Home arrow บทความทั้งหมด arrow บุุคคลที่มีชื่อเสียง arrow พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
Home    Contacts



พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว PDF พิมพ์

พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
อ่านรายละเอียด

      พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เป็นพระราชโอรส องค์ที่ 43 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ 2 พระราชสมภพเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2347 เมื่อพระชนมมายุได้ 20 พรรษา ทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ช่วงเวลานั้นเป็นเวลาที่มหาอำนาจตะวันตกเริ่มขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พระองค์ทรงตระหนักถึงความจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เพื่อเป็นการนำทางไปสู่การศึกษาวิทยาการแขนงต่างๆ ต่อไป ทรงสนพระทัยในวิทยาการตะวันตกโดยเฉพาะด้านดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ทรงติดต่อกับชาวต่างประเทศเพื่อจะได้ทรงทราบเรื่องราวของต่างประเทศมากขึ้น การศึกษาหาความรู้อย่างกว้างขวางทางวิทยาการและความเป็นไปของโลกภายนอก ทำให้พระองค์ทรงมีความคิดเห็นก้าวหน้า และทรงเล็งเห็นความจำเป็นสองประการ คือ 
         1. วิทยาการความเจริญตามแบบประเทศตะวันตกเป็นสิ่งที่ควรสนใจ มีประโยชน์ และจำเป็นอย่างยิ่งต่อประเทศในอนาคต ชาวไทยจะต้องศึกษาวิทยาการใหม่ ๆ เหล่านี้
         2. สถานการณ์ของประเทศใกล้เคียงที่เกี่ยวข้องกับคนต่างประเทศ ชี้ให้เห็นว่าถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนวิเทโศบายของประเทศ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของประเทศและเพื่อปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย (วิลาสวงศ์ พงศะบุตร 2525 : 13)
ครั้นถึงวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ขุนนางผู้ใหญ่จึงเชิญเสด็จลาผนวชจากวัดบวรนิเวศวิหาร แล้วเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2394 เมื่อพระชนมายุ 47 พรรษา

ดาวหางโดนาติ
         ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2401 จิโอแวนนิ บาตติสตา โดเนติ นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลีค้นพบ ดาวหางโดนาติ (Comet Doneti) ซึ่งชาวไทยมองเห็นด้วยตาเปล่าในช่วงต้นเดือนตุลาคม พ.ศ.2401 ผู้คนสมัยนั้นหวาดกลัวดาวหางยิ่งนัก เพราะมีความเชื่อมาแต่โบราณว่า ดาวหางเป็นลางบอกเหตุร้าย 

พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

        พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เป็นพระราชโอรส องค์ที่ 43 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ 2 พระราชสมภพเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2347 เมื่อพระชนมมายุได้ 20 พรรษา ทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ช่วงเวลานั้นเป็นเวลาที่มหาอำนาจตะวันตกเริ่มขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พระองค์ทรงตระหนักถึงความจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เพื่อเป็นการนำทางไปสู่การศึกษาวิทยาการแขนงต่างๆ ต่อไป ทรงสนพระทัยในวิทยาการตะวันตกโดยเฉพาะด้านดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ทรงติดต่อกับชาวต่างประเทศเพื่อจะได้ทรงทราบเรื่องราวของต่างประเทศมากขึ้น การศึกษาหาความรู้อย่างกว้างขวางทางวิทยาการและความเป็นไปของโลกภายนอก ทำให้พระองค์ทรงมีความคิดเห็นก้าวหน้า และทรงเล็งเห็นความจำเป็นสองประการ คือ 
         1. วิทยาการความเจริญตามแบบประเทศตะวันตกเป็นสิ่งที่ควรสนใจ มีประโยชน์ และจำเป็นอย่างยิ่งต่อประเทศในอนาคต ชาวไทยจะต้องศึกษาวิทยาการใหม่ ๆ เหล่านี้
         2. สถานการณ์ของประเทศใกล้เคียงที่เกี่ยวข้องกับคนต่างประเทศ ชี้ให้เห็นว่าถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนวิเทโศบายของประเทศ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของประเทศและเพื่อปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย (วิลาสวงศ์ พงศะบุตร 2525 : 13)
ครั้นถึงวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ขุนนางผู้ใหญ่จึงเชิญเสด็จลาผนวชจากวัดบวรนิเวศวิหาร แล้วเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2394 เมื่อพระชนมายุ 47 พรรษา

