถ่ายทอด ให้ความรู้ และ ความเชื่อในการบูชาพระศิวะ พระคเณศ ฯลฯ เพื่อให้คุณทาง ด้านลาภผลและความปกป้องคุ้มครองของผู้ศรัทธา

และ...ความสำคัญของพระศิวะที่มีอิทธิพลในดินแดนภูมิภาคอุษาคเนย์ เช่น อวตารของพระองค์ในรูปของหนุมาน พร้อมท่าร่ายรำ 108 ท่า ในปางนาฏราช ที่ถ่ายทอดจาก พระพรตมุนี หรือ พ่อแก่ในคัมภีร์ “นาฏศาสตร์” ที่ทรงเป็นผู้ที่เคารพและศรัทธาสักการะของคนไทยหลากหลายอาชีพ

พร้อมกับบทสวดและของมงคลที่มีมาช้านานหลายพันปี รวมทั้ง เครื่องสำอางที่มีมหามนตร์จากธรรมชาติ จากเกสรดอกไม้ถึงแปดกลิ่นมาเป็นเครื่องหอม ลูบไล้และจุ่มเจิมในพิธีมงคลที่สำคัญของอินเดีย...กาศีวิเลปะนะ พระศิวะมหาเทพแห่งจักรวาล...หนังสือเล่มนี้ มอบให้โครงการเทิดไท้ภัทรมหาราชฯ ถวายในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว 84 พรรษา

และ...ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระ สังฆราช ในวโรกาสเจริญพระชนมมายุ 98 พรรษา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในการสร้างการ์ตูนแอนิเมชั่น 84 ตอน 84 โรค เพื่อสุขภาพครั้งแรกในประเทศไทย...!!!



ก้อง กังฟู

ไทยรัฐออนไลน์