Home arrow บทความทั่วไป arrow บทความทั่วไป กรกฎาคม 54
Home    Contacts



บทความทั่วไป กรกฎาคม 54 PDF พิมพ์

หน้า 23

วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ตลาดพลู เป็น อยู่ คือ

กรุงเทพธุรกิจ

นอกจากกุยช่ายขึ้นชื่อแล้ว ตลาดพลูยังเป็นชุมชนโบราณที่เต็มเปี่ยมไปด้วยวิถีชีวิต เรื่องราวการค้า และบารมีแห่งองค์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

"สถานีต่อไป สถานีปลายทางวงเวียนใหญ่ ขอบคุณค่ะ ...Next station Wongwian Yai, the terminal station. Thank You"


 ไม่ได้มาเยี่ยมเยือนฝั่งธนบุรีเสียเนิ่นนาน พอต้องเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนแบบนี้เลยรู้สึกเก้ๆ กังๆ ไม่รู้ว่าต้องลงฝั่งไหนจึงจะไปถึงจุดหมายได้อย่างถูกต้อง


 "ทางนี้ครับ ลงไปจะมีรถกะป๊อเล็กๆ อยู่ ดูที่ป้ายคลองสาน-ตลาดพลูนะครับ ขอให้โชคดีครับ"


 น้ำใจและคำอวยพรของเจ้าหน้าที่ BTS ทำให้เช้าตรู่วันเสาร์ที่ดูเหงาๆ สดชื่นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

1.


 ถนนเทอดไทตอน 8 โมงเช้าค่อนข้างเงียบ รถราวิ่งกันแทบจะนับคันได้ แต่เพื่อความปลอดภัยฉันต้องกดสัญญาณไฟข้ามถนน ปฏิบัติตนตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด ก่อนจะก้าวฉับๆ ไปฝั่งตรงข้ามอันเป็นจุดนัดหมายของกิจกรรม "ภัสสรสัญจร ครั้งที่ 15" ตอน "ตามรอยวีรชน ยลศิลป์ศาสนสถาน เลียบย่านตลาดพลู"


 เพราะประทับใจกับกิจกรรมเดินเท้าท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ของกลุ่มสยามทัศน์ที่มีข้อมูลด้านประวัติศาสตร์อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ทริปนี้เลยใช้เวลาตัดสินใจภายในไม่กี่วินาที


 แน่นอนว่าการเดินทางครั้งนี้มีกูรูด้านศิลปวัฒนธรรมอย่าง จุลภัสสร พนมวัน  อยุธยา เป็นผู้นำทางเหมือนเช่นเคย


 ตลาดพลู เป็นชุมชนที่มีความเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี โดยมีพื้นที่บริเวณสองฝั่งคลองบางหลวง หรือคลองบางกอกใหญ่ ตั้งแต่คุ้งน้ำหน้าวัดเวฬุราชินไปจนถึงปากคลองด่าน แต่ที่ได้ชื่อว่า ตลาดพลู ก็เพราะในอดีตนั้นที่นี่คือศูนย์กลางในการค้าขายหมากพลูที่สำคัญ


 "สมัยรัชกาลที่ 1 มีการทำศึกที่เมืองปัตตานี และต้อนเชลยมุสลิมปัตตานีเข้ามาอยู่บริเวณนี้ด้วย เพราะเดิมตรงนี้มีคนจีนที่เป็นฐานของพระเจ้าตากอาศัยอยู่ รัชกาลที่ 1 จึงโปรดฯ ให้คนมุสลิมมาอยู่ตรงนี้ เมื่อคนมุสลิมเข้ามาก็เอาวัฒนธรรมการกินหมากพลูมาสู่พื้นที่ มีการปลูกพลู พอคนต้องการเยอะขึ้นก็ปลูกกันทั่วไปสองฝั่งคลองบางหลวง" จุลภัสสร เริ่มต้นเล่า


 ใช่จะมีแต่พลูเท่านั้นที่เป็นสินค้าสำคัญ สมัยนั้นตลาดพลูถือเป็นชุมทางสินค้าเกษตรและอาหารทะเล เพราะเป็นจุดเชื่อมต่อคลองด่านไปถึงมหาชัย อาหารทะเลจะเข้าพระนครต้องผ่านที่นี่ สมัยรัชกาลที่ 4 มีการขุดคลองภาษีเจริญ คลองดำเนินสะดวก ยิ่งทำให้สินค้าจากทางทิศตะวันตกแถวนครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี กาญจนบุรี จำพวกผัก ผลไม้ ของป่า ไม้ไผ่ รวมถึงสินค้าสำคัญอย่างข้าวเปลือก เข้ามาซื้อขายกันอย่างคึกคัก