ดาวหางโดนาติ
         ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2401 จิโอแวนนิ บาตติสตา โดเนติ นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลีค้นพบ ดาวหางโดนาติ (Comet Doneti) ซึ่งชาวไทยมองเห็นด้วยตาเปล่าในช่วงต้นเดือนตุลาคม พ.ศ.2401 ผู้คนสมัยนั้นหวาดกลัวดาวหางยิ่งนัก เพราะมีความเชื่อมาแต่โบราณว่า ดาวหางเป็นลางบอกเหตุร้าย 


ดาวหางโดเนติ

         พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแก้ปัญหาตามหลักวิทยาศาสตร์ ทรงสั่งสอนประชาชนให้มีเหตุผล ทรงออกประกาศล่วงหน้าตักเตือนผู้คนไม่ให้ตื่นตกใจ ทรงชี้ให้เห็นว่าดาวหางเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ เห็นได้ทั่วโลกไม่เพียงแต่ในเมืองไทยเท่านั้น ทรงออกประกาศมีความว่า “มีพระบรมราชโองการมารพระบัณทูลสุระสีหนาท ให้ประกาศให้รู้ทั่วกันว่า วันเสารเดือนสิบ แรมค่ำ นายจบคชศิลทรงบาศขวาได้เห็นดาวหางดวงนี้ ครั้น ณ วันพฤหัศ เดือนสิบ แรมสิบห้าค่ำ เจ้านายแลข้าราชการซึ่งได้เหนด้วยกันมาก ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระเนตรแล้ว ทรงดำรัสว่า ดาวดวงนี้ทรงจำได้ ว่าได้เคยมีมาแต่ในแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อปีมเมียโทศก จุลศุกราช ๑๑๗๒ ได้ ๔๘ ปีมาแล้ว คราวนั้นก็มาในเดือน ๑๑ ในทิศนี้ในราษีแลฤดูกาลเวลาเช่นนี้ ก็ไม่มีเหตุอะไรนัก มีแต่ความไข้ทรพิศแลกระบือล้นมาก แลฝนแล้งแล้วก็ได้พระยาเสวตรกุญชรมา ในปีมแมตรีศกนั้น ถึงคนมีอายุมากได้เหนแล้ว แต่ไม่ได้สังเกต ก็จำไม่ได้ คนอายุน้อยก็ไม่ได้เคยเหน ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยทรงจำได้แน่ แลพระยาโหราธิบดีก็จำได้ แต่ชาวประเทศยุโรป ได้เหนในประเทศยุโรปนานหลายเดือนแล้ว ได้ลงหนังสือพิมพ์ตั้งแต่เดือนหกมา แลดาวอย่างนี้ มีคติแลทางที่ดำเนินยาวไปในท้องฟ้า ไม่เหมือนดาวพระเคราะห์อื่นแลดาวท้องฟ้าทั้งปวง เปนของสัญจรไปนานหลายปีแล้วก็กลับมาได้เหนในประเทศข้างนี้อีก เพราะเหตุนี้อย่าให้ราษฎรทั้งปวงตื่นกัน แลคิดวิตกเลาฤาไปต่างๆ ด้วยว่ามิใช่จะได้เหนแต่ในพระนครนี้ แลเมืองที่ใกล้เคียงเท่านั้นหามิได้ ย่อมได้เหนทุกบ้านทุกเมืองทั่วพิภพอย่างได้เหนนี้แล ประกาศมา ณ วันอาทิตย์เดือนสิบเอด ขึ้นสิบค่ำ ปีมเมีย สัมฤทธิศ็ก เปนวันที่ ๒๗๑๓ ในรัชกาลประจุบันนี้” (ที่มา: ราชกิจจานุเบกษาในรัชกาลที่ 4) 

การสถาปนาเวลามาตรฐาน
         แต่เดิมมาคนไทยวัดเวลาโมงยามโดยตั้งอ่างน้ำลอยกะลามะพร้าว เรียกว่า นาฬิเก เมื่อน้ำเข้ารูกะลานาฬิเกเต็มและจมลง ถือเป็น 1 ชั่วโมงนาฬิกา คนนั่งยามจะตีฆ้องบอกเวลาในตอนกลางวัน เรียกว่า โมง หากเป็นเวลากลางคืนจะตีกลอง เรียกว่า ทุ่ม การวัดเวลาเช่นนี้ไม่เป็นตามหลักของวิทยาศาสตร์และสากลที่เชื่อถือได้ 

