Home arrow บทความฟิสิกส์ arrow สงครามด้วยกากนิวเคลียร์
Home    Contacts



สงครามด้วยกากนิวเคลียร์ PDF พิมพ์

ดร. พีรศักดิ์ วรสุนทโรสถ
ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย


     คุณตั้มหลังจากขับรถให้ศาสตราจารย์พีีมือหนึ่งทางนิวเคลียร์ฟิสิกส์ของประเทศมาหลายปีจนหง่อมลงไปพร้อม ๆ กับนาย ได้ปรารภขึ้นกับศาสตราจารย์ว่า ศาสตราจารย์ครับในโลกนี้มันไม่ค่อยมีความยุติธรรมเลย ดูผมกับศาสตราจารย์เป็นต้น อายุก็ใกล้ ๆ กัน หน้าตาก็คล้าย ๆ กัน ถ้าผมโกนหนวดก็จะยิ่งเหมือนศาสตราจารย์ ผมขับรถพาศาสตราจารย์ไปบรรยายนับร้อย ๆ แห่ง แต่ผมยังเป็นคนขับรถต๊อกต๋อยอยู่ ศาสตราจารย์ก็ไปพูดทุก ๆ แห่งเหมือน ๆ กันจนผมจำได้ขึ้นใจพูดอย่างศาสตราจารย์ได้ไม่ผิดเพื้ยนเพราะนั่งฟังบรรยายอยู่หลังห้องนับร้อยครั้งแล้ว แต่ผมได้เงินน้อยกว่าท่านเป็นสิบเท่ามันไม่ยุติธรรมเลย ศาสตราจารย์นั่งฟังโดยสงบเมื่อคิดตรึกตรองดูจึงบอกว่า เออจริง เอาอย่างนี้แล้วกันเดี๋ยวที่ต้องไปบรรยายให้มหาวิทยาลัยชั้นนำในบ่ายนี้นายกับฉันลองสับหน้าที่กัน ให้นายลงไปพูดให้อาจารย์ทั้งหลายฟัง แล้วฉันจะนั่งอยู่หลังห้องในฐานะคนขับรถของนายแทนดีไหม คนขับรถดีใจตกลงตามนั้น เมื่อคนขับรถเริ่มบรรยายแทนศาสตราจารย์ในบ่ายวันนั้น คำพูดได้พรั่งพรูออกมามีแอ็กชั่นการเคลื่อนไหวไม่ผิดเพี้ยนกับตัวศาสตราจารย์เลย เพราะจำได้ขึ้นใจหลังจากที่ได้ดูเจ้านายบรรยายนับร้อย ๆ ครั้ง

    เมื่อจบการบรรยายผู้ฟังทั้งห้องโถงใหญ่ก็ตบมือให้เกียรติกึกก้องมิผิดเพี้ยนจากที่อื่น ๆ ที่ศาสตราจารย์ตัวจริงบรรยายแม้แต่น้อย พอมาถึงช่วงตอบคำถามจากผู้ฟัง นักศึกษาปริญญาเอกคนหนึ่งได้ลุกขึ้นถามถึงเรื่องการปฏิสัมพันธ์ของควากกับทฤษฎีใหม่ทางนิวเคลียร์ฟิสิกส์ คุณตั้มตอบได้อย่างฉาดฉานเพราะเคยฟังคำถามแบบนี้ในที่อื่น ๆ มาแล้วหลายครั้ง เมื่อตอบคำถามไปอย่างคล่องแคล่วเกือบทุกคำถาม มาถึงคำถามอีกอันที่นักฟิสิกส์หนุ่มของสถาบันได้ถามถึงเรื่องของผลของฮิโดรอิกทางการสปินสวนทางต่ออนุภาคอะคลิออนบางตัว นายตั้มเหงื่อแตกเพราะไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่ก็ไหวพริบดีบอกว่าเป็นคำถามที่ดีมาก แต่คำถามนี้ง่ายมากไม่น่านำมาถามในที่ประชุมผู้เชี่ยวชาญอย่างนี้ ซึ่งผมจะพิสูจน์ให้ดูว่าแม้แต่คนขับรถของผมที่นั่งอยู่ที่หลังห้องก็สามารถตอบคำถามนี้ได้ นายตั้มจึงชี้เรียกให้นายตั้มตัวปลอมว่าไหนตั้มลองตอบคำถามง่าย ๆ อันนี้แทนผมหน่อยซิ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่" ครับ

