Home arrow บทความทั่วไป arrow ถึงเวลาผลัดใบราชวงศ์เนเธอร์แลนด์ เถลิงศักราชกษัตริย์ใหม่ "ศูนย์กลางใจประชาชน"
Home    Contacts



ถึงเวลาผลัดใบราชวงศ์เนเธอร์แลนด์ เถลิงศักราชกษัตริย์ใหม่ "ศูนย์กลางใจประชาชน" PDF พิมพ์

Pic_342802

โฉมหน้าของราชวงศ์ออเรนจ์-นัสเซาแห่งเนเธอร์แลนด์ ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่มีวันเหมือนเดิม นับตั้งแต่ย่างก้าวแรกที่ “สมเด็จพระบรมราชินีเบียทริกซ์” เสด็จขึ้นครองราชบัลลังก์ เมื่อวันที่ 30 เม.ย.1980 ขณะพระชนมพรรษา 42 พรรษา หลังการสละราชสมบัติของพระราชมารดา “สมเด็จพระบรมราชินีจูเลียน่า” โดยภายใต้ศักราชใหม่ของควีนเบียทริกซ์ ภาพลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์เนเธอร์แลนด์ เป็นที่จดจำใหม่ในฐานะสถาบันกษัตริย์ยุคใหม่ ที่อุทิศตนทำงานหนักเพื่อประชาชน!!

“สมเด็จพระบรมราชินีเบียทริกซ์” ทรงแตกต่างจากพระราชมารดาอย่างมาก ในขณะที่ “สมเด็จพระบรมราชินีจูเลียน่า” ทรงเป็นกษัตริย์ที่เปรียบดังสมมติเทพ ประชาชนยากจะเข้าถึงได้ และทรงยึดมั่นในโบราณราชประเพณี อย่างเคร่งครัด ในรัชสมัยของควีนเบียทริกซ์ พระองค์กลับทรงเป็นประมุขของรัฐ ที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด และทรงติดดินที่สุด จนราชวงศ์ดัตช์ได้รับการขนานนามให้เป็น “ราชวงศ์จักรยาน” ไม่เพียงเพราะพระบรมวงศานุวงศ์ดัตช์โปรดการขี่จักรยานเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะควีนจูเลียน่าและควีนเบียทริกซ์ แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ชีวิตเรียบง่าย และถ่อมเนื้อถ่อมตนด้วย


ในรัชสมัยของ “สมเด็จพระบรมราชินีเบียทริกซ์” พระราชวังแห่งหนึ่งในกรุงเฮก ได้ถูกดัดแปลงเป็นสถานที่สำหรับการทรงงาน โดยควีนเบียทริกซ์จะทรงเปิดโอกาสให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาล เข้าเฝ้าฯถวายรายงานความคืบหน้าในการบริหารประเทศอาทิตย์ละครั้ง และเนื่องจากพระองค์ทรงแสดงบทบาทสำคัญทางการเมืองในการสรรหาผู้ที่เป็นนายกรัฐมนตรี ตลอดจนพิจารณาการจัดตั้งคณะรัฐบาล จึงได้รับฉายาว่า “ซีอีโอแห่งเนเธอร์แลนด์”

“ไดรส์ วอน แอกท์” อดีตนายกรัฐมนตรีของเนเธอร์แลนด์ ย้อนรำลึกว่า “สมเด็จพระบรมราชินีเบียทริกซ์” ทรงเป็นเพอร์เฟกต์ชั่นนิสต์ ที่โปรดความสมบูรณ์แบบในทุกเรื่อง ทรงมีพระวิสัยทัศน์ยาวไกลมาก ทรงคิดทุกอย่างเป็นระบบ และทรงมีสายพระเนตรเฉียบคมดุจเหยี่ยว ไม่มีรายละเอียดใดจะเล็ดลอดจากสายพระเนตรไปได้


ทั้งนี้ แม้จะมีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญดัตช์ว่าด้วยการไม่ก้าวล่วงทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์ และความเห็นของกษัตริย์ต้องเก็บไว้เป็นความลับ แต่ทางปฏิบัติจริงแล้ว ควีนเบียทริกซ์ทรงแสดงบทบาททางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญมาตลอด บ่อยครั้งยังทรงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอย่างเปิดเผย และส่งเสริมให้ประชาชนมีเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลด้วย ในสายตาของประชาชนชาวดัตช์ ยกย่องให้พระองค์ทรงเป็นสัญลักษณ์ของความสมานฉันท์ โดยเฉพาะในยามที่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศ

