Home arrow บุุคคลที่มีชื่อเสียง arrow รำลึก100ปีม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกฯ "เสาหลักประชาธิปไตย"
Home    Contacts



รำลึก100ปีม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกฯ "เสาหลักประชาธิปไตย" PDF พิมพ์

Pic_164874


การเมืองยุคปัจจุุบันที่ปรากฏความขัดแย้งแตกแยก เรื่องแนวความคิดที่นำไปสู่การแบ่งแยกประชาชนออกเป็นสีต่างๆ อย่างชัดเจนในสมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ อาจยังไม่มี แนวคิดต้องการให้มีนายกฯคนกลาง เข้ามาบริหารประเทศเพื่อลดความขัดแย้งสร้างความสมานฉันท์ขึ้นในประเทศ ที่มีกลุ่มการเมืองบางกลุ่มพยายามชูขึ้นมา ก็อาจยังไม่ได้รับการตอบรับมากนัก...


เนื่องในวาระโอกาสครบรอบ 100ปี ชาตกาล วันที่ 20 เม.ย. 2554 พลตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี คนที่ 13 เจ้าของ "นโยบายเงินผัน" เป้าหมาย เพื่อปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ และ สร้างงานในชนบท อันเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในสมัยนั้น ต้นตำรับโครงการประชานิยมตัวจริง เสียงจริง คนแรกของเมืองไทย โด่งดังมากในยุค ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 ทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้งพรรคกิจสังคมและเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มีเสียง ส.ส. ในมือขณะนั้น เพียง 18 เสียงเท่านั้น


ผลงานอีกชิ้นซึ่งสร้างชื่อเป็นอย่างมาก ก็คือ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนแรกที่นับว่ามีวิสัยทัศน์กว้างไกลกล้าไปเปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการการ กับ ประธานเหมา เจ๋อ ตุง ผู้นำสูงสุดประเทศจีนในขณะนั้น ซึ่งนับเป็นส่วนหนึ่งในการนำมาซึ่งสัมพันธ์ทางการทูตที่ดีกับประเทศพี่เบิ้มยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียและของโลกในปัจจุบัน

ระหว่างการเล่นการเมือง มีบุคลิกที่โดดเด่นเป็นตัวของตัวเองที่ทุกคนรู้จักดี คือ วาทศิลป์ และบทบาทเป็นที่ชวนให้จดจำ เช่น การผวนพูดเล่นชื่อของตัวเอง เมื่อมีผู้ถามว่า หมายถึงอะไร โดยตอบว่า "คึกฤทธิ์ ก็คือ คิดลึก"

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้รับฉายาจากนักการเมือง และสื่อมวลชนมากมายทั้ง "เฒ่าสารพัดพิษ" "ซือแป๋ซอยสวนพลู" ภายหลังเมื่อมีอาวุโสสูงวัย จนสามารถแสดงความเห็นทางการเมือง ได้อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใดๆ จึงได้รับฉายาว่า "เสาหลักประชาธิปไตย"


หากกล่าวถึงการเมืองไทยในยุคปัจจุบันที่มีความขัดแย้งอย่างรุนแรง ระหว่าง 2 ขั้วอำนาจ ในด้านแนวความคิด รวมไปถึงเรื่องสีเสื้อ ทั้งเหลือง แดง น้ำเงิน เขียว ยอมรับในสมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ อาจยังไม่มี แต่คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การเมืองตอนนี้ มีข้อเสนอให้พรรคการเมืองใหญ่ทั้ง 2 พรรค คือ  ประชาธิปัตย์ และเพื่อไทย ที่มีสิทธิ์เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หลังการเลือกตั้งใหญ่ที่กำลังจะมีขึ้น หากพรรคใดพรรคหนึ่งเป็นผู้ชนะ จะต้องเสียสละหลีกทางให้กับพรรคที่มีเสียงในสภาน้อยกว่า หรือพรรคขนาดกลางมา เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและมีนายกรัฐมนตรีคนกลางที่มาจากพรรคการ เมืองที่มีเสียง ส.ส. น้อยกว่า เพื่อลดความขัดแย้งที่รุนแรงของประเทศ


บางส่วนอาจดูละม้ายคล้ายคลึงกับกรณีในสมัยปี 2518  ที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคกิจสังคม  ขณะนั้นมีเสียงส.ส.ในมือเพียงแค่ 18 เสียง แต่ได้เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่การที่จะหวังให้ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีคนกลาง ที่ไม่ได้มาจากพรรคการเมืองใหญ่ที่มีเสียงในรัฐสภาเป็นอันดับ 1-2 เพื่อเป้าหมายลดความขัดแย้ง ต้องการให้ประเทศมีความปรองดองสมานฉันท์ อย่างที่มีกลุ่มการเมืองพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กพยายามชูประเด็น และเดินสายปลุกให้แนวทางนี้ชัดเจนยิ่งขึ้น


สภาพความจริงจะมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด กับสถานการณ์การเมืองในยุคปัจจุบัน ที่มีแต่ปัญหาความขัดแย้ง แตกแยกทางความคิด และทางการเมืองอย่างหนัก ก็คงต้องติดตามลุ้นกันดูว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ แม้ยอมรับว่าความหวังที่จะดำเนินการตามแนวความคิดนี้มีโอกาสเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย หรืออาจเป็นไปไม่ได้เลยก็ตาม


หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช เกิดวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2454 ในเรือกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ณ ตำบลบ้านม้า อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เป็นโอรสคนสุดท้อง ในบรรดาโอรส-ธิดา ทั้ง 6 คน ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าคำรบ กับหม่อมแดง (บุนนาค) (ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นคนที่ 4) โดยชื่อ "คึกฤทธิ์" นั้น มาจากการที่ชอบร้องไห้เสียงดังในวัยทารก จึงได้รับพระราชทานนามนี้จาก สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ


