Home arrow บทความทั่วไป arrow บทความทั่วไป ธันวาคม 54
Home    Contacts



บทความทั่วไป ธันวาคม 54 PDF พิมพ์

หน้า 29

วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ดาวเด่น-ดาวดัง-ดาวดับ 2554

Pic_226818

ในห้วงเวลาหนึ่งของชีวิตมนุษย์เรา ต้องพานพบกับ “ความสำเร็จ” ไม่ช้าก็เร็ว เพียงแต่จะได้ฝากชื่อจารึกไว้ในประวัติศาสตร์หรือไม่นั่นก็อีกเรื่อง

...ปี 2554 ที่ผ่านมา โลกเราได้เห็นผู้ที่กลายเป็นดาวจรัสแสง รวมทั้งกลายเป็นดาวที่ดับไปในค่ำคืนอันมืดมิด ซึ่งทีมข่าวต่างประเทศ ขอรวบรวมมานำเสนอแก่ท่านผู้อ่านดังนี้

••••••••••••

ถือเป็นคู่แต่งงานแห่งปีทีเดียว เมื่อ “เจ้าชายวิลเลียม” พระโอรสองค์โตในเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ แห่งราชวงศ์อังกฤษ และเจ้าหญิงไดอานา ผู้ล่วงลับได้เข้าพิธีเสกสมรสกับ “แคทเธอรีน” หรือเคท มิดเดิลตัน ในพระราชพิธีที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่และมีการถ่ายทอดสดไปทั่วโลกเมื่อ 29 เม.ย. ที่ผ่านมา ณ มหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ ซึ่งถือเป็นการยืนยันในรักแท้ระหว่างเจ้าชายผู้สูงศักดิ์กับสามัญชน

 


ผู้โชคดี หลังเจ้าชายวิลเลียมได้ขอแฟนสาวที่รัก กันมานานตั้งแต่ทั้งคู่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์ส หมั้นหมายในประเทศเคนยา ด้วยแหวนไพลินสีน้ำเงินล้อมเพชร ซึ่งเป็นแหวนวงเดียวกับที่เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ พระบิดา ทรงใช้หมั้นเจ้าหญิงไดอานา พระมารดา เมื่อปี 2524

เจ้าชายวิลเลียมตรัสว่า แหวนวงนี้พิเศษมากสำหรับพระองค์ และเป็นสิ่งที่ยืนยันว่าพระ มารดาทรงรับรู้ถึงเรื่องที่น่ายินดีนี้ อีกทั้งยังเป็นเครื่องหมายว่าเราจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยกัน หลังพิธีเสกสมรสเสร็จสิ้น เจ้าชายวิลเลียมและเคทได้รับการสถาปนาพระอิสริยยศเป็นดยุกและดัชเชสแห่งเคมบริดจ์

••••••••••••

นอกเหนือจากพิธีเสกสมรสของเจ้าชายวิลเลียมกับเคท มิดเดิลตัน แล้ว ที่ราชอาณาจักรภูฏาน ก็มีพระราชพิธีอภิเษกสมรสระหว่างสมเด็จพระราชาธิบดี “จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก” กับ “เจตซุน เปมา” พระคู่หมั้น ตามแบบประเพณีโบราณของชาวภูฏาน เมื่อ 13 ต.ค. โดยพระราชพิธีทางศาสนาจัดขึ้นภายในพระอารามหลวง ในเมืองพูนาคา เมืองหลวงเก่า ซึ่งเต็มไปด้วยจิตวิญญาณทางศาสนาและร่องรอยทางวัฒนธรรม ในพิธีนี้ มีเพียงเชื้อพระวงศ์ที่เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน และมีชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงเฝ้ารออยู่ด้านนอก แต่ไม่มีประมุขหรือผู้นำรัฐบาลต่างชาติร่วมงาน เพื่อเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระองค์ที่ทรงเน้นความเรียบง่าย

 