         ในช่วงต้นรัชสมัยพระองค์ท่านยังไม่มีชาติใดตกลงเรื่องการใช้เวลามาตรฐาน หอดูดาวที่กรีนิช ประเทศอังกฤษก็ยังไม่มี รัฐสภาอังกฤษออกพระราชบัญญัติเวลามาตรฐานเมื่อ ค.ศ.1880 และจนถึง ค.ศ.1884 (พ.ศ.2427) นักดาราศาสตร์จึงได้ประชุมตกลงกำหนดเส้นแวงผ่านเมืองกรีนิชเป็นเส้น 0 องศา เพื่อเทียบเวลาโลก แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาเวลามาตรฐานขึ้นในประเทศไทย โดยพระองค์ได้ทรงปฏิบัติการค้นคว้าและทรงสร้างพระที่นั่งภูวดลทัศไนยขึ้นเป็นหอนาฬิกาหลวง ในพระบรมมหาราชวัง และทรงสถาปนาเวลามาตรฐานขึ้นดังนี้ 
         1. ทรงตรวจวัดความสูงของดวงอาทิตย์และทรงคำนวณทางดาราศาสตร์ทุกวัน 
         2. ทรงกำหนดเส้นแวงให้ผ่านจุดหนึ่งในพระบรมมหาราชวังเป็นเส้นแวง 100 องศาตะวันออก (ในเวลาต่อมาระบบพิกัดนานาชาติ ได้กำหนดว่า กรุงเทพ อยู่ที่เส้นลองกิจูด 100 องศาตะวันออก 29 ลิบดา 50 ฟิลิปดา)
         3. ทรงสร้างพระที่นั่งภูวดลทัศไนยเป็นอาคารสูง 5 ชั้นขึ้น ณ จุดที่เส้นแวง 100 องศา ตะวันออก ตรงยอดมีนาฬิกา 4 ด้าน เป็นหอนาฬิกาหลวงบอกเวลามาตรฐาน 
         โปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าหน้าที่รักษาเวลามาตรฐาน ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งงานทางวิทยาศาสตร์ของไทยชุดแรก คือตำแหน่งพันทิวาทิตย์ทำการเทียบเวลาตอนกลางวันจากดวงอาทิตย์ และตำแหน่งพันพินิตจันทรา เทียบเวลาตอนกลางคืนจากดวงจันทร์ พระองค์มีพระราชดำริเกี่ยวกับการสถาปนาระบบเวลามาตรฐานว่า “...จะเป็นเหตุให้เขาหัวเราะเยาะเย้ยได้ว่าเมืองเรา ใช้เครื่องมือนับทุ่มโมง เวลาหยาบคายนักไม่สมควรเลย เพราะเหตุฉะนี้ จึงได้ทรงพินิจพิจารณาตรวจตราคำนวณความดำเนินพระอาทิตย์ ให้ฤดูทั้งปวงสอบกับนาฬิกาที่ดีมาหลายปี ทรงทราบถ้วนถี่ทุกประการ แจ้งในพระราชหฤทัยแล้ว...”

สุริยุปราคา ณ หว้ากอ
         เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2411 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า “มีพระบรมราชโองการมารพระบัณทูลสุระสีหนาท ให้ประกาศแก่ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย แลพระสงฆ์สามาเณร แลทวยราษฎรทั้งปวงในกรุงเทพ แลหัวเมืองให้ทราบทั่วกันว่า สุริยุปราคาครั้งนี้จะมีในวันอังคารเดือน ๑๐ ขึ้นค่ำ ๑ ปีมะโรง สัมฤทธิศก (วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2411) จะจับในเวลาเช้า ๔ โมงเศษไปจนเวลาบ่ายโมงเศษจึงจะโมกษบริสุทธิ์ ก็สุริยุปราคาครั้งนี้ในกรุงเทพนี้จะไม่ได้เห็นจับหมดดวง จะเห็นดวงพระอาทิตย์อยู่น้อยข้างเหนือ แรกจับจะจับทิศพายัพค่อนอุดร ในเวลาเช้า ๔ โมงกับบาทหนึ่ง แล้วหันคราธไปข้างใต้ จนถึงเวลา ๕ โมง ๘ บาทแล้ว พระอาทิตย์จะออกจากที่บังข้างทิศอาคเณย์ ครั้นเวลา ๕ โมง ๘ บาทแล้ว พระอาทิตย์จะออกจากที่บังข้างทิศพายัพ ครั้นบ่ายโมงกับ ๖ บาทจะโมกษบริสุทธิ์หลุดข้างทิศอาคเณย์ คำทายนี้ว่าที่ตำบลหัววาน” 

         พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าทรงเสด็จดำเนินทางชลมารค ทรงจัดตั้งค่ายหลวงที่ ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธุ์ เพื่อทอดพระเนตรสุริยุปราคาในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2411 ใจความว่า “เพลา ๑๐ นาฬิกา ๑๖ นาที หรือก่อนอุปราคาจะจับหมดดวง ๒๐ นาที สังเกตเห็นได้ชัดมากถึงความเปลี่ยนแปลงแห่งสีท้องฟ้าในด้านทิศใต้ ซึ่งเดิมเป็นสีน้ำเงินใส ได้เปลี่ยนเป็นสีม่วงแก่ แล้วเปรเป็นสีตะกั่วแก่ และมีเมฆชนิดมีสัณฐานเป็นก้อนใหญ่ ซึ่งแตกออกจากกันหลายก้อนในทางนั้น ลอยเด่นอยู่ข้างบน ต่อมาสักครู่ขณะเงามืดของดวงจันทร์ค่อยบดบังดวงอาทิตย์ หรือในเวลา ๑๑ นาฬิกา ๒๐ นาที ท้องฟ้าทั้งหมดดำคล้ำลง และวัตถุต่างๆ ซึ่งอยู่ไกลก็ปรากฏรูปมัวลง ทะเลก็เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีม่วงแก่ และเรือกำปั่นซึ่งทอดอยู่ห่างจากฝั่งในระยะ ๓ ไมล์ ก็เห็นไม่ได้ชัด เครื่องวัดอากาศในบัดนี้ลดลงได้ ๖ องศาจากขนาดความหนาวร้อนของอากาศ รู้สึกอากาศเย็นอย่างประจักษ์ด้วยกันทุกคน เวลา ๑๑ นาฬิกา ๒๕ นาที มีความมืดจัดวัตถุที่อยู่บนบกแต่ไกลแทบสังเกตไม่ได้ ต้นไม้ในที่ใกล้บ้านก็มืดเป็นก้อนดำ ดวงดาวก็ปรากฏขึ้นทางสูงสุดของขอบฟ้าทางโน้นทางนี้ เรือกำปั่นในทะเลก็หายไปมองไม่เห็น ในเวลาดวงอาทิตย์มืดมนซึ่งปรากฏในเวลา ๑๑ นาฬิกา ๓๐ นาที มีความมืดมาจนรูปหน้าคนซึ่งอยู่ในระยะ ๒–๓ ฟิต ก็สังเกตไม่ได้ และการคาดคะเนระยะทางว่าใกล้ไกลเพียงไรก็ดูเหมือนหมดไปด้วย เครื่องวัดอากาศก็ดูไม่เห็น นอกจากมีแสงไฟส่องให้ใกล้ ท้องฟ้ามีดาวพราวเหมือนในเวลาสนธยาอย่างจัดแห่งราตรี” 

         “อุปราคาจับหมดดวงในเวลานี้กินเวลาได้ ๖ นาทีกับ ๔๕ วินาที แล้วทันใดนั้นก็มีแสงสว่างจัดพุ่งแปลบออกมาจากดวงอาทิตย์เหมือนแสงสว่างเรืองอย่างจัด รัศมีที่อยู่รอบดวงและรัศมีที่เป็นลำพุ่งออกมาก็อันตรธานไปทันที.. แต่นี้อุปราคาก็เริ่มคลาย และคลายไปจนโมกษบริสุทธิ์ในเวลา ๑ นาฬิกา ๓๗ นาทีกับ ๔๕ วินาที..พระเจ้าแผ่นดินมีพระราชหฤทัยยินดี ด้วยทรงคำนวณเวลาอุปราคาได้ถูกต้องแน่นอน..”

เสด็จสวรรคต 
         หลังจากที่เสด็จกลับจากทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่หว้ากอ ในวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2411 ก็ทรงพระประชวรเป็นไข้ และเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2411 ขณะพระชนมายุ 64 พรรษา สิริรวมเวลาเสวยราชย์ 17 ปี 5 เดือน 29 วัน ต่อมาในปี พ.ศ.2525 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบประกาศเป็นทางการให้วันที่ 18 สิงหาคมของทุกปี (วันสุริยุปราคาที่หว้ากอ) เป็น “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ” และพร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญาให้ทรงเป็น “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” 

อ้างอิง: 
http://www.lesaproject.com/mongkut_2006/history.html

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 41465282

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!