อย่างไรก็ดี การที่รัฐสภาเนเธอร์แลนด์ลงมติรับรองกฎหมายการลดทอนพระราชอำนาจของสถาบันกษัตริย์ เมื่อปีที่แล้ว โดยระบุว่า พระมหากษัตริย์จะไม่มีอำนาจในการเจรจาเพื่อสร้างความปรองดองในชาติ ได้กลายเป็นชนวนขัดแย้งสำคัญระหว่างฝ่ายการเมืองกับราชวงศ์ จนนำไปสู่การตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ!! กระนั้น นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของเนเธอร์แลนด์ คือ “มาร์ก รูทเทอ” ยืนยันว่า สถาบันกษัตริย์ยังคงมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของเนเธอร์แลนด์ เนื่องจากสถาบันกษัตริย์ผูกพันกับสังคมดัตช์มานานถึง 500 ปี กระทั่งในยุคที่ประเทศเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐเมื่อ 200 กว่าปีที่แล้ว แต่บทบาทของสถาบันกษัตริย์ก็มิได้ลดน้อยลงเลย ทว่า ยังคงเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของประชาชน และเป็นสถาบันสูงสุดของรัฐ


หลังการครองราชย์มาถึง 33 ปี ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ดัตช์ เมื่อวันที่ 28 ม.ค.ที่ผ่านมา เพียง 3 วัน ก่อนถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 75 พรรษา “สมเด็จพระบรมราชินีเบียทริกซ์” ทรงสร้างความตื่นตะลึง ด้วยการประกาศสละราชสมบัติ เพื่อให้พระราชโอรสองค์โตขึ้นสืบทอดราชบัลลังก์แทน

“ควีนเบียทริกซ์” ได้พระราชทานสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ออกอากาศไปทั่วประเทศ หลังการตัดสินพระทัยครั้งสำคัญว่า ข้าพเจ้าคิดทบทวนเรื่องการสละราชสมบัติมาหลายปีแล้ว แต่ตอนนี้ถึงเวลาเหมาะสมที่จะวางมือ ข้าพเจ้ามิได้สละราชสมบัติ เพราะเห็นว่าภารกิจหนักอึ้งเกินไป แต่มองว่าภาระหน้าที่นี้ควรตกทอดไปสู่คนรุ่นใหม่ได้แล้ว ข้าพเจ้าซาบซึ้งใจอย่างยิ่งที่ตลอดหลายปีมานี้ได้ทำหน้าที่ในฐานะควีนของประชาชนชาวดัตช์ และข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า เจ้าฟ้าชายวิลเล็ม-อเล็กซานเดอร์ พระราชโอรสองค์โตของข้าพเจ้า จะสามารถทำหน้าที่รับใช้ประชาชนได้อย่างดีที่สุด ด้วยความอุทิศและทุ่มเทเต็มที่ กระนั้น การสละราชสมบัติครั้งนี้มิได้หมายความว่า ข้าพเจ้าจะหายหน้าไปไหน ตรงกันข้าม ข้าพเจ้าหวังว่าจะได้พบปะประชาชนอย่างใกล้ชิดมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านราชวงศ์ต่างวิเคราะห์ว่า การที่ควีนเบียทริกซ์ทรงเลือกเวลานี้ในการสละราชสมบัติ ก็เพราะทรงเห็นว่า “เจ้าฟ้าชายวิลเล็ม-อเล็กซานเดอร์” ทรงมีความพร้อมสำหรับการเป็นกษัตริย์แล้ว


กว่าที่ “เจ้าฟ้าชายวิลเล็ม-อเล็กซานเดอร์” จะทรงพร้อมเถลิงราชย์เป็น “สมเด็จพระราชาธิบดีวิลเล็ม-อเล็กซานเดอร์” ก็ต้องอาศัยระยะเวลานานหลายปี เพราะถูกตีตรามาตลอดว่าเป็นคาสโนวา และเจ้าชายจอมปาร์ตี้ ที่ไม่เอาถ่านเรื่องการงาน ถนัดแต่สร้างปัญหา!! เพิ่งจะมาเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่กลายเป็นแฟมิลี่แมน ที่ประชาชนรักใคร่ ก็ตอนที่อภิเษกสมรสกับ “เจ้าหญิงแม็กซิม่า” ธิดาของอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาล ทหารอาร์เจนตินา ยุคทศวรรษ 1970