 "ตอนนั้นที่นี่มีโรงสีข้าว โรงต้มเกลือ โรงต้มน้ำปลา ในสมัยรัชกาลที่ 5 พระนครมีโรงสีทั้งหมดราวๆ 50 โรง อยู่ในตลาดพลู 5 โรง เรียกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของโรงสีอยู่ที่นี่ ที่ตลาดพลู"  


 จุลภัสสร ว่า ตลาดพลูมีช่วงรุ่งเรืองสูงสุดอยู่ราวสมัยรัชกาลที่ 4-6 และค่อยๆ ซบเซาลงเมื่อรัชกาลที่ 7 โปรดฯ ให้มีการสร้างสะพานพระพุทธยอดฟ้าเชื่อมฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรี นอกจากนี้ยังมีการตัดถนน 11 สาย ซึ่ง "เทอดไท" เป็นถนน 1 ใน 11 สายนั้น


 "การคมนาคมเปลี่ยนเป็นรถยนต์เข้ามา สะพานพุทธกลายเป็นถิ่นที่อาหารทะเลไปถึงง่ายๆ คือไปลงปากคลองตลาดโดยไม่ต้องเข้าตลาดพลู หลัง 2475 จากตลาดการค้าสำคัญ ตลาดพลูเลยค่อยๆ เป็นแค่ชุมชนหนึ่งในฝั่งธนฯ"


 ฉันกวาดตามองไปทาง "ตลาดวัดกลาง" อันเป็นอดีตอันคึกคักของย่านตลาดพลู พ่อค้าแม่ค้าบางตาพอๆ กับลูกค้าที่เดินแทบจะนับคนได้ หนาแน่นที่สุดเห็นจะเป็นร้านขายขนมผักกาดที่มีลูกค้ารออยู่จำนวนหนึ่ง มองหาอดีตสินค้าน่าทึ่งอย่าง "พลู" ไม่มีให้เห็นเลยสักใบ
 
2.


 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชตั้งกรุงธนบุรีเป็นเมืองหลวง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากพระองค์ท่านจะอยู่ในใจของคนฝั่งธนฯ เสมอ และสถานที่ทุกๆ แห่งที่มีเหตุเกี่ยวเนื่องกับพระองค์มักจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี


 วัดอินทารามวรวิหาร เป็นวัดโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมเรียกว่า วัดบางยี่เรือนอก อยู่ใกล้ๆ กับตลาดวัดกลาง (วัดจันทาราม) เมื่อครั้งที่พระเจ้ากรุงธนบุรีมาตั้งเมืองหลวง ทรงพอพระราชหฤทัยวัดนี้มาก เพราะตั้งอยู่ในบริเวณที่ค่อนข้างสงบ ร่มรื่น มีต้นไม้มาก และไม่ไกลจากพระราชวังนัก จึงทรงบูรณปฏิสังขรณ์อย่างเต็มที่ และทรงสถาปนาเป็นพระอารามหลวงใช้เป็นที่บำเพ็ญพระราชกุศลและทรงนั่งวิปัสสนา


 เกริกเกียรติ ไพบูลย์ศิลป์ อีกหนึ่งวิทยากรผู้เติบโตมากับตลาดพลูริมคลองบางหลวง บอกว่า ที่นี่มีรูปหล่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชท่านั่งวิปัสสนา แต่เป็นพระเจ้าตากสินในภาคที่ไม่มีพระมัสสุ (หนวด) สันนิษฐานกันว่า น่าจะเป็นรูปหล่อรูปแรกที่สร้างขึ้นราวปี 2475 และนั่นเป็นภาพสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในความรู้จักของประชาชน


