Home arrow บทความทั่วไป arrow J.M.G. Le Clezio และเบื้องหลังรางวัลโนเบล ปี2008
Home    Contacts



J.M.G. Le Clezio และเบื้องหลังรางวัลโนเบล ปี2008 PDF พิมพ์
วีระยศ สำราญสุขทิวาเวทย์:เรียบเรียง

:รายงานข่าวร้อนแรงจาก The Local หนังสือพิมพ์ข่าวสาร จากสวีเดนแจ้งมาว่า คณะกรรมการรางวัลโนเบล ปิดประตูพิจารณารางวัลโนเบล ปี 2008

ให้กับบรรดานักเขียนอเมริกันเรียบร้อยแล้ว ในฐานะเป็นนักเขียนชนชาติที่สร้างความหนักอกหนักใจให้กับรางวัลโนเบลสาขาวรรณคดี โดยสืบเนื่องมาจากกระแสความคิดเห็นต่างๆ ต่อการที่นักเขียนอเมริกันถูกเสนอชื่อเข้ามามากขึ้นทุกปีๆ แต่สุดท้ายกลับไม่มีผู้ใดได้รับรางวัลเลย นับตั้งแต่ปี 1993 เป็นต้นมา

“แน่นอน นั่นเป็นวรรณคดีอันทรงพลังในวัฒนธรรมใหญ่ๆ ทั้งหมด แต่คุณต้องเข้าใจความจริงอันหนึ่งว่ายุโรปยังคงเป็นศูนย์กลางของโลกวรรณคดี ไม่ใช่สหรัฐ"”ออร์เรส อิงก์ดาห์น (Horace Engdahl) เลขานุการถาวรและหนึ่งในคณะกรรมการรางวัลโนเบลที่นั่งเก้าอี้พิจารณารางวัลหมายเลข 17 ในจำนวน 18 ท่าน กล่าวกับนักข่าว

นอกจากนั้นอิงก์ดาห์นยังแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า “วรรณคดีอเมริกันมักจะยอมรับนักเขียนแนววัฒนธรรมตลาดๆ ของตัวเองซึ่งในแนวทางนั้นมีกันมากเกินไป”

"อเมริกาแยกตัวเองออกไปมากเกิน คับแคบเกิน พวกเขายังถ่ายทอดออกมาได้ไม่ดีพอ แล้วก็ไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในบทสนทนาอันยิ่งใหญ่ของวรรณคดีโลก ความเขลาอันนั้นแหละคือสิ่งที่เป็นบังเหียนที่กุมกันเอาไว้” อิงก์ดาห์นกล่าว

จากความคิดเห็นของเลขานุการถาวรของคณะกรรมการรางวัลโนเบล มันกลายเป็นการโต้ตอบอันดุเดือดจากบรรดาคนรักหนังสือ นายหน้าหนังสือ ผู้จัดพิมพ์ของสำนักต่างๆ ของอเมริกัน พวกเขาจึงตบเท้ากันออกมาแก้ข้อกล่าวหาชนิดเหาะข้ามมหาสมุทรแอตแลนติดกลับมาแบบทันควัน

ในจดหมายฉบับหนึ่งถึงหนังสือพิมพ์ Svenska Dagbladet อิงก์ดาห์น กล่าวว่าเขายังไม่ได้อ่านบทความตอบโต้ในเรื่องดังกล่าวเลย แต่เขาก็เชื่อว่าตนเองคงจะเข้าใจเรื่องนั้นผิด