   การแผ่รังสีนิวเคลียร์จะแยกออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 3 กลุ่มคือ รังสีแอลฟา รังสีเบตา และรังสีแกมมา รังสีแอลฟาเป็นนิวเคลียส์ของฮีเลียมคือ มีโปรตอน 2 ตัว และนิวตรอน 2 ตัว มีอำนาจทะลุทะลวงต่ำสุด แม้แต่กระดาษก็สามารถกันรังสีดังกล่าวได้ ส่วนรังสีเบตาคืออนุภาคอิเล็กตรอนที่มีอำนาจทะลุทะลวงสูงกว่ารังสีแอลฟา ซึ่งสามารถให้แผ่นตะกั่วกั้นอนุภาครังสีนี้ได้ ส่วนรังสีแกมมาเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีคลื่นสั้นมากมีอำนาจทะลุทะลวงสูงแม้แต่แผ่นตะกั่วขนาดหนาหลายนิ้วก็ยังไม่สามารถสะกัดกั้นรังสีดังกล่าว 100% ได้ นอกจากรังสีนิวเคลียร์หลักดังกล่าวจะมีรังสีรองอื่น ๆ อีกเช่นรังสีเอ็กซ์ รังสีนิวตรอน เป็นต้น

    ในการทำระเบิดปรมาณูนั้น ถ้าจะให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่อย่างต่อเนื่องจำเป็นต้องมีมวลสารที่มากพอถึงระดับหนึ่งซึ่งเรียกว่า Critical Mass จึงจะทำให้เกิดปฏิกิริยาอย่างต่อเนื่องได้สมบูรณ์ หรือใช้พลังงานจำนวนมากทำให้สามารถเกิดปฏิกิริยาน้อย ๆ ขึ้นได้ถ้ามวลสารมีปริมาณไม่ถึง

    ในระยะเวลา 20-30 ปีที่ผ่านมาพัฒนาการทางทหารโดยเฉพาะอาวุธสงครามเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก และอาวุธหลักในสนามรบที่ใช้เป็นกำลังสำคัญในการยึดพื้นที่ภาคพื้นดินนั้นรถถังมีบทบาทอย่างมาก รถถังสมัยใหม่นอกจากติดจรวดนำวิถีได้แล้วอาวุธหลักได้แก่ปืนประจำรถถัง ซึ่งในภาษาอังกฤษแยกปืนใหญ่ออกเป็นประเภทหลักที่กระสุนวิถีตรงและกระสุนวิถีโค้ง ซึ่งจำแนกออกตามความเร็วขั้นต้นของกระสุนปืน กระสุนปืนรถถังสมัยใหม่มักจะมีความเร็วขั้นต้นมากกว่า 2 เท่าของความเร็วเสียงและถ้ายิงเป้าหมายอยู่ห่างออกไปไม่เกิน 2 กิโลเมตรเกือบจะเรียกได้ว่าเปิดท้ายลำกล้องเล็งด้วยตาเปล่าใส่ลูกและยิงได้เลยเพราะระยะที่กระสุนโค้งลงด้วยแรงดึงดูดของโลกจะน้อยมาก

