Home
ค้นหาศัพท์
       |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  | 
       |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  | 
 

A
B
C
D
E
F
G
H
I
J
K
L
M
N
O
P
Q
R
S
T
U
V
W
X
Y
Z

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!

สถิติ

ผู้เยี่ยมชม: 1823868
ขณะนี้มี 17 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
องค์พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย PDF พิมพ์
ดัชนี บทความ
องค์พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย
หน้า 2
หน้า 3
หน้า 4
หน้า 5
หน้า 6


 แสดงว่าพระองค์ท่านได้ทรงคำนวณขึ้นมาด้วยพระองค์เอง  มิได้นำผลการคำนวณของฝรั่งมาดัดแปลงประยุกต์สำหรับประเทศไทยแต่อย่างใด  ซึ่งรายละเอียดในเรื่องนี้  ได้แสดงในที่ประชุมนักวิทยาศาสตร์ของไทย  ณ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพฯ  เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม  2525  ซึ่งสรุปสาระสำคัญว่า

1.  พระองค์ท่านทรงคำนวณด้วยวิธีการทางดาราศาสตร์ และคณิตศาสตร์ชั้นสูง  จะใช้การคำนวณด้วยวิธีของโหราศาสตร์มิได้

2.  ต้องคำนวณด้วยพระองค์เองทั้งสามขั้นตอน

3.  หลักฐานทางฝ่ายกรีนิชนั้นแสดงให้เห็นว่า  ไม่เปิดโอกาสให้สามารถนำเอาตัวเลขในนั้นมาทำการคำนวณเพิ่มเติมต่อ เพื่อหาว่าการเกิดคราสครั้งนั้นจะเห็นในเมืองไทยในลักษณะใด  เวลาเท่าใด

4.  พระองค์ท่านทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาครั้งนั้นล่วงหน้าถึงสองปี  ในสมัยนั้นเป็นไปไม่ได้ที่หลักฐานการคำนวณของกรีนิชจะทำสำเร็จ  และส่งมาถึงพระองค์ท่านก่อนเวลาได้นานถึงเพียงนั้น

5.  การคำนวณของทางฝ่ายกรินิชแสดงแต่เฉพาะแนวศูนย์กลางของการเดินทางของเงามืดผ่านบริเวณภาคใต้ของประเทศไทยเป็นเส้น Locus เพียง 1 เส้นเท่านั้น แต่ผลการคำนวณของพระองค์ท่านได้พยากรณ์ว่าการเกิดคราสครั้งนั้นจะเห็นมืดหมดทุกดวงตั้งแต่ชุมพรขึ้นมาถึงปราณบุรีแต่ที่กรุงเทพฯ จะเห็นดวงอาทิตย์ถูกดวงจันทร์บังไม่หมดดวง โดยจะเห็นดวงอาทิตย์ขณะเกิดคราสเต็มที่ที่กรุงเทพฯ โผล่พ้นดวงจันทร์ออกมาทางด้านทิศเหนือประมาณหนึ่งในสิบส่วน

ซึ่งได้แสดงพิสูจน์ให้ที่ประชุมดังกล่าวเห็นเป็นประจักษ์แล้วว่าพระองค์ท่านทรงคำนวณได้อย่างถูกต้องเพียงไร  นอกจากมิได้ทรงอาศัยข้อมูลจากการคำนวณของฝ่ายต่างประเทศแล้ว  พระองค์ท่านยังทรงสามารถคำนวณได้โดยละเอียดพิสดารนอกเหนือจากที่ต่างประเทศกระทำด้วย

นอกจากการที่พระองค์ท่านจะทรงมีพระปรีชาสามารถทางวิทยาศาสตร์ดังกล่าวแล้ว พระองค์ท่านยังทรงมีพระปรีชาสามารถในด้านดาราศาสตร์เดินเรือ (Coastal Navigation) ด้วย คือ ทรงสามารถหาตำแหน่งเส้นรุ้งเส้นแวงของเรือพระที่นั่งกลไฟกลางทะเลด้วยพระองค์เอง

โดยทรงวัดมุมสูงดวงอาทิตย์ด้วยกล้องเซกสแตนต์ (Sextant)  เทียบกับเส้นแวงที่ผ่านเมอริเดียนของพระที่นั่งภูวดลทัศนัย ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นแห่งการนำเอาวิทยาการแผนใหม่มาใช้ในประเทศ โดยที่พระองค์ท่านทรงเป็นผู้ดำเนินการด้วยพระองค์เอง ด้วยพระวิริยะอุตสาหะและอัจฉริยภาพอันสูงเกินกว่าจะหาคำมาพรรณนาได้