 "อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินที่วงเวียนใหญ่ เป็นฝีมือการสร้างของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ถามว่ามีใครเคยเห็นพระเจ้าตากมั้ย ไม่มี รู้แต่ว่า เป็นคนเชื้อสายจีน เป็นนักรบ คนที่เป็นนักรบน่าจะดุ น่าจะมีหนวด เพราะอาจารย์ศิลป์ คิดว่าน่าจะดุ รูปปั้นจึงมีหนวด และมีคนวิจารณ์ว่า หางม้าชี้ขึ้นขนานไปกับพื้นดินเป็นท่าทางของม้าขี้ อาจารย์ศิลป์ บอก ไม่ใช่ เป็นม้าตื่นตัว หูตั้ง หางชี้ ส่วนม้าตรงลานพระบรมรูปทรงม้านั้น เป็นตอนเดินตรวจสวนสนาม ม้าเดินชิลๆ หางเลยไม่ชี้"


 ว่ากันถึงเรื่องอนุสาวรีย์วงเวียนใหญ่แล้ว เกริกเกียรติ บอก กว่าจะสรุปรูปแบบกันได้ต้องมีการ "โหวต" ให้คะแนนไม่ต่างจากการแข่งขันร้องเพลงสมัยนี้เลย


 "จริงๆ อาจารย์ศิลป์ทำโมเดลพระบรมรูปมา 9 แบบ ในวันงานรัฐธรรมนูญ อาจารย์ศิลป์เอาโมเดลทั้งหมดไปตั้งในงาน ให้คนเอาเหรียญหรือแบงก์วางไว้ เป็นการให้คะแนนแบบที่ชื่นชอบ จากนั้นนับคะแนนจากจำนวนเหรียญและแบงก์ ไม่ได้นับเป็นจำนวนเงินรวม แบบที่เราเห็นปัจจุบันได้รับการโหวตมากที่สุด ได้สูงสุด 3,932 คะแนน มูลค่าเท่าไรไม่รู้ ปี 2492 จอมพล ป. พิบูลสงคราม อนุมัติเงิน 2 แสน รวมกับเงินชาวบ้านสร้างอนุสาวรีย์ที่วงเวียนใหญ่ขึ้นมา"


 วกกลับมาที่วัดบางยี่เรือนอกกันต่อ ที่นี่มีพระอุโบสถหลังใหม่ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยพระยาศรีสหเทพ (ทองเพ็ง) ภายในประดิษฐานพระพุทธชินวร ส่วนอุโบสถหลังเดิมอยู่ใกล้แม่น้ำศิลปะแบบอยุธยาตอนปลาย ด้านหน้าเป็นที่ตั้งเจดีย์ที่เชื่อกันว่า เป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและสมเด็จพระอัครมเหสี ด้านข้างเป็นที่ตั้งของวิหาร ภายในนั้นเองที่ประดิษฐานพระบรมรูปในท่านั่งวิปัสสนาไม่มีพระมัสสุ รวมถึงมีพระแท่นบรรทมของพระองค์ด้วย


 จุลภัสสร เสริมว่า พระอุโบสถสมัยโบราณมีหน้าต่างน้อยมาก จะมีอยู่เพียง 2 จุดเพื่อควบคุมแสง คือ บริเวณผนังใต้หลังคาด้านหน้าและด้านหลัง เพื่อให้แสงส่องสว่างมาลงด้านหลังพระประธาน ส่วนช่องหน้าต่างด้านหน้าจะส่องลงมาที่ฐานพระซึ่งประดับกระจกไว้ เมื่อแสงส่องมากระทบกระจกจะสะท้อนความสว่าง รวมถึงเมื่อมีการจุดเทียนภายในจะมองเห็นแสงสว่างแพรวพราว ส่วนการสร้างพระอุโบสถแบบมีหน้าต่างรอบๆ นั้น เพิ่งมาสร้างสมัยพระนารายณ์มหาราชตามอย่างตะวันตกนั่นเอง


 เราเดินเลียบตลาดวัดกลางไปเรื่อยๆ ผ่าน ร้านอินทรโอสถ ซึ่งเป็นร้านขายยาสมุนไพรตำรับโบราณ ถัดจากนั้นคือ วัดกลางตลาดพลู หรือ วัดจันทารามวรวิหาร ที่ไม่ปรากฏหลักฐานผู้สร้าง ทราบแต่เพียงสมัยรัชกาลที่ 3 พระยาสุรเสนา (ขุนเณร) เป็นผู้บูรณะขึ้นมาใหม่