หลังจากนั้นได้มีการจัดพิธีเฉลิมฉลองขึ้น ณ สนามกีฬาแห่งชาติ ในกรุงทิมพู มีการแสดงระบำพื้นเมือง และศิลปะดนตรีประจำชาติอันงดงาม โดยงานนี้กษัตริย์จิกมีได้ทรงร่วมเต้นรำร่วมกับคณะนักแสดง ทั้งยังทรงจุมพิตพระราชินีพระองค์ใหม่ด้วย

••••••••••••

ปีนี้รู้สึกชาวโลกจะหลงใหลกับคำว่า “ประชาธิปไตย” เป็นเอามาก เห็นได้จากการประท้วงที่เกิดขึ้นเต็มไปหมด โดยเฉพาะภูมิภาคตะวัน ออกกลางและแอฟริกาเหนือ ถึงขั้นที่นิตยสารชื่อดัง “ไทม์” ต้องจัดอันดับบุคคลแห่งปี 2554 ให้เป็น “ผู้ประท้วง” (The Protester)

 


“พวกเขาต่อต้าน พวกเขาเรียกร้อง พวกเขาไม่ย่อท้อ แม้คำตอบที่ได้กลับมาจะเป็นแก๊สน้ำตาหรือห่ากระสุน พวกเขาคือตัวแทนของแนวคิด การกระทำของคนคนหนึ่งสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้” บรรณาธิการของไทม์บรรยาย พร้อมยกย่องผู้ประท้วงในสถานที่ต่างๆไม่ว่ากรีซ อินเดีย จีน อังกฤษ สเปน สหรัฐฯ ไปจนถึงผู้คนในเหตุการณ์ปฏิวัติดอกมะลิ หรือที่เรียกในเวลาต่อมาว่า “อาหรับ สปริง” ที่พลังมวลชนประสบความสำเร็จในการโค่นล้มรัฐบาลของซีน อาบีดีน เบน อาลี ประธานาธิบดีตูนิเซีย ฮอสนี มูบารัค ประธานาธิบดีอียิปต์ ไปจนถึงสุดยอดเผด็จการ พ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย ที่ปกครองประเทศด้วยกฎเหล็กมานาน 42 ปี รวมไปถึงสั่นคลอนรัฐบาลประเทศเยเมน และซีเรีย ที่ดูแววแล้วอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงไม่ช้าก็เร็ว

••••••••••••

หญิงเหล็กผู้นี้ยังคงโลดแล่นในการเมืองโลกอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ใครที่ไหนเธอคือ “แองเกลา แมร์เคิล” นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ผู้ติดอันดับบุคคลทรงอิทธิพลของสื่อต่างๆ มาเป็นเวลาติดต่อกันหลายปี นับตั้งแต่ขึ้นสู่อำนาจในปี 2548

แมร์เคิล

แมร์เคิล


ปีนี้เหตุที่ต้องเลือกแมร์เคิล...เพราะลองนึกภาพประเทศในยุโรปที่รวมตัวกันใช้เงินสกุลเดียวกัน โดยใช้นามว่า “ยูโรโซน” กำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ มีรัฐบาลหลายประเทศขาดเสถียรภาพและใกล้ที่จะล้มเต็มที แต่ทั้งหมดถูกค้ำจุนด้วยประเทศ

“เยอรมนี” ที่เธอเป็นผู้บริหารงานและพัฒนาจนมีเศรษฐกิจอันแข็งแกร่ง ทั้งๆที่ความเป็นจริงแล้วการเมืองภายในเยอรมนีก็ปั่นป่วนไม่ใช่น้อย ไม่ว่าเรื่องผลกระทบจากวิกฤติยูโรโซน เรื่องที่พรรคฝ่ายค้านวางแผนจ้องจะเปลี่ยนขั้วอำนาจ หรือเรื่องความไม่พอใจของประชาชนต่อรัฐบาลที่ออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเก็บภาษีเพิ่ม...แข็งแกร่งระดับนี้เหมาะสมกับตำแหน่งผู้นำอย่างยิ่ง “นายกรัฐมนตรีหญิง” ทั้งหลายจงศึกษาดูเป็นตัวอย่างเสีย

