Home arrow บทความทั่วไป arrow บทความทั่วไป  พฤศจิกายน 54
Home    Contacts



บทความทั่วไป  พฤศจิกายน 54 PDF พิมพ์

หน้า 15

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

น้ำท่วมในอดีต

Pic_217116

สวัสดีครับ...พบกันครั้งแรกวันแรกด้วยเลขดี 11-11-11 นะครับ ผมคงจะแวะเวียนมาคุยกับท่านเสมอๆ ในเรื่องราวเก่าๆ ในอดีตที่ผ่านมาเนิ่นนาน แต่อย่าเพิ่งรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องเชย...เรื่องล้าสมัยอันใดนะครับ เพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีตกาลทั้งหลายนั้น...เท่าที่ผมสังเกตดู ก็จะพบว่ามันมักจะเกิดใหม่อีกแทบทุกเรื่องครับ...ทำนองเดียวกับที่ฝรั่งเขาพูดว่า “History repeats itself” นั่นเอง

เรื่องที่จะคุยกันวันแรกพบวันนี้ คงไม่พ้นเรื่องน้ำท่วมแน่นอน เพราะเป็นเรื่องฮ็อตฮิตติดชาร์ต...แบบไม่สามารถจะละเลยได้ ความจริงเรื่องน้ำท่วมกับคนไทยก็มีอยู่มากมายเสมอๆ อยู่แล้ว เนื่องจากชัยภูมิที่ตั้งของเมืองหลวงของเราอยู่ใกล้ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ซ้ำยังเป็นที่ลุ่มมาโดยตลอด ในครั้งรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ หลังการเสด็จขึ้นครองราชสมบัติได้เพียง 3 ปี คือใน พ.ศ. 2328…


 


"....ในเดือน ๑๒ ปีนั้น น้ำมากลึกถึง ๘ ศอก ๑๐ นิ้ว ข้าวกล้าในท้องนาเสียเป็นอันมาก บังเกิดทุพภิกขภัย ข้าวแพงถึงเกวียนละชั่ง ประชาราษฎรทั้งหลายได้ความขัดสนด้วยอาหารกันดารนัก จึงมีพระราชโองการให้กรมนา จำหน่ายข้าวเปลือกในฉางหลวงออกแจกจ่ายราษฎรเป็นอันมาก..."

อันนี้นับว่าเป็นน้ำท่วมกรุงฯ ครั้งแรกเลยทีเดียวครับ ครั้งนั้นน้ำลึกถึง 2 เมตร 20 กว่าเซนต์... นับว่าไม่แพ้ครั้งนี้และข้าวก็แพงสุดใจ เกวียนละ 80 บาท เฉลี่ยราคาข้าวเปลือกคราวนั้นถึงถังละ 8 บาท...คงไม่มีราษฎรคนไหนจะมีปัญญาหาซื้อมากินได้หรอกครับ เพราะเป็นระยะแรกเพิ่งสร้างบ้านแปลงเมือง ดังนั้นรัชกาลที่ 1 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ "จำหน่าย" ข้าวเปลือกในฉางหลวง อันนี้ไม่ได้แปลว่าขายนะครับ แต่แปลว่า แจก คือทรงนำข้าวเปลือกออกมาแจกจ่ายแก่ราษฎร...


 


ครั้นกาลเวลาผ่านไปอีก 46 ปีต่อมา...ในปี พ.ศ.2374 ตกปีเถาะหรือปีกระต่าย ตรงกับรัชกาลที่ 3 ครั้งนั้น..."น้ำมากทั่วราชอาณาจักร ผู้ใหญ่ว่ามากกว่าปีมะเส็ง สัปตศกแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์คืบ ๑ บางคนก็สังเกตว่า ที่หน้าพื้นวัดพนัญเชิงน้ำพอเปี่ยมตลิ่งไม่ท่วมขึ้นไปบนลานหน้าพระวิหาร ว่าเสมอกันกับน้ำปีมะเส็ง (ครั้งรัชกาลที่ ๑) และประเทศทั้งพม่าทั้งญวนได้ข่าวว่ามากเหมือนกัน น้ำครั้งนั้นจะไปข้างไหน ก็ลัดไปได้ ในกำแพงพระนครก็ต้องไปด้วยเรือ ที่เล่นผ้าป่ามีเรือผ้าป่าตามธรรมเนียมสนุกมาก ข้าวปีนั้นน้ำท่วมเสีย ๖ ส่วน ได้ ๔ ส่วน ราษฎรซื้อขายกัน ข้าวนาทุ่งเกวียนละ ๕ ตำลึงบ้าง เกวียนละ ๖ ตำลึงบ้าง เกวียนละ ๗ ตำลึงบ้าง...."