 ฉันเดินตามวิทยากรเข้าไปด้านในและต้องแปลกใจกับพระพุทธรูปยืนที่ติดอยู่ตรงผนังหลังประตูทางเข้า เกริกเกียรติ บอกว่า พระองค์นี้เป็นพระไม้ซุงทรงเครื่องปางห้ามสมุทร เป็นโบราณวัตถุนูนสูงผสมนูนต่ำ เพราะองค์พระทั้งองค์สลักแบบนูนต่ำ มีเพียงพระหัตถ์เท่านั้นที่ยื่นออกมาเป็นภาพนูนสูง ศิลปะแบบนี้พบเพียงองค์เดียวในประเทศไทย และกรมศิลปากรก็ขึ้นทะเบียนไว้เป็นโบราณวัตถุเรียบร้อยแล้ว


 ไม่ไกลกันเท่าไรนักเป็นที่ตั้งของ วัดราชคฤห์วรวิหาร หรือ วัดบางยี่เรือใน แต่ส่วนใหญ่จะเรียกวัดมอญ เพราะสร้างขึ้นโดยนายกองมอญที่อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย เลยเรียกวัดมอญกันติดปากมา


 เช่นเดียวกัน วัดนี้มีพระปางแปลกตาที่น่าสนใจ นั่นคือ พระพุทธรูปนอนหงาย หรือหลวงพ่อสุขสบาย ประดิษฐานอยู่ในวิหาร สันนิษฐานกันว่า เป็นการจำลองมาจากเหตุการณ์ในพุทธประวัติตอน มหากัสสัปปะมาถวายพระเพลิงพุทธสรีระ ส่วนด้านหลังของวัด ฝั่งที่ติดกับถนนเทอดไทมี "เขามอ" หรือเขาหิน ด้านบนยอดเขามีมณฑปพระพุทธบาทจำลองที่เปิดให้เข้าเพียงวันเดียวในรอบปี คือ วันมาฆบูชา เท่านั้น
 
3.


 เดินเลาะริมน้ำผ่าน สะพานสมบุญ ที่สร้างตั้งแต่ปี 2475 แล้วเราก็แวะเข้าไปดู บ้านโบราณ ลักษณะเป็นบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ที่ค่อนข้างทรุดโทรม บ้านหลังนี้เป็นบ้านคหบดีเก่าที่ทำกิจการสวนพลู วันนี้มีทายาทรุ่นที่ 3 ดูแล นั่นคือ วรเกียรติ รักกุศล

 "สมัยรัชกาลที่ 6-7 บ้านไม้ผสมตึกได้รับความนิยม ที่นี่เป็นบ้านไม้ 2 ชั้น ประดับไม้ฉลุลาย ที่เราปล่อยไว้ไม่ได้ซ่อมแซมเพราะเมื่อ 40 ปีก่อน ค่าซ่อมอยู่ราวๆ 5 แสน สมัยนั้น 5 แสนนี่คือรางวัลที่ 1 เลยนะ เราเลยไม่ได้ทำอะไร"


 ตรงข้ามบ้านโบราณมีตรอกเล็กๆ ที่เชื่อมไปถึงบ้านริมน้ำหลังใหญ่ ที่นี่คือ โรงต้มปลาทูจุ๊งฮวด อาม่าที่เป็นทายาทรุ่นที่ 2 ของโรงต้มปลาทู เล่าว่า สมัยก่อนมีโรงต้มปลาทูมากเป็นสิบโรง เดี๋ยวนี้เหลือเพียง 4 โรงเท่านั้น ปลาทูตลาดพลูส่งขายไปทั่วประเทศไทย โดยเพาะทางเหนือส่งไปถึงเชียงรายเลยทีเดียว


 ฟังอาม่าเล่าขั้นตอนการต้มปลาทูแล้วจู่ๆ ก็นึกถึงข้อความของน้องชายคนหนึ่ง ที่ order เมนูเด็ดตลาดพลูผ่านทางโซเชียล เน็ตเวิร์ค มาเมื่อคืน


 "อย่าลืมซื้อกุยช่ายมาฝากนะ"


 นั่นสิ สงสัยมาตั้งนานว่า กุยช่ายทำไมต้องตลาดพลู แล้วที่ติดป้าย "กุยช่ายตลาดพลู" ขายกันเกลื่อนเมืองนั้นใช่ของแท้หรือเปล่า


