|
ซิงกูลาริตี้ (singularity) |
|
|
|
บริเวณซึ่งกฎทางฟิสิกส์ (ที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน) ไม่สามารถใช้งานได้ มักจะคิดกันว่าซิงกูลาริตี้มีลักษณะเป็นจุด (มี 0 มิติ) แต่โนหลักการแล้ว ซิงกูลาริตี้อาจมีลักษณะเป็นเส้น (มี 1 มิติ) หรือแผ่น (มี 2 มิติ) ก็ได้ ตัวอย่างเช่น ในกรณีของหลุมดำแบบหมุน (spinning black hole) หากวิเคราะห์โดยใช้ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป จะพบว่ามวลสารทั้งหมดจะถูกอิทธิพลของแรงโน้มถ่วงดึงดูดเข้าสู่จุดศูนย์กลางเกิดเป็นซิงกูลาริตี้ที่มีลักษณะเป็นจุด และมีความหนาแน่นของสสารพลังงานเป็นอนันต์
ในกรณีของหลุมดำแบบที่ง่ายที่สุด (คือไม่หมุนและไม่มีประจุ) หรือที่เรียกว่า หลุมดำแบบชวาร์ซซิลด์ (Schwarzachild black hole) หากวิเคราะห์โดยใช้ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป จะพบว่ามวลสารทั้งหมดจะถูกอิทธิพลของแรงโน้มถ่วงดึงดูดเข้าสู่จุดศูนย์กลางเกิดเป็นซิงกูลาริตี้ที่มีลักษณะเป็นจุด และมีความหนาแน่นของสสารพลังเป็นอนันต์ ในกรณีเช่นนี้ ซิงกูลาริตี้ จึงหมายถึงจุดที่มีความหนาแน่น (ของสสาร- พลังงาน) เป็นอนันต์ ทำให้มีความโค้งของอวกาศสูงเป็นอนันต์ตามไปด้วย
หากมองว่า การขยายตัวของเอกภพเป็นภาพย้อนเวลากลับของการยุบตัวของสสารเนื่องจากแรงโน้มถ่วง (จนเกิดเป็นหลุมดำ) ก็ย่อมหมายความว่า เอกภพมีจุดกำเนิดมาจากซิงกูลาริตี้ ซึ่งเรียกว่า ซิงกูลาริตี้ของบิ๊กแบง (Big Bang singularity)
น่ารู้ด้วยว่า นักวิชาการไทยบางท่านเรียกซิงกูลาริตี้ว่า ‘พินทุ’ ซึ่งมีความหมายว่า จุด โดยอาจเรียก บิ๊กแบง (Big Bang) ว่า ‘มหากัมปนาทของพินทุ’ เป็นต้น อย่างไรก็ดี การเรียกเช่นนี้ทำให้ความหมายที่แท้จริงของซิงกูลาริตี้หายไป
|