"รางวัลโนเบลไม่ใช่การชิงชัยในระดับนานาชาติ แต่เป็นรางวัลสำหรับนักเขียนพิเศษโดยเฉพาะ เขาเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการให้รางวัลเมื่อรู้สึกว่าความภูมิใจในเรื่องประเทศชาติกำลังเป็นสิ่งที่สูงส่งขึ้นเรื่อยๆ” อิงก์ดาห์นกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในบรรดานักเขียนอเมริกัน ที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในปัจจุบันประกอบด้วย นักแสดงอเมริกันที่เขียนบทละครได้อย่างยอดเยี่ยม จนได้รับการสนับสนุน ให้ถูกเสนอชื่อเป็นปีแรก แซม เชปพาร์ด(Sam Shepard) กวีจอห์น เอ็ชเบอร์รี่(John Ashberry), นักเขียนโพสต์โมเดอร์น ดอน เดลิลโล(Don Delillo), นักปรัชญา มาร์ธา นัสบอม(Martha Nussbaum) นักเขียนสตรี จอยซ์ แคลอล โอ๊ตท์(Joyce Carol Oates) นักเขียนฝั่งนิวยอร์ก จอห์น อัพไดค์(John Updike), ตัวเก็งรางวัลโนเบลเจ้าเก่า โทมัส พินชอน(Thomas Pynchon) และตัวเก็งรางวัลโนเบลเบอร์หนึ่งของทุกสำนัก พิลิป รอธ(Philip Roth) เจ้าของผลงานนวนิยายแนวทางเพศ แต่ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์และนักอ่านมานานกว่า Portnoy's Complaint (1969)

นอกจากรายชื่อเก่าแล้ว นักเขียนหน้าใหม่ของอเมริกัน ไมเคิล ชาบอน(Michael Chabon) เจ้าของผลงานรางวัลพูลิตเซอร์ปี 2001 The Amazing Adventures of Kavalier & Clay(2000) ได้กล่าวถึงรายชื่อของนักเขียนที่สมควรจะได้รับเป็นคนต่อไปที่เขาอยากเห็นก็คือ ไมเคิล ออนดาจเย้(Michael Ondaatje), คอร์แมก แม็กคาร์ธี(Cormac McCarthy), เจ.จี บัลลาร์ด(J.G. Ballard) และแน่นอน ฟิลิป รอธ เท่านั้น

"แต่ทุกปีๆ มันจะมีมือมือหนึ่งคอยมาเขี่ยฟิลิป รอธออกไป” ชาร์บอร์นบอกกับรอยเตอร์

ทางด้าน ซวานเต วีเลอร์(Svante Weyler) ผู้จัดพิมพ์ชาวสวีดีซ ซึ่งใช้เวลาไปหลายทศวรรษ เพื่อที่จะถอดรหัสทางความคิด ของคณะกรรมการรางวัลโนเบล ว่าพวกนั้นคิดอ่านกันอย่างไร เขากล่าวว่าการเลือกครั้งล่าสุดเป็นการคัดเลือกแบบกะทันหัน ดังกรณีของ ดอริส เลสซิ่ง(Doris Lessing) เป็นการคัดเลือกแบบไม่คิดเอาไว้ล่วงหน้ากันเลย

"การคาดการณ์ล่วงหน้ากันไว้ของพวกเรา มันกลายเป็นความว่างเปล่า เพราะทุกๆ ปี คณะกรรมการชอบที่จะสร้างความประหลาดใจให้เรา” เขาบอก

วีเลอร์เชื่อว่า ในปี 2008 กวีจะกลับมาเป็นดาวดวงใหม่ของรางวัล นับตั้งแต่รางวัลโนเบลมอบให้กับผลงานการเขียนเชิงร้อยแก้วมาแล้ว 11 ปี โดยรายชื่อของกวีเก่าๆ จากปี 2007 กวีออสเตรเลีย เลย์ เมอร์เลย์(Les Murray) กับ กวีเลบานอน อาดูนีส(Adonis) เป็นตัวเลือกที่ชัดเจนที่สุด

แต่อย่างไรก็ตามเวียเลอร์ ยังคงเชื่อมั่นว่า หากการคัดเลือกงานเขียนเชิงร้อยแล้ว ชื่อของชีนัว อาเชเบ(Chinua Achebe) เจ้าของผลงาน Things Fall Apart(1958) หนังสือเล่มเล็กแต่มันจะมีพลังมากพอที่จะคว้ารางวัลในปี 2008

“แต่ผมสงสัยว่าคณะกรรมการจะคงพาคิดกันว่าพวกเขาเคยให้รางวัลกับนักเขียนแอฟริกันไปแล้ว นับตั้งแต่โวเล่ ซอยยินก้า(Wole Soyinka) ได้รับไปแล้วในปี 1986”