ชีวิตส่วนตัวสมรสกับ หม่อมราชวงศ์หญิงพักตร์พริ้ง ทองใหญ่ เมื่อ พ.ศ. 2479 มีบุตรธิดา 2 คน คือ หม่อมหลวงรองฤทธิ์ ปราโมช และ หม่อมหลวงหญิง วิสุมิตรา ปราโมช ต่อมาได้แยกกันอยู่กับหม่อมราชวงศ์พักตร์พริ้ง


ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช พักอยู่ที่บ้านในซอยพระพินิจ ซึ่งเป็นซอยย่อยอยู่ในซอยสวนพลู ถนนสาทรใต้ เขตสาทร บ้านหลังนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า "บ้านซอยสวนพลู"


ในด้านวรรณศิลป์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ มีผลงานหนังสือที่มีชื่อเสียงระดับประเทศมากมาย ที่ได้รับการตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก เช่น สี่แผ่นดิน, ไผ่แดง, กาเหว่าที่บางเพลง, หลายชีวิต, ซูสีไทเฮา, สามก๊กฉบับนายทุน และเรื่องสั้น "มอม" ซึ่งได้ใช้เป็นบทความประกอบแบบเรียนภาษาไทยในปัจจุบัน บางชิ้นมีผู้นำไปทำเป็นละครโทรทัศน์ เช่น สี่แผ่นดิน, หลายชีวิต และ ทำเป็นภาพยนตร์ เช่น กาเหว่าที่บางเพลง


หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2538 สิริรวมอายุ 84 ปี 5 เดือน 20 วัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 กระทรวงวัฒนธรรมได้เสนอชื่อให้ท่านเป็น บุคคลสำคัญของโลก กับทาง ยูเนสโก


การทำงาน


รับราชการที่กรมสรรพากร
เลขานุการที่ปรึกษากระทรวงการคลัง
ผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด สาขาลำปาง (พ.ศ.2478-2486)
รับราชการทหาร (เมื่อเกิดสงครามอินโดจีนและสงครามมหาเอเชียบูรพา ได้รับยศ สิบตรี)
หัวหน้าฝ่ายสำนักผู้ว่าการและหัวหน้าฝ่ายออกบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย
ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การจำกัด
เขียนบทความลงในคอลัมน์ "ซอยสวนพลู"
อาจารย์พิเศษของคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ประจำ พ.ศ. 2528
พ.ศ. 2531 ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนยศจากสิบตรี เป็นพลตรี (ทหารราชองครักษ์พิเศษ)

บทบาททางการเมือง


พ.ศ. 2488-2489 เป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองพรรคแรกในเมืองไทย ชื่อ "พรรคก้าวหน้า"
ได้ร่วมในคณะผู้ก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์คนแรก
ได้ริเริ่มจัดตั้งพรรคกิจสังคม
พ.ศ. 2518 ได้จัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้น และได้เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
พ.ศ. 2519 ได้ตัดสินใจยุบสภาผู้แทนราษฎร บริหารประเทศประมาณ 9 เดือนเศษ

ผลงานประพันธ์


อีกบทบาทสำคัญของม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นั้นก็คือ เป็นผู้มีความสามารถในทางวรรณกรรมอย่างที่หาตัวจับได้อย่าง ต้องยอมรับว่าผลงานของท่านเป็นแม่แบบและเแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆ คน โดย เฉพาะการสร้างแม่พลอย ในอมตะนิยายผลงานชิ้นยอด "สี่แผ่นดิน"  นอกจากนี้ท่านยังมีผลงานอีกมากมายทั้งนิยาย เรื่องแปล เรื่องสั้น บทความ บทวิจารณ์ เช่น สี่แผ่นดิน,ไผ่แดง, กาเหว่าที่บางเพลง, ซูสีไทเฮา,สามก๊กฉบับนายทุน, ราโชมอน, มอม, เพื่อนนอน, หลายชีวิต, ฉากญี่ปุ่น, ยิว, เจ้าโลก, ฝรั่งศักดินา, สัพเพเหระคดี, โครงกระดูกในตู้, พม่าเสียเมือง, ถกเขมร ฯลฯ และความสามารถที่ต้องยอมรับเช่นนี้ ท่านจึงเป็นผู้ที่สมควรได้รับการยกย่องเป็น "ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์" คนแรกของประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ.2528


ในบั้นปลายชีวิต ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็ได้ลาออกจากตำแหน่ง หัวหน้าพรรคกิจสังคม ในปี พ.ศ. 2528 พร้อมทั้งปิดฉากของการนักการเมืองลง แต่ก็ยังมีการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอยู่เรื่อยมาทั้งจากการให้สัมภาษณ์

และเขียนบทความ ลงในคอลัมน์ "ซอยสวนพลู" นับว่าท่านเป็นผู้มีบุคลิกอันโดดเด่นด้วยการใช้วาทศิลป์อันยอมเยี่ยม ที่มีความร้อนแรง และแฝงด้วยอารมณ์ขันที่มีรสนิยม

หลายครั้งที่คำให้สัมภาษณ์และบทความในคอลัมน์ของท่านได้เป็นประเด็นร้อนในสังคม ยืนยันได้จาก การมีหนังสือและบทความมากมายที่รวบรวมเอาเกร็ดคำพูดและการแสดงออกของท่าน ถ่ายทอดออกมา.


ไทยรัฐ  19 เมษายน 54

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 42509682
ขณะนี้มี 4 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!