Home arrow บทความทั่วไป arrow ตำนาน โชห่วย
Home    Contacts



ตำนาน โชห่วย PDF พิมพ์

ตำนาน โชห่วย

ตำนาน โชห่วย

จากแดนมังกร สู่สยามประเทศ

โชห่วย เป็นคำภาาาจีนแต้จิ๋ว

โช แปลว่า หยาบๆ ในที่นี้หมายถึง การกิน ของใช้พื้นๆ

ห่วย แปลว่า ชุมนุม

โชห่วย หมายถึง ร้านที่ขายของกิน ของใช้ที่เป้นความจำเป้นพื้นฐานของชีวิต หรือขายสินค้าเบ็ดเตล็ดนานาชนิด อะไรที่เป็นที่ต้องการของชุมชนในละแวก ก้มักจะนำมาขายกัน สันนิษฐานว่าดั้งเดิมคนจีนที่ทำ ร้านโชห่วย ส่วนใหญ่เป็นคนแต้จิ๋ว ที่ถนัดและชอบค้าขายมากกว่าจีนกวางตุ้ง จีนฮกเกี้ยน, จีนไหหลำ และจีนแคะ แต่ถ้าเอาดั้งเดิมเลยคนจีนที่ติดต่อค้าขายกับสยาม ตั้งแต่สมัยอยุธยาจะเป็นจีนฮกเกี้ยนมากที่สุด เพราะเป็นมณฑลริมทะเล เดินทางง่าย รองลงมาคือจีนไหหลำซึ่งเป็นเกาะอยู่ในอ่าวตังเกี๋ย ส่วนจีนแต้จิ๋วก็มีไม่น้อย โดยชุมชนคนจีนในสมัยอยุธยาจะอยู่บริเวณ วัดพนัญเชิง

เมื่อซำปอกง หรือขันทีเจิ้งเหอนำกองเรือออกเดินสมุทร 7 ครั้ง ระหว่าง พ.ศ. 1948-1979 ก็ได้พบกับคนจีนเหล่านี้ และมีกรุงธนบุรีเป็นเมืองท่าขึ้นสินค้า และเก็บภาษีชุมชนคนจีนที่ตั้งอยู่รวมกันนี้ มีการเปิดร้านที่มีทั้งผ้าไหมจีน, แพรจีน, เครื่องถ้วยชาม และของกินเช่น ขนมจันอับ ซึ่งเป็นขนมแห้งๆ 5 อย่าง คือ ถั่วเคลือบ ถั่วตัด งาตัด ฟักเชื่อม และข้าวพอง อย่างไรก็ตามจำนวนคนซื้อไม่ได้มีมาก สังคมสมัยนั้นมีคนมีฐานะที่จะซื้อของได้มีไม่มากนัก

จนถึงสมัยกรุงธนบุรี จึงเป็นจีนแต้จิ๋วอพยเข้ามาอยู่ในไทยมากที่สุด โดยคนจีนอื่นก็ยังมีเข้ามาเช่นกัน มีการตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ฝั่งธนบุรีกันมากขึ้น แต่ที่เข้ามาอยู่ฝั่งกรุงเทพฯ ก็มีไม่น้อย โดยเฉพาะย่านสำเพ็ง ฝรั่งยุคนั้นถึงกับเอ่ยปากเรียกว่า ไชน่าทาวน์

ครั้นถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ทรงโปรดให้สร้างพระบรมมหาราชวัง ในบริเวณที่มีคนจีนตั้งบ้านเรือนอยู่ ก็โปรดเกล้าฯ ให้คนจีนย้ายออกไปอยู่ในที่สวนตั้งแต่คลองสามปลื้ม ลงไปถึงคลองเหนือสพเพ็งจนถึงละแวก เจริญกรุง ซึ่งดั้งเดิมเป็นสวนป่าค่อนข้างรก คนจีนก็มาสร้างบ้านเรือนอยู่ จังหวะช่วงนี้น่าจะเป็นการนำเข้ามาซึ่งวัฒนธรรมต่างๆ เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่เคยอยู่ เคยชินในแผ่นดินเดิม สู่แผ่นดินใหม่ ส่วนหนึ่งคือการสร้างร้านค้า แบบที่คนจีนแต้จิ๋วเคยชินกับสมัยที่เคยอยู่โดยเฉพาะเมืองซัวเถาของจังหวัดแต้จิ๋ว