ส่วนความคิดเห็นเกี่ยวกับฟิลิป รอธ วีเลอร์กล่าวว่า “เขาเป็นชายเฒ่าผู้ยิ่งใหญ่ในร้อยแก้วอเมริกัน แต่ผมคิดว่าบัณฑิตยสภา ไม่เชื่อว่าเขาจะมีความ”หนัก” แน่นพอ” วีเลอร์กล่าวกับรอยเตอร์

ทางด้านของนักวรรณกรรมของอังกฤษลงความเห็นว่า น่าจะเป็นนักเขียนผู้รอบรู้และนักหนังสือพิมพ์ชาวอิตาเลียน คลาดิโล มากริซส์(Claudio Magris) ตามมาด้วยแอมอส ออซ(Amos Oz) และจอยซ์ แคลอล โอ๊ตท์(Joyce Carol Oates)

ส่วนตัวเก็งรางวัลโนเบลที่น่าสงสารอย่างนักดนตรี กวี และนักต่อต้านสงคราม บ๊อบ ดีเลน(Bob Dylan) โดยมีความเชื่อกันว่าหากคณะกรรมการรางวัลโนเบลมีจำนวนถึง 150 ท่าน เขาก็มีสิทธิ์คว้ารางวัลอย่างสบายๆ

แต่ท้ายสุด ผลรางวัลโนเบลจะอยู่ในมือของคณะกรรมการอย่างเป็นความลับที่สุด นอกจากคณะกรรมการจำนวน 18 ท่านแล้ว ก็ไม่มีใครทราบจนกว่า บ่ายโมงตรงของวันพฤหัสราวกลางเดือนตุลาคม 2008 ทั่วโลกก็จะทราบชื่อและคุณสมบัติของผลงานและเกียรติคุณของนักเขียนที่ถูกเอ่ยชื่อกันเป็นประจำหรือนักเขียนม้ามืดที่ประเทศแล้วต่างก็งงงันกันไปว่าเขาเป็นใครและมีผลงานเด่นอย่างไรถึงสามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรติทางวรรณกรรมของโลกได้

“คุณคงคิดได้ว่าเลขานุการถาวรของบัณฑิตยสภาทำท่ามีความรู้ แต่มีประวัติศาสตร์ที่มองข้ามพรูสต์(Proust),จ๊อยซ์(Joyce) และนาโบคอฟ (Nabokov) ว่าเป็นสองสามชื่อที่ไม่ได้เป็นนักเขียนโนเบล และมักจะให้เราไม่ยกโทษให้อยู่เสมอๆ ในการแสดงปาถกถาของเรา” เดวิด ริมมิคซ์(David Remnick) บรรณาธิการของ เดอะนิว ยอร์กเกอร์กล่าว

“และหากว่าเขามองอย่างจริงจังในเรื่องราวของอเมริกันที่เขาทำเป็นสาธยายนั้น เขาก็จะได้เห็นสาระสำคัญในรุ่นของรอธ, อัพไดค์ และเดลลิลโล เช่นเดียวกับนักเขียนหนุ่มมากมาย พวกเขาบางคน เป็นลูกชาย เป็นลูกสาวของคนเข้าเมือง หรือบรรดาบุตรบุญธรรมชาวอังกฤษ พวกเขาเหล่านั้นไม่มีวิญญาณที่อ่อนแอ แก่หรือหนุ่ม ล้วนมองเห็นการลุกลามอันน่ากลัวของโคคา-โคลา กันทั้งนั้น”

ฮาร์โรลด์ ออเก็นโบรม(Harold Augenbraum) ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารของสถาบันดำเนินการมอบรางวัลเนชั่นเนล บุ๊ค อะวอร์ด กล่าวว่า เขาต้องการที่จะรายชื่อวรรณคดีอเมริกันไปให้เลขานุการถาวรเหลือเกิน

“ดูจากความเห็นแล้วทำให้ผมเชื่อว่า มร.อิงก์ดาห์น คงอ่านมาเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับเรื่องรอบๆ นอกกระแสหลักวรรณคดีอเมริกัน แล้วก็มีมุมมองอันคับแคบต่อองค์ประกอบของวรรณคดีของเราในยุคนี้” ออเก็นโบรมกล่าว