••••••••••••

ปีนี้ไม่พลาดอีกเช่นเคยสำหรับผู้นำตัวจริงแดนหมีขาวรัสเซีย “วลาดิเมียร์ ปูติน” กลับมาช่วงชิงความเด่นในเวทีการเมืองโลกอีกครั้ง หลังประกาศตัวชัดเจนแล้วว่า เดือน มี.ค. ปีหน้าในศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีรัสเซียคนใหม่ จะกลับมาทวงคืนเก้าอี้ผู้นำที่ให้ดมิทรี เมดเวเดฟ ฝากนั่งดูแลชั่วคราว

ปูติน

ปูติน


หากรีเทิร์นสู่อำนาจได้สำเร็จ เราก็จะได้เห็นหน้าปูตินกันไปอีกนานโข เนื่องจากก่อนหน้านี้เจ้าตัวได้วางแผนการไว้เสร็จสรรพ มีการให้รัฐบาลแก้ไขกฎหมายวาระผู้นำจากเดิมสมัยละ 4 ปี เปลี่ยนเป็นสมัยละ 6 ปี คิดดูหากครองตำแหน่งได้ 2 สมัย ก็เท่ากับว่าปูตินจะเป็นประธานาธิบดีรัสเซียถึง12 ปี กว่าจะหมดอำนาจก็ปี 2567 ซึ่งงานนี้มีนักวิชาการเปรยไว้ว่ามองปูตินแล้วนึกถึงสมัยโจเซฟ สตาลิน ผู้นำเผด็จการยุคคอมมิวนิสต์สหภาพโซเวียตที่กุมอำนาจแบบเบ็ดเสร็จ อย่างไรก็ตาม ต้องมาลุ้นกันอีกทีว่าปูตินจะได้เป็นผู้นำรัสเซียอีกครั้งหรือไม่ เพราะในช่วงเดือนที่ผ่านมาก็เกิดกระแสต้านไม่เบา ฝูงชนนับหมื่นนัดรวมตัวประท้วงใหญ่ในรอบ 20 ปี ตามเมืองใหญ่ต่างๆทั่วประเทศไม่ว่ากรุงมอสโก นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก หรือเมืองวลาดิวอสตอก

••••••••••••

ประเทศเกาหลีเหนือกลายเป็นจุดสนใจไปทั่วโลกก่อนช่วงสิ้นปีเพียงไม่กี่วัน หลังเกิดการเปลี่ยนถ่ายอำนาจอย่างกะทันหัน เนื่องจากคิม จอง อิล อดีตผู้นำโสมแดงวัย 69 ปี ถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคหัวใจวายและกล้ามเนื้อหัวใจตายขณะออกตรวจเยี่ยมพื้นที่ต่างจังหวัด

คิม จอง อึน

คิม จอง อึน


งานนี้เก้าอี้ผู้นำประเทศที่มีกำลังทหารมากเป็นอันดับ 5 ของโลก ตกเป็นของ “คิม จอง อึน” บุตรชายคนที่ 3 ผู้มีอายุประมาณ 28 ปี ซึ่งทำให้หลายฝ่ายเกิดความวิตกกังวลว่าเสถียรภาพของเกาหลีเหนือจะสั่นคลอนหรือไม่ เพราะผู้นำคนใหม่อายุน้อย อีกทั้งเวลาเตรียมก่อนขึ้นเป็นผู้นำก็เรียกได้ว่าสั้นมากเพียงปีกว่าๆ ต่างกับสมัยคุณพ่อคิม จอง อิล ที่มีเวลาเตรียมตัวเป็นผู้นำนานกว่า 20 ปี แถมมีข่าวลืออีกว่าคิม จอง อึน ไม่เก่งด้านวิชาการเอาเสียเลย สมัยเรียนหนังสือในประเทศสวิตเซอร์แลนด์สอบตกเป็นประจำ อย่างไรก็ตาม จากที่มีข่าวมาตลอดว่าผู้นำใหม่โสมแดงมีความเข้มแข็งเหมือนบิดาไม่มีผิด จึงทำให้เชื่อว่าในตอนแรกอาจต้องใช้เวลาเรียนรู้ให้ชินกับตำแหน่งสักพัก หลังจากนั้นแหละจะบ้าเหมือนพ่อหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ

••••••••••••

สำหรับเจ้าของรางวัลโนเบลสันติภาพ โดยปี 2554 นี้เป็นการครองรางวัลร่วมกันของสุภาพสตรีที่มีผลงานโดดเด่น 3 ท่าน ได้แก่ “เอลเลน จอห์นสัน เซอร์ลีฟ” ประธานาธิบดีไลบีเรีย, “เลย์มาห์ จีโบวี” ชาวไลบีเรียเช่นกัน และ “ตอวัคกุล การ์มาน” นักเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยชาวเยเมน

 


ทั้งนี้ คณะกรรมการโนเบลกล่าวว่า “เราไม่สามารถบรรลุเป้าหมายแห่งประชาธิปไตยและสันติภาพที่ยั่งยืนได้ หากผู้หญิงไม่ได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกับบุรุษ เพื่อการผลักดันให้เกิดการพัฒนาในสังคมทุกชนชั้น”

คณะกรรมการโนเบลยกย่องประธานาธิบดีเซอร์ลีฟว่าตั้ง แต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อปี 2549 ได้ทุ่มเทเพื่อสร้างสันติภาพในไลบีเรียอย่างต่อเนื่อง ส่วนจีโบวี วัย 39 ปี เป็นแกนนำกลุ่มสตรีเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งของผู้หญิง ขณะที่การ์มานวัย 32 ปี เป็นสื่อมวลชนและผู้นำการชุมนุมเพื่อขับไล่ประธานาธิบดีอาลี อับดุลเลาะห์ ซาเลห์แห่งเยเมน ซึ่งการ์มานเป็นสตรีชาวอาหรับคนแรกที่ได้รับรางวัลนี้

•••••••••••

ผู้คนทั่วโลกโดย เฉพาะวงการเทคโนโลยีต่างตื่นตะลึงกับการจากไปอย่างกะทันหันของ “สตีฟ จ๊อบส์” บิดาผู้ก่อตั้งบริษัทแอปเปิลวัย 56 ปี เมื่อวันที่ 5 ต.ค. โดยเขาเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งในวันที่ 5 ต.ค. หลังจากที่บริษัทแอปเปิลเพิ่งเปิดตัวสมาร์ทโฟนล้ำยุค “iPhone4S” ได้เพียง 1 วัน

สตีฟ จ๊อบส์

สตีฟ จ๊อบส์


แนวคิดการใช้ชีวิตของจ๊อบส์คือ “การทำให้แต่ละวันเปรียบเสมือนวันสุดท้ายของชีวิต” จ๊อบส์ออกจากวิทยาลัยหลังเข้าเรียนเพียง 1 ปี เพื่อเดินทางค้นหาความต้องการของตนเองไปถึงประเทศอินเดีย ก่อนกลับมาตั้งบริษัทแอปเปิลกับเพื่อนจนประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ก็เกิดปัญหาขัดแย้งภายในกับบอร์ดบริหารจนโดนบีบให้ลาออก กระนั้นจ๊อบส์ก็ไม่ย่อท้อไปตั้งบริษัททำการ์ตูนแอนิเมชั่น “พิกซาร์” แทน...ซึ่งท้ายสุดจ๊อบส์ก็ถูกเรียกตัวกลับมากอบกู้บริษัทแอปเปิลที่กำลังขาดทุนย่อยยับ พลิกฟื้นคืนชีพบริษัทขึ้นมาใหม่และผลิตสินค้าเทคโนโลยีชื่อดังมากมายไม่ว่าเครื่องฟังเพลง “iPod” แท็บเล็ต (กระดานชนวน 2.0) “iPad” และสมาร์ทโฟน “iPhone”

