Home
ค้นหาศัพท์
       |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  | 
       |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  | 
 

A
B
C
D
E
F
G
H
I
J
K
L
M
N
O
P
Q
R
S
T
U
V
W
X
Y
Z

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!

สถิติ

ผู้เยี่ยมชม: 4295883
ขณะนี้มี 14 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
“แผ่นดินไหว” มหันภัยจากพลังงานใต้พิภพ PDF พิมพ์
         พักนี้หากใครได้ติดตามข่าวสารต่างประเทศ คงพอจะทราบเรื่องการเกิดภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งระยะหลังนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง จนส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและสร้างความเสียหายให้กับอาคารบ้านเรือนไปเป็นจำนวนมาก ฝั่งประเทศไทยเราเองแม้จะโชคดีที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยจากแผ่นดินไหวต่ำ เพราะเท่าที่เคยเกิดขึ้นมาก็เป็นเพียงเล็กน้อย แต่เพื่อความไม่ประมาท เราน่าจะมาทำความรู้จักกับมันไว้บ้าง เผื่อวันใดวันหนึ่งเกิดเหตุแผ่นดินไหวร้ายแรงขึ้นมาในบ้านเรา จะได้เตรียมตัวรับมือและหาทางป้องกันได้ทันท่วงที



   
 

        
          แผ่นดินไหว (Earthquakes) เป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากการเคลื่อนตัวโดยฉับพลันของเปลือกโลก ส่วนใหญ่แผ่นดินไหวมักเกิดตรงบริเวณขอบของแผ่นเปลือกโลก ซึ่งการเคลื่อนตัวดังกล่าว เกิดขึ้นเนื่องจากชั้นหินหลอมละลายที่อยู่ภายใต้เปลือกโลก ได้รับพลังงานความร้อนจากแกนโลก และลอยตัวผลักดันเปลือกโลกตอนบนอยู่ตลอดเวลา ทำให้เปลือกโลกแต่ละชิ้นมีการเคลื่อนที่ในทิศทางต่าง ๆ กัน พร้อมกับเก็บสะสมพลังงานไว้ภายใน ดังนั้น บริเวณขอบของชิ้นเปลือกโลกจึงเป็นส่วนที่ชนกัน เสียดสีกัน หรือแยกจากกัน หากบริเวณของขอบชิ้นเปลือกโลกใด ๆ ไม่ผ่านหรืออยู่ใกล้กับประเทศใดประเทศหนึ่ง ประเทศนั้นก็จะมีความเสี่ยงภัยต่อแผ่นดินไหวสูง เช่น ประเทศญี่ปุ่น ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศอินโดนีเซีย และประเทศนิวซีแลนด์ เป็นต้น นอกจากนั้น อาจเกิดจากพลังงานที่สะสมในเปลือกโลก ถูกส่งผ่านไปยังเปลือกโลกพื้นของทวีปตรงบริเวณรอยร้าวของหินใต้พื้นโลกที่เรียกกันว่า “รอยเลื่อน” ทำให้รอยที่ประกบกันอยู่ได้รับแรงอัดมาก ๆ รอยเลื่อนจึงมีการเคลื่อนตัวอย่างฉับพลัน จนเกิดเป็นแผ่นดินไหวได้เช่นเดียวกัน
 


   


          
          แรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว จะส่งผลกระทบไปได้ไกล ไม่เฉพาะบริเวณประเทศที่เกิดเท่านั้น บางครั้งหากมีความรุนแรงมาก คลื่นแผ่นดินไหวจะสามารถส่งผ่านไปได้บนผิวโลกหลายพันกิโลเมตรกินอาณาเขตไปหลายประเทศ ทุกวันนี้เราจึงมีวิธีการตรวจวัดความรุนแรงของแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นได้ด้วยกัน 2 วิธี คือ
• วัดขนาด (Magnitude) ของพลังงานที่ถูกปลดปล่อยออกมา ซึ่งสามารถคำนวณได้จากการติดตามลักษณะของคลื่นแผ่นดินไหวโดยเครื่องวัดแผ่นดินไหว (Seismograph) มาตรวัดแบบนี้เรียกว่า “ริคเตอร์” (Richter Scale) ซึ่งมีขนาดตั้งแต่ 1.0 (รุนแรงน้อย) ถึง 9.0 (รุนแรงมาก)
• วัดความรุนแรง (Intensity) ในการสั่น ณ ที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งจะออกมาในลักษณะความรุนแรงของการสั่นที่มนุษย์รู้สึกได้ว่ามากน้อยแค่ไหน หรือความเสียหายของสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ มีมากเพียงใด มาตรวัดแบบนี้เรียกว่า “เมอร์แคลลี่” (Mercalli Scale) ซึ่งมีขนาดตั้งแต่ 1 (อ่อนมาก) ถึง 12 (ทำลายหมดทุกอย่าง)
          โดยก่อนหน้านี้เคยมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ร้ายแรงที่สุดในรอบสองทศวรรษ เกิดขึ้นที่เมืองแทงซาน ประเทศจีน ในตอนดึกของวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 250,000 คน และบาดเจ็บร่วม 800,000 คน ความหายนะนี้ทำให้จีนต้องใช้เวลานานกว่า 10 ปี จึงจะสามารถชุบชีวิตเมืองแทงซานให้กลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้งหนึ่ง



      