ในยุคเริ่มต้นของการแสวงหาความรู้ใหม่ทางวิทยาศาสตร์ของโลกเราจะพบว่ามีนักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อยที่ต้องได้รับเคราะห์กรรมอันเกิดจากการศึกษาวิจัยของตน  เช่น นักดาราศาสตร์ตาบอด  เพราะการศึกษาจุดดำในดวงอาทิตย์  นักนิวเคลียร์ฟิสิกส์ในสมัยเริ่มต้นต้องได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคภัยอันเกิดจากสารกัมมันตรังสรีจนถึงแก่กรรมในที่สุด

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้ทรงรับเชื้อไข้มาลาเรียจากการที่พระองค์ท่านได้เสด็จพรระราชดำเนินทอดพระเนตรการเกิดสุริยุปราคาที่หว้ากอ  ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระองค์ท่านได้ทรงคำนวณไว้นั้นและทำให้พระองค์ท่านต้องสูญเสียพระชนม์ชีพเพราะการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์โดยแท้

โดยเหตุนี้  จึงเป็นการสมควรที่นักวิทยาศาสตร์ไทยจะได้ระลึกถึงพระเกียติคุณอันสูงส่งของพระองค์ท่าน  และสมควรที่จะน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระราชสมัญญานามว่า พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย เพื่อทรงเป็นมิ่งขวัญของนักวิทยาศาสตร์ของชาติสืบไป

พระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในเรื่องวิทยาศาสตร์  เป็นที่ยอมรับและปรากฎเด่นชัดแก่บรรดานักปราชญ์นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก  ในฐานะที่ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง  ทรงสามารถคำนวณสถานที่และเวลาที่จะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงได้อย่างถูกต้องชัดเจนโดยไม่คลาดเคลื่อนเลย

นับว่าพระองค์ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ไทยคนแรกที่มีชื่อเสียงโด่งดังปรากฎไปทั่วโลก  ในนาม คิงมกุฏ  ซึ่ง  เซอร์แฮรี่  ออด  ผู้สำเร็จราชการมลายู  ณ เมืองสิงคโปร์มีความเห็นว่า  พระองค์ทรงเชี่ยวชาญในวิทยาศาสตร์  ที่ทรงสามารถคำนวณกำหนดวันที่จะเกิดสุริยุปราคาไว้ล่วงหน้าถึง 2 ปี ว่าจะเกิดในวันที่  18 สิงหาคม 2411

โดยที่เส้นของอุปราคาจะผ่านใกล้ที่สุด ณ ตำบลหว้ากอ  ในพระราชอาณาจักรสยาม  ทางฝั่งทะเลตะวันออกของแหลมมลายูตรงเส้นวิตถันดร (ละติจูด)  11 องศา  38 ลิปดา  ทิศเหนือ  และเส้นทีรฆันดร (ลองติจูด)  29 องศา  39 ลิปดา  ทิศตะวันออก  อยู่เกือบชิดเชิงเขาหลวงสูง 1,236 ฟุต ซึ่งอุปราคาจะปรากฏหมดดวงนานที่สุดด้วย

การที่พระองค์ทรงเชิญนักวิทยาศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจที่รุ่งเรืองที่สุดในโลกขณะนั้น  คือ อังกฤษ  และฝรั่งเศส  โดยเฉพาะเซอร์แฮรี่  ออด  ผู้สำเร็จราชการมลายู  ณ  เมืองสิงคโปร์  และภริยา  มาร่วมดูสุริยุปราคา  ณ ตำบลหว้ากอ  ประจวบคีรีขันธ์

พร้อมทั้งโปรดเกล้าฯ  ให้เชิญฝรั่งทุกคนที่ทำงานหรือรับราชการอยู่ในกรุงเทพมหานคร  มาร่วมด้วยเป็นพิเศษนั้น  เป็นการผสมผสานงานมหกรรมทางวิทยาศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่กับการเมือง  ควบคู่กันไปอย่างแนบเนียนที่สุด

กล่าวคือมีเรือรบที่สำคัญของอังกฤษ  3 ลำ  ชื่อ  เรือรบหลวงกราสฮอปเปอร์  เรือรบหลวงซาแคลไลท์  เรือราชการต่างประเทศไปให้ของฝรั่งเศส  2 ลำ คือ เรือรบหลวงเฟรลอง  เรือรบหลวงซาร์ท  ของไทยมี 5 ลำ  คือ  เรือพระที่นั่งอรรคราชวรเดช  เรืออรรคเรศรัตนาสน์  เรือสยามูปสดัมภ์  เรือยงยศอโยชฌิยา  เรือขจรชลคดี  รวมเรือรบและเรือราชการต่างประเทศสำคัญ ๆทั้งสิ้น 10 ลำ  นับเป็นการชุมนุมกองเรือรบพันธมิตรที่ใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น



< ก่อนหน้า   ถัดไป >