••••••••••••

ปีนี้ถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของฮอลลีวูด เมื่อ “เอลิซาเบธ เทย์เลอร์” ดาวค้างฟ้าและเจ้าของรางวัล 2 ออสการ์ ที่มีผลงานภาพยนตร์โด่งดังจากเรื่องคลีโอพัตรา เสียชีวิตในวัย 79 ปี ด้วยอาการหัวใจล้มเหลว ที่โรงพยาบาลในนครลอสแอนเจลิส เมื่อ 23 มีนาคม เธอเป็นนักแสดงเชื้อสายอังกฤษ-อเมริกัน ซึ่งเป็นที่รู้จักในด้านบทบาทการแสดงอันจัดจ้าน, ความงดงาม และการใช้ชีวิตแบบฮอลลีวูดท่ามกลางแสงสีเสียงและความหรูหราเจิดจรัส

เทย์เลอร์

เทย์เลอร์


จากประวัติ เธอแต่งงาน 8 ครั้ง และมีสามีถึง 7 คน ซึ่งหนึ่งในนั้นได้แก่ ริชาร์ด เบอร์ตันนักแสดงที่พบรักกันในกองถ่ายเรื่องคลีโอพัตรา การมีชีวิตรักที่โลดโผนทำให้เรื่องราวชีวิตรักของเทย์เลอร์ปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์เสมอ หนำซ้ำเธอยังเป็นเพื่อนสนิทของไมเคิล แจ๊กสัน ราชาเพลงป๊อปผู้ล่วงลับด้วย ตลอดระยะเวลาการทำงานในวงการบันเทิงกว่า 60 ปี เทย์เลอร์มีผลงานภาพยนตร์กว่า 50 เรื่อง โดยผลงานที่โดดเด่นและทำให้ได้รับการกล่าวขวัญมาตลอดนอกจาก “คลีโอพัตรา” ยังมี “เนชันแนล เวลเวท” และ “ฮูส อะเฟรด ออฟ เวอร์จิเนีย วูล์ฟ”

••••••••••••

“เอมี ไวน์เฮาส์” นักร้องซุปเปอร์สตาร์ชาวอังกฤษ เสียชีวิตอย่างกะทันหัน ด้วยวัย 27 ปี ที่บ้านพักทางตอนเหนือกรุงลอนดอน เมื่อ 23 กรกฎาคม หลังจากชีวิตอันรุ่งโรจน์ทางดนตรีของเธอต้องประสบกับมรสุมครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะมีปัญหาการติดสุราและยาเสพติดเรื้อรัง จนทำให้ต้องยกเลิกการแสดงทัวร์คอนเสิร์ตในยุโรปอย่างกะทันหันมาแล้ว เพราะเมาสุราจนจำเนื้อร้องของเพลงตัวเองไม่ได้

เอมี

เอมี


เอมีเป็นศิลปินเพลงเจ้าของรางวัลแกรมมี่ เจ้าของอัลบั้ม Back to Black และเพลง Rehab เป็นนักร้องที่ได้รับการยกย่องว่ามีพรสวรรค์อย่างมาก ด้วยการออกอัลบั้มแรกชื่อ แฟรงค์ เมื่ออายุได้เพียง 20 ปี เมื่อข่าวการเสียชีวิตของเธอแพร่สะพัดออกไป ก็มีแฟนเพลงนำดอกไม้และข้อความไว้อาลัยมาวางไว้ที่หน้าบ้านของเธอ เอมีถือเป็นศิลปินอายุน้อยที่ต้องจบชีวิตในวัยเพียง 27 ปีเช่นเดียวกับจิมี เฮนดริกซ์ เทพกีตาร์ระดับตำนาน, เจนิส จ๊อบลิน เจ้าแม่เพลงร็อกแอนด์โรล และจิม มอร์ริสัน เจ้าพ่อแห่งวงการเพลงร็อก

••••••••••••

ผ่านไปอีกหนึ่งปี ชีวิตต้องก้าวย่างต่อไป รอลุ้นกันใหม่ว่าปีหน้า นักษัตร “มะโรง” จะเป็นเช่นไร ขอให้ท่านผู้อ่านมีความสุขสวัสดิ์กันอย่างทั่วถึง...นะค้า.

ทีมข่าวต่างประเทศ



 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
สถิติผู้เยี่ยมชม: 42578325
ขณะนี้มี 38 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!