         
          แต่ความร้ายแรงของแผ่นดินไหวอาจจะไม่จบลงเพียงการสั่นสะเทือนแค่ครั้งเดียวเท่านั้น อานุภาพของมันยังสามารถก่อให้เกิดสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวตามมาได้อีก เพราะหลายต่อหลายครั้งการเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่มักจะเกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กตามมาซ้ำอีกหลายระลอกเรียกกันว่า แผ่นดินไหวระลอกหลัง (After Chock) ซึ่งน่าจะเกิดจากการปลดปล่อยพลังงานที่ยังคงค้างอยู่ในมวลหิน และยังเกิดในบริเวณรอยเลื่อนเดียวกันกับที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งแรกอีกด้วย
          ส่วนอีกกรณีที่มีอันตรายร้ายแรงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เป็นผลสืบเนื่องมาจากแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นใต้สมุทร ซึ่งอาจทำให้เกิด คลื่นซึนามิ คลื่นยักษ์ที่สามารถเดินทางข้ามมหาสมุทรด้วยความเร็วสูงถึง 1,000 กม./ชม. และที่น่าหวาดหวั่นก็คือ คลื่นนี้อาจรวมพลังกันจนกลายเป็นกำแพงน้ำมหึมาที่มีความสูงถึง 60 ม. ในขณะที่เข้าฟาดทำลายชายฝั่งอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดความเสียหายและคร่าชีวิตผู้คนไปแบบไม่ทันตั้งตัว
          ปัจจุบันภัยจากแผ่นดินไหวยังคงเป็นภัยธรรมชาติที่ไม่มีใครสามารถพยากรณ์ได้อย่างแม่นยำว่าจะอุบัติขึ้นเมื่อใด ที่ไหน มีขนาดและความรุนแรงเท่าใด แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีความพยายามกันอยู่ในการที่จะศึกษากึ่งวิเคราะห์ถึงคุณลักษณะต่าง ๆ ของบริเวณแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหว เพื่อให้การพยากรณ์มี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินจะได้ลดน้อยลงไปด้วย
          สำหรับหนทางป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวก็คือ ควรมีการเตรียมความพร้อมและศึกษาการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเอาไว้ อย่าวางสิ่งของหนักบนชั้นหรือหิ้งสูง ๆ เพราะเมื่อเกิดแผ่นดินไหวอาจตกลงมาเป็นอันตรายได้ ส่วนเครื่องใช้ที่หนัก ๆ ให้ผูกไว้ให้แน่นกับพื้นบ้าน เตรียมไฟฉายสำรองไว้ใช้งานยามฉุกเฉิน ควรทราบตำแหน่งของวาลว์ปิดน้ำ วาล์วปิดก๊าซ สะพานไฟฟ้า สำหรับตัดกระแสไฟฟ้า และหากอยู่ในอาคารหรือบ้านขณะเกิดแผ่นดินไหวให้ยืนอยู่ในส่วนที่มีโครงสร้างแข็งแรง อยู่ให้ห่างจากระเบียงและหน้าต่าง หรือมุดเข้าไปอยู่ใต้โต๊ะ ถ้ากำลังอยู่ในอาคารสูงให้รีบหาทางออกจากอาคารโดยเร็ว ห้ามใช้ลิฟท์โดยเด็ดขาด หากกำลังขับรถให้หยุดรถและอยู่ภายในรถจนกระทั่งการสั่นสะเทือนจะหยุด และหากอยู่บริเวณชายหาดให้อยู่ห่างจากชายฝั่ง เพราะอาจเกิดคลื่นขนาดใหญ่ซัดเข้าหาฝั่งได้ ที่สำคัญต้องตั้งสติไว้ให้ดี อย่าตื่นตระหนกจนเกินเหตุ วิ่งไปวิ่งมา วิ่งเข้าวิ่งออก จะยิ่งทำให้เป็นอันตรายเข้าไปใหญ่
          แม้ว่าวันนี้เหตุการณ์แผ่นดินไหวอาจดูเป็นภัยที่เกิดขึ้นไกลตัวคนไทยเรา แต่ใครจะรู้ว่ามันอาจกำลัง คืบคลานเข้ามาจนกลายเป็นภัยใกล้ตัว อย่างที่เราเองก็สุดจะคาดเดาถึงความรุนแรงที่ต้องเผชิญได้ ฉะนั้นการศึกษาข้อมูลเพื่อเตรียมตัวตั้งรับมันไว้บ้างจึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ส่วนเวลานี้ใครที่อยากระทึกใจกับ เหตุการณ์แผ่นดินไหวในบ้านเราดูสักครั้ง เราขอแนะนำให้ไปทดลองกันที่ นิทรรศการอุโมงค์พลังงาน ซึ่งเป็นการจำลองความสั่นสะเทือนของปรากฏการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นจริงในประเทศญี่ปุ่นมาให้คนไทยได้สัมผัสกัน โดยจะจัดแสดงอยู่ ณ หมวดวิทยาศาสตร์พื้นฐานและพลังงาน บริเวณชั้น 3 ของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ คลองห้า ปทุมธานี ซึ่งขอรับประกันได้เลยว่าแผ่นดินไหวที่นี่ปลอดภัยแน่นอน

ข้อมูลอ้างอิงจาก
www.tmd.go.th

< ก่อนหน้า   ถัดไป >