จากบทความที่เขียนโดย ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโทช เล่าเรื่องที่ท่านไปเที่ยวเมืองจีน และได้แวะไปเมืองซัวเถา ท่านคิดว่าสำเพ็งก็คือซัวเถา ที่มีอยู่หย่อมเดียวไม่ได้กว้างใหญ่เท่าซัวเถาของจริงเท่านั้นเอง แต่ก็สะท้อนการนำความเป็นอยู่ที่คนจีนที่นำสิ่งที่ตนคุ้นชินติดตัวมาด้วย เพราะมีตัวเลขว่า ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2325-2411 คือตั้งแต่รั๙กาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 5 มีคนจีนอพยพเข้ามาในประเทสไทยเป็นระลอกใหญ่มากเป็นปริมาณถึง 1.5 ล้านคน ในขณะที่คนไทย ในสมัยนั้นมีแค่ 4-5 ล้านคนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ร้านโชห่วย ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จะเป็นเรือแพที่ชาวบ้านปลูกอยู่ติดๆ กันแล้วมีบางแพเปิดเป็นร้านค้า จนถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ที่โปรดให้ขุดคูคลองชั้นในคือ คลองพดุงกรุงเกษม จากนั้นทรงให้ตัดถนนสามสายคือ ถนนเจริญกรุง ถนนบำรุงเมือง และถนนเฟื่องนคร ก็ได้มีการปลูกตึกตามคำขอของฝรั่งและจีน จะได้เช่าเพื่อทำการค้า โดยฝรั่งมักทำเป็นห้างสรรพสินค้าขายเองค่อนข้างหรูจากยุโรป ส่วนของคนจีนก็เป็นร้านค้าต่างๆ

ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5 บ้านเมืองของกรุงเทพฯ และฝั่งธนบุรีจะเป็น 3 ลักษณะคือ
1. เป็นเรือแพที่มีมากที่สุด และเป็นการเปิดเป็นร้านค้าอยู่บนแพ
2. เป็นบ้าน และห้างของพวกฝรั่ง
3. เป็นตึกแถว ที่เป็นร้านค้าของพวกคนจีน

ตัวอย่างเช่น มีบันทึกเล่าว่า พ.ศ. 2414 เป็นช่วงต้นสมัยรัชกาลที่ 4 มีคนจีนชื่อ ตันฉือฮ้วง เดินเรือสำเภานำสินค้าจากซัวเถามาเช่าอยู่ ในบริเวณ ฮวยจุ้งล้ง ซึ่งอยู่ฝั่งธนบุรี เพื่อขายของ ต่อมาจึงได้ขยายกิจการเช่าที่เป็นตึกสองชั้น ที่สร้างแบบจีน ซึ่งปัจจุบันเป็นกรรมสิทธฺ์ของพวกหวั่งหลี แล้วชุมชนเล็กๆ แต่ละแห่งก์ค่อยๆ พัฒนาและขยายใหญ่ขึ้นมากน้อย จนเกิดเป็นท้องที่ต่างๆ ที่มีเอกลักษณ์ของตน และบางแห่งก็ชัดเจนในความเป็นชุมชนร้านค้าของคนจีนอย่างสำเพ็ง และคนจีนขึ้นชื่อนักในเรื่องของการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย การกินการอยู่ และธรรมเนียมไหว้เจ้า และประเพณีจีนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นธรรมเนียมการแต่งงาน, ธรรมเนียมงานศพ, ยังล้วนมีการสืบต่ออย่างเคร่งครัท รวมถึงการกิน ของใช้ทั้งหลายที่คนไทยใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ก็ล้วนเป็นคนจีนนำเข้ามาทั้งสิ้น ของใช้ต่างๆ เช่นครกหิน, กระทะ, ไม้กวาด, แปรงขัดพื้น, การสานเสื่อ ฯลฯ
ของกินต่างๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยว, ผักกวางตุ้ง, สารพัดผักดอง เช่น เกี้ยมไฉ่, สารพัด เครื่องปรุง เครื่องจิ้มอย่า่ง ซีอิ้ว, น้ำปลา กับบรรดาขนมของกินเล่นต่างๆ เช่น เต้าฮวย, เฉาก๊วย, ปอเปี๊ยะ จาระในไม่หมด

จะมีที่ทุกวันนี้ไม่มีโดยสิ้นเชิงเพียงอย่างเดียว ก็คือการไว้เปียของผู้ชายจีน นอกนั้นค่อนข้างยังคงอยู่ครบถ้วน และที่เป็นหนึ่งแห่งความภูมิใจคืออาชีพเปิดร้านขายของเบ็ดเตล็ด หรือ โชห่วย ที่มีอยู่ในทุกแห่งที่มีชุมชน เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่อยู่คู่บ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นตลาด 100 ปีสามชุก ที่เพิ่งได้รับการยกย่องจากยูเนสโก้ หรือจะเป็นชุมชนในที่ใกล้หรือไกลเมือง ร้านโชห่วย ก็ยังเป็นดั่งลมหายใจของผู้คน ที่ให้บริการสินค้า ให้ความสะดวกในการไม่ต้องไปหาซื้อให้ไกลจนเหนื่อย และสิ้นเปลืองน้ำมันและเวลา แต่โชห่วย ของทุกชุมชนคือสามารถให้บริการที่มีน้ำใจ และมีความอบอุ่น ในความรู้จักมักคุ้นกันจนเหมือนเครือญาติกับลูกค้าเสมอมา และจะยังคงอยู่คู่ชุมชนและสังคมไทย ได้ตลอดไปอย่างแน่นอน

เพราะโชห่วยไทย เป็นทั้งลมหายใจ และสายใยแห่งชุมชนที่ถักทอเหนียวแน่น และงดงาม

บทความโดย จิตรา ก่อนันทเกียรติ

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 42578058
ขณะนี้มี 40 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!