    หัวกระสุนปืนรถถังที่มีความเร็วสูงมาก ๆ นั้นจำเป็นจะต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงใช้พลังงานมากของดินขับเพื่อที่จะให้หัวรบที่มีน้ำหนักบรรทุกดินระเบิดมากพอที่จะเจาะเกราะเข้าไประเบิดภายในเป้าหมายได้ หัวรบเดิมนั้นจะมีดินโพรงเจาะเกราะปกติอยู่ แต่ต่อ ๆ มาพวกลูกคุณช่างคิดฝรั่งคำนวณพลังงานจลน์ที่ลูกกระสุนตกกระทบเป้าแล้วคิดว่าถ้าให้ความเร็วกระสุนปืนสูงขึ้นมากขึ้นอีกนิด และใช้กากนิวเคลียร์มาทำเป็นหัวรบ เมื่อตกกระทบเป้าด้วยความเร็วสูง พลังงานจลน์ที่เปลี่ยนสภาพไปทันทีสามารถทำให้กากนิวเคลียร์สามารถลุกไหม้มีปฏิกิริยาต่อเนื่องออกไปได้อีกกลายเป็นหัวกระสุนเจาะเกราะอย่างวิเศษ แม้ปริมาณกากนิวเคลียร์ที่ใช้ในหัวกระสุนปืนใหญ่รถถังที่ใส่ไว้จะมีปริมาณไม่มาก คือราวเศษ 1 ส่วน 3 กิโลกรัมต่อหัวรบ ก็จะให้อำนาจทะลุทะลวงเจาะเกราะได้มหาศาลและเกิดการระเบิดลุกไหม้ทำลายเป้าหมายได้อย่างเบ็ดเสร็จ

    หัวกระสุนที่ใช้ยูเรเนียมนี้ถูกพัฒนาขึ้นใช้กับปืนหลายชนิด ชนิดที่ดังที่สุดใช้กับปืนรถถังและปืนใหญ่สนามในระยะเวลา 10 ปีที่แล้ว สหรัฐและนาโตใช้ลูกกระสุนชนิดนี้ไม่ต่ำกว่า 9 แสนนัด รวมน้ำหนักกากยูเรเนียมที่ใช้ทำมากกว่า 300 ตัน ส่วนใหญ่ที่ใช้จะอยู่ที่สงครามอ่าวเปอร์เซียกับอิรัก (1991) ราว 290 ตัน สงครามบอสเนีย (1995) ไม่ต่ำกว่า 3 ตัน และสงครามในโคโซโว (1999) สด ๆ ร้อน ๆ ไม่ต่ำกว่า 9 ตัน

   รังสีนิวเคลียร์ที่เหลืออยู่ในการยิงเป้าหมายต่าง ๆ ดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นรังสีแอลฟาที่แตกตัวออกมาจากยูเรเนียม ซึ่งแม้มีอำนาจทะลุทะลวงต่ำแต่มีงานวิจัยจำนวนมากขึ้นทุกทีที่เริ่มจะให้เกิดความแน่ใจได้ว่าถ้ารับรังสีแอลฟาแม้แต่นิดเดียวไม่ว่าจะทางลม ทางหายใจ หรือการสัมผัสปนเปื้อน จะมีแนวโน้มให้เกิดมะเร็งขึ้นได้ทั้งผู้ยิงและผู้ถูกยิงเอง ถ้าไม่ได้ทำการป้องกันรังสีไว้มาแต่เริ่มต้น

    ทั้งสหรัฐและเยอรมันออกมาปฏิเสธข่าวอย่างวุ่นวายในเบื้องต้นว่าไม่มีพิษมีภัยแก่ทหารราบในสนามรบ ทั้งที่ยิงและเข้าเคลียร์พื้นที่หลังยึดพื้นที่ได้ แต่ข้อมูลต่าง ๆ ก็เริ่มโผล่ขึ้นมาเพราะการเกิดมะเร็งและเนื้องอกต่าง ๆ ในอัตราส่วนที่สูงขึ้นในทหารส่วนที่ส่งไปรบและมีโอกาสสัมผัสกับรังสีดังกล่าว รังสีแอลฟาให้ผลดังกล่าวแก่ผู้คนหลังจากที่กลับจากสงครามมาแล้ว 2 ปี ดังนั้นทางการทั้งสหรัฐและเยอรมันจึงพอใจที่จะบอกว่า โรคภัยไข้เจ็บที่เกิดแก่ทหารในสงครามเหล่านั้นมิได้เกิดขึ้นจากผลของกระสุนปืนใหญ่จากกากยูเรเนียมและรังสีแอลฟาเหล่านี้ แต่เป็นเพราะสาเหตุอื่น