“บนพื้นที่แห่งแรก ถนนสายแรกของอเมริกาเป็นการเปิดรับแนวคิดของวัฒนธรรมโลกผ่านคนเข้าเมืองทั้งหลาย รุ่นแล้วรุ่นเล่า ซึ่งเริ่มต้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 อันจะหาความเพลินเพลินทางความคิดได้จากวรรณคดีอเมริกันแบบนี้” นอกจากนั้นออเก็นโบรมยังเพิ่มเติมด้วยว่า "คนอังกฤษและฝรั่งเศสบางคนต่างเดินทางมาค้นหาอเมริกาในฐานะกลุ่มคนเข้าเมืองที่เสริมสร้างขนมธรรมเนียมขึ้นมาบนแผ่นดินนี้”

อย่างไรก็ตาม นักเขียนวรรณคดีอเมริกัน 8 คนในอดีต โดยมีคนสำคัญของศตวรรษ 20 อย่าง วิลเลียม ฟลอคเนอร์(William Faulkner) เออร์เน็ส เฮ็มมิ่งเวย์(Ernest Hemingway) จอห์น สไตน์เบ็ค(John Steinbeck) ซอล เบลโลว์(Saul Bellow) และโทนี มอร์ริสัน(Toni Morrison) ต่างก็กลายเป็นเจ้าของรางวัลโนเบล ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเขียน ที่มีคุณค่าต่อโลก จากนักอ่านและนักวิจารณ์ทั่วโลกมาแล้วอย่างปราศจากข้อสงสัย

หลังจากเค็นซาบุโร โอเอะ(Kenzaburo Oe) นักเขียนญี่ปุ่นคนที่ 2 ผู้รับรางวัลโนเบลในปี 1994 นักสังเกตการณ์พบว่าน้ำหนักการมอบรางวัลโนเบลเน้นทางฝั่งนักเขียนยุโรป แม้จะมีรายชื่อของเกาซิงเจี้ยง(Gao Xingjian)ในปี 2000 แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ ว่าเกาซิงเจี้ยงนั้นกลายเป็นนักเขียนฝรั่งเศสไปแล้ว หรือรายชื่อของ วี. เอส.ไนพอล(V.S. Naipaul) นักเขียนอินเดีย- ทรินิเดด-อังกฤษ, เจ.เอ็ม คูเอทซี(J.M.Coetzee) จากแอฟริกาใต้ ดอรีส เลสซิ่งจากโรดิเซีย ต่างก็กลับกลายมาเป็นนักเขียนกึ่งยุโรปกึ่งประเทศเดิมทั้งสิ้น แม้ฮอร์ฮาน ปามุก(Orhan pamuk) นักเขียนจากตุรกี คุณสมบัติการรับรางวัลของเขา ก็เป็นส่วนผสมของตะวันตกและยุโรปอย่างชัดเจน

โดยส่วนผสมเหล่านั้น อิงก์ดาห์น อธิบายว่า “ยุโรปวาดภาพวรรณคดีที่ถูกเนรเทศ เพราะว่านั่นคือการแสดงความเคารพในการประกาศอิสรภาพของวรรณคดีและรักษามันไว้ในฐานะที่พักอันปลอดภัย

“นักเขียนจำนวนมากมายจากแผ่นดินอื่น ต่างก็ทำงานเขียนในยุโรป เพราะว่ามันเป็นที่แห่งเดียว ที่เขาจะอยู่ตามลำพังและเขียนออกมาได้ โดยไม่ต้องถูกทุบตีหรือฆ่าตาย มันเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง หากต้องเป็นนักเขียนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกา”

จากความเห็นเช่นนั้นเอง จึงเป็นส่วนหนึ่งที่นักเขียนทั่วโลกส่วนใหญ่เริ่มเชื่อกันว่ารางวัลโนเบลคือรางวัลยุโรปไพรซ์(Europe Prize) มากกว่ารางวัลของนักเขียนทั้งโลก เพราะตั้งแต่มีการเริ่มต้นประกาศรางวัลเป็นต้นมาในปี 1901 นักเขียนจากยุโรปคว้ารางวัลไปแล้วกว่า 80 เปอร์เซนต์ของผู้ชนะทั้งหมด