เห็นไหมครับ... ว่าน้ำท่วมครั้งนี้สูงกว่าครั้งรัชกาลที่ 1 เสียอีก คือ ราว ๆ 2 เมตรครึ่ง แต่ถ้าเรานำไปเทียบกับที่วัดพนัญเชิง อยุธยา ก็ต้องบอกว่าน้ำท่วมครั้งนี้สูงกว่าครั้งก่อนๆ อย่างแน่นอน เพราะถ้าหากทางวัดไม่สามารถกั้นน้ำไว้ได้ดั่งนี้แล้ว รับรองว่าจะสูงเกิน "ลานหน้าพระวิหาร" อย่างแน่นอน แต่แม้น้ำจะท่วมสูงมากในครั้งกระนั้น คนไทยก็ยังสามารถแสวงหาความสุขได้จากการทอดผ้าป่าทางเรือ ที่มีการละเล่นทางน้ำหลายประเภทสร้างความครื้นเครงคลายความเครียดลงไปได้ และน้ำในครั้งนั้นก็มีฤทธิ์มีเดชไม่แพ้น้ำปัจจุบันเลยทีเดียวเชียวครับ...เพราะ "จะไปข้างไหน ก็ลัดไปได้"

ส่วนน้ำท่วมเมื่อปี พ.ศ. 2485 ที่ถูกพูดถึงบ่อย ๆ ตอนนี้นั้นต้องนับว่า “ชิล” มาก เมื่อนำมาเทียบกับปัจจุบัน เหตุผลก็ครั้งน้ำท่วมครั้งก่อนๆ ในอดีต... คนไทยยังอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติเป็นอย่างมาก บ้านช่องห้องหับ เรือนแพ ก็สร้างเพื่อให้กลมกลืนไปกับสภาพธรรมชาติของน้ำที่ต้องแวะเวียนมาหาเป็นประจำ จะเสียหายก็แต่เรื่องข้าวในนาเป็นหลัก ซึ่งยุ้งฉางของหลวงก็สามารถบรรเทาทุกข์นี้ไปได้ แต่ทุกวันนี้เรามีชีวิตที่ห่างไกลธรรมชาติมากจริงๆ บ้านช่องก็ดี ถนนหนทางก็ดี ล้วนแล้วแต่ปิดกั้นขัดขวางทางเดินของน้ำทั้งนั้น กับทั้งอาชีพของผู้คนในปัจจุบัน ก็ผิดแผกแตกต่างไปจากเดิม ทำให้เกิดความเดือดร้อนสะท้อนไปทั่วทุกหย่อมหญ้า

ผมทายตามประวัติศาสตร์ต่อไปได้เลยว่า เมื่อน้ำลดแล้ว ผักหญ้าอาหาร ข้าวสารข้าวเปลือกจะขาดแคลนและแพงมาก หากภาครัฐไม่เข้าช่วยเหลือเหมือนอย่าง “หลวง” ในอดีตแล้ว ประเทศเราจะเกิดทุพภิกขภัยอย่างแน่นอน... ช่วยกันนะครับเราคนไทยขอให้ร่วมมือร่วมใจ ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อย่างน้อยแม้น้ำท่วมครั้งนี้จะเป็น “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” ก็ตาม แต่ความช่วยเหลือจากผู้ปกครองประเทศก็อยากให้ “ซ้ำรอย” เช่นเดียวกันกับในครั้งอดีตครับ.

 



 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 42805399
ขณะนี้มี 11 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!