 เราเดินข้ามสี่แยกตลาดพลู ผ่านสะพานข้ามถนนที่เดิมนั้นเป็นศูนย์กลางการค้าตลาดพลูที่มีทั้งโรงฝิ่น โรงน้ำชา และมีโรงหนังอยู่ 2 แห่ง คือ โรงหนังศรีนครธน และโรงหนังศรีตลาดพลู แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีให้เห็นแล้ว ผ่านแยกเห็นรถเข็นขายกุยช่ายตั้งเรียงกันอยู่ 2-3 ราย ถามป้าคนขาย บอก ทุกร้านใช่หมด ฉันเลยลองซื้อชิมดูก่อน สรุปว่า หลังอาหารเที่ยงต้องมาหาซื้อเพิ่มอีกหลายถุง เพราะนุ่ม อร่อย ไม่เหมือนที่ไหนๆ จริงๆ


 ตกบ่ายวิทยากรพาเราเดินเลียบรางรถไฟจาก สถานีตลาดพลู ผ่านโรงเรียนสอนภาษาจีนกงลี้จงซันเรื่อยไปจนถึงตรอกโรงเจ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ โรงเจเสี่ยง เข่ง ตึ้ง (ธนบุรี) ศาสนสถานอันเก่าแก่อายุเกือบ 100 ปี ช่วงเทศกาลกินเจจะมีคนมาถือศีลเนืองแน่นไปหมด


 เราเข้าไปสักการะพระพุทธรูป เทวรูป และรูปเคารพศักดิ์สิทธิ์ ก่อนจะปิดท้ายโปรแกรมวันนี้ที่ วัดโพธินิมิตสถิตมหาสีมาราม เพื่อชมภาพจิตรกรรมฝาผนังอันงดงาม เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระศรีมหาโพธิ์จากลังกาสู่สยามประเทศ เขียนโดยพระอาจารย์แดง พระภิกษุจิตกรเรืองนามในสมัยรัชกาลที่ 5 นับเป็นจิตรกรรมฝาผนังที่สมบูรณ์มากอีกแห่งหนึ่งในฝั่งธนบุรี


 และแล้วหนึ่งวันกับการเดินทางสำรวจ "ปัจจุบันของบ้านเมืองในอดีต" ก็จบลง ขณะนั่งรถกะป๊อกลับไปที่สถานีรถไฟฟ้า BTS วงเวียนใหญ่ ฉันนึกถึงคำอวยพรของเจ้าหน้าที่เมื่อเช้า


 "ขอให้โชคดี" ง่ายๆ สั้นๆ แต่นี่คือ "พรสำคัญ" ที่ฉันปรารถนาให้เป็นอย่างนั้น ทุกๆ ครั้งที่ได้เดินทาง
 
......................


การเดินทาง
 

ตลาดพลู อยู่ฝั่งธนฯ บนถนนเทอดไท สามารถไปได้หลายวิธี คือจะนั่งรถโดยสารประจำทางของ ขสมก. ก็มีหลายสายที่ผ่านละแวกนี้ คือ ปอ.4, สาย 9, 175, 114, 43 สอบถามเพิ่มเติม โทร. 184


 ถ้าอยากขึ้นรถไฟ เริ่มต้นที่วงเวียนใหญ่นั่งไปลงที่สถานีตลาดพลูก็คลาสสิคดี แค่ 2 นาทีก็ถึง ค่าโดยสารสถานีเดียวสนนราคา 3 บาทเท่านั้น ให้บริการตั้งแต่ตี 5 ครึ่งเลยทีเดียวสอบถามตารางการเดินรถไฟที่ โทร. 0 2465 2017


 สำหรับคนที่ใช้บริการรถไฟฟ้า BTS ประจำ จะรู้ว่าการเดินทางแบบนี้ง่ายแสนง่าย ยิ่งเดี๋ยวนี้รถไฟฟ้าเปิดให้บริการข้ามเจ้าพระยาแล้วยิ่งสะดวก แนะนำให้ลงที่สถานีวงเวียนใหญ่ แล้วต่อรถโดยสารขนาดเล็กจิ๋วที่เรียกว่า "รถกะป๊อ" สายคลองสาน-ตลาดพลู อาจจะอ้อมไปคลองสาน วงเวียนใหญ่ แต่ไม่เกิน 20 นาทีก็ถึง (ถ้ารถไม่ติด) ค่าบริการ 6 บาทตลอดสาย



 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 44381910

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!