ควาเมอ แอนโทนี แอพเพียฮ์(Kwame Anthony Appiah) หัวหน้าภาควิชาวรรคดีแอฟริกาและศาสตราจารย์ทางด้านปรัชญามหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน กล่าวว่า ประวัติศาสตร์นักเขียนวรรณคดีของอเมริกันนั้นมันมีมาอย่างยาวนานและนักเขียนทุกๆ แห่งก็รับอิทธิพลเอาไว้ในผลงานของพวกเขา พวกที่เด่นที่สุดก็คือยุโรป

"จะว่าไปแล้วอเมริกาถูกนำเสนอในเวทีวรรณกรรมโลกน้อยลงๆ” แต่นั่นก็ไม่ใช่ความรู้สึกที่คุณจะนึกถึงในร้านหนังสือของยุโรป แต่ผมประหลาดใจว่ามันมีมากเท่าไหร่กันที่หนังสือจากเยอรมันหรืออิตาลีถูกแปลออกมาเป็นภาษาอังกฤษอเมริกัน” ศาสตราจารย์จากพรินซ์ตันกล่าว

"บทสนทนาอันยิ่งใหญ่ของวรรณคดีโลกไม่ใช่แค่ที่ปารีสแฟรงค์เฟิร์ต ... ให้ผมนึกตามที่อิงก์ดาห์นพูด ศูนย์กลางมันก็ไม่ใช่ที่สตอกโฮล์ม ด้วย” แอพเพียฮ์กล่าวส่งท้าย

แต่ใช่ว่านักเขียนจากอเมริกาจะได้รับผลกระทบจากการพิจารณา ในประเทศสวีเดนเอง นักอ่านประเทศนิยายาอาชญากรรมต่างก็พากันออกมาโอดโอยถึงการจำกัดการพิจารณาของทางบัณฑิตยสภาสวีเดนที่เพิกเฉยการพิจารณาผลงานนักเขียนแนวอาชญากรรมแต่คลาสสิกและมีรูปแบบการเขียนที่มีความเป็นวรรณกรรมสูง โดยเฉพาะผลงานของ สติก ลาร์ซอน(Stieg Larsson)เจ้าของผลงานขายดีระเบิดยุโรป The Girl with the Dragon Tattoo โดยกล่าวยกย่องว่าผลงานอาชญากรรมของลาร์ซอนเข้มข้นและยิ่งยงยอดเยี่ยมเทียบเท่ากับผลงานของอิงมาร์ เบอร์กแมน(Ingmar Bergman) และเอากุสท์ สตรินเบอร์ก(August Strindberg)เลยทีเดียว

สำหรับรางวัลโนเบลสาขาวรรณคดีประจำปี 2008 ทางบัณฑิตสภาสวีเด็นประกาศออกมาแล้วว่าจะเปิดเผยชื่อผู้ชนะรางวัลโนเบลสาขาวรรณคดีในบ่ายพฤหัสบดี 9 ตุลาคม ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าการประกาศวันอย่างแน่นอนก่อนบ่ายกลางเดือนมักจะเป็นรายชื่อของนักเขียนเก่าที่ถูกเสนอรายชื่อเข้าชิงรางวัลมานานหลายปีแล้ว ซึ่งอาจจะมีนักเขียนที่ตกค้างการพิจารณามาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 10 ปี มากสุดเกือบ 40 ปี

โดยสำนักข่าวรอยเตอร์และสำนักข่าวอื่นๆ ต่างก็สรุปความคิดเห็นตรงกันว่า ฟิลิป รอธ และ ฮารูกิ มูราคามิ(Haruki Murakami) เป็นชื่ออันดับหนึ่งและอันดับสองนักเขียนที่คาดเดากันว่าจะเป็นผู้ชนะรางวัลโนเบล 2008