สมัยที่ “สมเด็จพระบรมราชินีเบียทริกซ์” อภิเษกสมรสกับพระสวามีนักการทูตชาวเยอรมันตะวันตก “คลอส วอน อัมสเบิร์ก” ก่อให้เกิดการประท้วงใหญ่ในประเทศ จนต้องใช้ระเบิดควันและแก๊สน้ำตาเข้าปราบปราม เนื่องจากประชาชนจำนวนมากไม่พอใจที่ควีนจะทรงเป็นทองแผ่นเดียวกับอดีตสมาชิกกลุ่มเยาวชนฮิตเลอร์ ซึ่งเคยอยู่ในกองทัพเยอรมัน ศัตรูของชาติที่บุกยึดครองเนเธอร์แลนด์ในช่วงสมัยสงครามโลก


เมื่อถึงยุคของ “เจ้าฟ้าชายวิลเล็ม-อเล็กซานเดอร์” จะอภิเษกสมรสกับลูกสาวรัฐมนตรีในรัฐบาลเผด็จการของ อาร์เจนตินา จึงถูกคัดค้านอย่างหนักในช่วงแรก กระนั้น ด้วยความทุ่มเทและพยายามปรับตัวอย่างเต็มที่ ทำให้ “เจ้าหญิงแม็กซิม่า” เข้าไปอยู่ในหัวใจของประชาชนชาวดัตช์ได้สำเร็จ เพราะเห็นใจในความพยายามของเจ้าหญิงที่ตั้งใจเรียนรู้ภาษาดัตช์จนชำนาญ และทรงอุทิศตนเองทำงานหนักเพื่อประชาชน

เมื่อประชาชนชาวดัตช์รักใคร่เอ็นดู “เจ้าหญิงแม็กซิม่า” ภาพลักษณ์ของ “เจ้าฟ้าชายวิลเล็ม-อเล็กซานเดอร์” จึงดีวันดีคืนตามไปด้วย โดยระยะหลังสามารถสลัดภาพ “เจ้าชายเจ้าปัญหา” และ “เจ้าชายขี้เมา” กลายมาเป็น “เจ้าชายแฟมิลี่แมน” ซึ่งมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะสืบทอดราชบัลลังก์ โดยมีความน่ารักน่าเอ็นดูของพระธิดาสามใบเถา เป็นแม่เหล็กดึงดูดคะแนนนิยมเพิ่มอีกแรง “เจ้าหญิงแม็กซิม่า” ทรงชื่นชมพระสวามีว่า “เจ้าฟ้าชายวิลเล็ม-อเล็กซานเดอร์” ทรงฉลาด อ่อนโยน เข้มแข็ง และติดดินอย่างที่สุด


นับตั้งแต่มีครอบครัวอบอุ่น และได้พระชายาเป็นกุนซือ “เจ้าฟ้าชายวิลเล็ม-อเล็กซานเดอร์” ก็ทรงเอางานเอาการขึ้นเยอะ ทรงทุ่มเทความสนพระทัยกับเรื่องการบริหารจัดการน้ำ จนได้รับการขนานนามให้เป็น “วอเตอร์ พรินซ์” โดยทรงเป็นองค์ปาฐกในการประชุมเกี่ยวกับเรื่องน้ำอย่างต่อเนื่อง และได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านน้ำและสาธารณสุขประจำสำนักงานเลขาธิการแห่งสหประชาชาติ เมื่อปี 2006


กษัตริย์ใหม่แห่งราชวงศ์ดัตช์ “สมเด็จพระราชาธิบดีวิลเล็ม-อเล็กซานเดอร์” ซึ่งเป็นกษัตริย์พระองค์แรกในรอบศตวรรษของเนเธอร์แลนด์ พระราชทานสัมภาษณ์พิเศษทางโทรทัศน์ ก่อนเปิดฉากพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างยิ่งใหญ่ เมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมาว่า ข้าพเจ้าปรารถนาจะเป็นกษัตริย์ที่มีบทบาทหน้าที่ตามโบราณราชประเพณี เฉกเช่นเดียวกับกษัตริย์องค์ก่อนๆของเนเธอร์แลนด์ เป็นตัวแทนประเทศซึ่งเต็มไปด้วยความมั่นคงและสมานฉันท์ ขณะเดียวกัน ข้าพเจ้าก็อยากเป็นกษัตริย์ยุคใหม่แห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางจิตใจของประชาชนชาวดัตช์อย่างแท้จริง.


ทีมข่าวหน้าสตรี

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 42488117

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!