    เมื่อเวลาผ่านไปและในอังกฤษมีการค้นคว้าด้านนี้มากขึ้นทุกที และมีกรณีศึกษาของทหารที่เคยสัมผัสอาวุธมรณะดังกล่าว มีกรณีการเกิดมะเร็งมากขึ้นทั้งทหารอเมริกัน แคนาดา และอังกฤษเองจากสงครามอ่าวเปอร์เซีย

    ต่อมาฝรั่งก็คือฝรั่ง แม้ว่าจะรู้อยู่แก่ใจว่ายูเรเนียมเป็นสารที่เป็นพิษโดยเฉพาะการแผ่รังสีนิวเคลียร์จึงมีการเรียกร้องกันอย่างหนักแก่นาโตที่จะให้รับผิดชอบเข้าไปล้างกากนิวเคลียร์ที่หลงเหลืออยู่ในพื้นที่ที่สงครามโคโซโวซึ่งฝรั่งรบกับฝรั่ง แต่ก็ไม่มีใครสนใจที่จะเข้าไปวัดรังสีจากยูเรเนียม 235 ซึ่งเป็นส่วนน้อยในหัวรบแต่เป็นส่วนที่ทำให้เกิดอันตรายจากรังสีนิวเคลียร์มากที่สุด โดยการปฏิเสธความรับผิดชอบ NGO ทั้งหลายก็พยายามผลักดันภาระกิจดังกล่าวอย่างขะมักเขม้น เพราะประชาชนตาฟ้า ๆ โคโซโวหลังสงครามจะต้องอยู่กับรังสีแอลฟาที่เป็นพาหะมรณะของโรคมะเร็งอย่างตามยถากรรม

   นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่ากากยูเรเนียม 9 ตันที่ยิงในโคโซโวเมื่อ 1999 ที่จะทำให้ประชากรฝรั่งในโคโซโวล้มตายอย่างน่าสงสารในอนาคตนั้นได้รับการเหลียวมองจาก NGO ที่จะพยายามผลักดันให้เกิดการเข้าไปเคลียร์พื้นที่ แต่รัฐบาลชาตินาโตที่รับผิดชอบในการใช้อาวุธยังไม่ให้การเหลียวแลเพียงแต่มีทหารของตนเองที่เป็นมะเร็งจำนวนหนึ่งที่จะฟ้องร้องแก่รัฐบาลในอเมริกา เยอรมัน แคนาดา และอังกฤษ

    ในทำนองเดียวกันสิ่งที่มันที่สุดของบทความนี้ก็คือ กากยูเรเนียมถูกใช้เป็นลูกปืนใหญ่และลูกปืนรถถังในสงครามอ่าวเปอร์เซียกับอิรักถึง 290 ตัน มากกว่าที่ใช้ในโคโซโวกว่า 30 เท่า ซึ่งประชาชนตาดำ ๆ ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอิรักต้องรับกรรมอยู่กับรังสีดังกล่าว ไม่มีฝรั่งหน้าไหนกล่าวถึงหรือเหลียวแลแม้แต่น้อย ดังนั้นที่ตา ซัดดัม ฮุสเซน แกเกลียดชังอเมริกาโดยเข้าไส้และสามารถรวมกำลังใจของคนในชาติอิรักทั้งหมดอยู่ได้ทุกวันนี้ก็คงจะเป็นด้วยเหตุผลดังกล่าวมีส่วน

    เทคโนโลยีทางการทหารที่ต่างกันจะชี้เป็นชี้ตายได้ในสงครามเบ็ดเสร็จ ดังนั้นทางรอดของประเทศด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนาถ้าจะสู้กับประเทศที่พัฒนาแล้วก็จะเหลืออยู่ด้วยสงครามทางชีวเคมี อย่างโรควัวบ้า หรืออะไรที่คล้ายคลึงกันในอนาคต ที่จะสามารถเข้าไปแก้แค้นทำลายล้างเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างอเมริกาได้ เพราะมีความเป็นไปได้สูงและสามารถสร้างความเสียหายในด้านเศรษฐกิจเป็นวงกว้างได้

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 39245405
ขณะนี้มี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!