ส่วนรายชื่อของนักเขียนคนอื่นๆ นั้น มีสิ่งที่น่าสนใจคือการจับตาของทางนักอ่านชาวสวีเดน ซึ่งพวกเขาต่างก็กำลังลุ้นให้นักเขียนอย่าง มาร์กาเร็ตต์ แอ๊ตวู้ด (Margeret Atwood) จากแคนาดา, อิงค์เกอร์ คริสเต็นเซ่น(Inger Christensen) จากเด็นมาร์ก, แอซเซีย ดเยอร์บาร์ (Assia Djebar) จากอัลจีเรีย, อุมแบร์โต เอโก(Umberto Eco) และ อันโตนิโอ ตาบุซซี(Antonio Tabucchi)จากอิตาลี, นูรูดดิน ฟาร์ร่า(Nuruddin Farah) จากโซมาเลีย, อิสมาเอล คาดาเร่(Ismaïl Kadaré)จากอัลบาเนีย, ยาช่าร์ เคห์มาล (Yasar Kemal) จากตุรกี, ฮารูกิ มูราคามิ จากญี่ปุ่น, โทมาซ ตรานซ์โตรเมอร์(Tomas Tranströmer) จากสวีเดน,มาเรียว บาร์กาซ อัลโยช่า(Mario Vargas Llosa) จากเปรู, อาโมส ออซ(Amos Oz)จากอิสราแอล

และแน่นอน นักอ่านชาวสวีเดนก็อยากจะเห็นฟิลิป รอธ นักเขียนชาวอเมริกันขึ้นแท่นรับรางวัลเป็นนักเขียนรางวัลโนเบล 2008

สำหรับรายชื่อล่าสุดก่อนวันประกาศ 2 วัน ชื่อของนักเขียนชาวฝรั่งเศส ฌอง-มารี กุสตาฟ เลอ เคลซิโอ หรือชี.แอ็ม.เช.เลอ เคลซิโอ(J.M.G. Le Clézio) กับคลาดิโล มากริซส์ และอาดูนีซ กวีจากซีเรียเป็นตัวเลือกสรุปจากบรรดานักวิจารณ์ทั่วโลก แต่นั่นก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่แน่นอน เพราะชื่อของกวีที่ถูกลืมไปแล้วอย่างเยฟกีนี เยฟตูเช็นโก( Yevgeny Yevtushenko)จากรัสเซีย หรือ มิโลแรด พาวิซ(Milorad Pavić) กวีตัวเก็งรางวัลโนเบลจากเซอร์เบียที่ไม่มีใครรู้จักแน่ หากทางคณะกรรมการประกาศชื่อออกมา

แต่ในท้ายที่สุดแล้ว...นักเขียนชาวฝรั่งเศส นามว่า ฌอง-มารี กุสตาฟ เลอ เคลซิโอ หรือ ชี.แอ็ม.เช.เลอ เคลซิโอ(J.M.G. Le Clézio)ก็กลายเป็นนักเขียนรางวัลโนเบลสาขาวรรณคดี ประจำปี 2008

0000000000000000000000000000000000

ฌอง-มารี กุสตาฟ เลอ เคลซิโอ (Jean-Marie Gustave Le Clézio ) เกิดเมื่อปี 1940 ที่เมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส

งานเขียนของเขาส่วนใหญ่ เป็นเรื่องราวประสบการณ์แปลกใหม่ในวัยเด็ก เมื่อต้องย้ายถิ่นที่อยู่บ่อยครั้ง จนเกิดเป็นหนังสือ ต่างๆ มากมาย อาทิ Onitsha (1991; Onitsha, 1997), Révolutions (2003) และ L’Africain (2004)

ส่วนผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้เขาอย่างมากคือหนังสือเรื่อง "Désert" (ปี 1980) ซึ่งได้รับรางวัลจาก เฟรนช์ อะคาเดมี โดยเนื้อหาสาระเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสวยงามของวัฒนธรรมที่หายไปในแถบทะเลทรายอัฟริกาเหนือ

คณะกรรมการตัดสินรางวัลโนเบล ได้ให้ความเห็นเกี่ยวงานเขียนของเขาว่า

"เป็นนักเขียนที่เชื่อมรอยต่อแห่งยุคสมัย ที่เปี่ยมไปด้วยการรังสรรค์หนทางใหม่ๆ ไปสู่การผจญภัยในตัวอักษรอันน่าตื่นตาตื่นใจ อีกทั้งยังล้วงลึกลงไปถึงแก่นแท้ของมนุษย์ด้วย"

วีระยศ สำราญสุขทิวาเวทย์:เรียบเรียง
16 ตุลาคม พ.ศ. 2551

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 42588695

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!