Home
ค้นหาศัพท์
       |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  | 
       |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  | 
 

A
B
C
D
E
F
G
H
I
J
K
L
M
N
O
P
Q
R
S
T
U
V
W
X
Y
Z

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!

สถิติ

ผู้เยี่ยมชม: 5020330
ขณะนี้มี 10 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
องค์พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย PDF พิมพ์
ดัชนี บทความ
องค์พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย
หน้า 2
หน้า 3
หน้า 4
หน้า 5
หน้า 6

หนังสือดาราศาสตร์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงใช้ศึกษาวิชาดาราศาสตร์ด้วยพระองค์เอง (จากสำนักราชเลขาธิการ ในพระบรมมหาราชวัง)

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงได้รับการยกย่องในพระราชสมัญญานามว่า พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย เพราะทรงพระปรีชาสามารถและอัจฉริยะทางดาราศาสตร์ ทรงศึกษาโดยพระองค์เอง จากตำราไทยและมอญ ซึ่งแปลจากตำราโบราณของฮินดู

และทรงศึกษาตำราดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์จากยุโรป  จนสามารถคำนวณได้ล่วงหน้าถึง 2 ปี ว่าจะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงในวันที่ 18 สิงหาคม  พ.ศ. 2411  และเห็นได้อย่างชัดเจนในประเทศไทยที่บ้านคลองลึก  ตำบลหว้ากอ  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  เป็นเหตุให้ทรงได้รับการยกย่องจากวงการวิทยาศาสตร์ของชาติมหาอำนาจในยุคนั้นเป็นอย่างสูง

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงได้รับทูลเกล้าฯ ถวายพระเกียรติให้ทรงเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของสัตววิทยาสมาคม  แห่งสหราชอาณาจักร  บรรดาประมุขของต่างประเทศในยุโรป  อเมริกา ต่างพากันตระหนักดีว่า ทรงสนพระทัยวิทยาศาสตร์ยิ่งนัก

ในจำนวนเครื่องราชบรรณาการ  จึงมักมีเครื่องมือและหนังสือวิทยาศาสตร์รวมอยู่ด้วยเสมอ  เช่น พระนางเจ้าวิกตอเรีย  แห่งสหราชอาณาจักร (อังกฤษ)  ได้ถวายกล้องโทรทรรศน์

ซึ่งเซอร์จอห์น  เบาว์ริง  ได้บันทึกไว้ว่า กล้องที่นำมาถวายมีคุณภาพต่ำกว่ากล้องโทรทรรศน์ที่ทรงมีอยู่แล้วเสียอีก  กล่าวกันว่าในห้องส่วนพระองค์จะมีเครื่องมือวิทยาศาสตร์เหมือนห้องนักปราชญ์ราชบัณฑิตที่มีชื่อเสียงและมั่งคั่งของโลกในสมัยนั้นทีเดียว

ทรงเป็นนักปฏิบัติทดลองรวบรวมข้อมูล  ทรงวัดเส้นรุ้งเส้นแวงด้วยพระองค์เอง  ทรงสร้างหอดูดาวขึ้นที่เขาหลวง  จังหวัดเพชรบุรี  ทรงตั้งเวลามาตรฐานของไทย  ได้โปรดให้สร้างหอนาฬิกาขึ้นในพระบรมมหาราชวัง  และตั้งเวลามาตรฐานเพื่อให้ชาวต่างประเทศในเมืองไทยด้วย

ทรงแก้ปัญหาบ้านเมืองบางประการโดยอาศัยหลักวิทยาศาสตร์  คือ  มีเหตุผลรายละเอียดถี่ถ้วน  ไม่เชื่อโชคลาง  อาทิ  ประกาศเรื่องโรค ป่วงใหญ่  และประกาศดาวหาง  มีความว่า

“….ที่คิดว่าโรคป่วงใหญ่เป็นกองทัพภูตผีปีศาจนั้นไม่ถูกต้องและคนทั้งปวงคิดจะคุ้มครองตนเองโดยการบ่นคาถา ภาวนาพิธีต่าง ๆและอ้อนวอนต่อเทวดา เทพบุตร เทพธิดา และผีปีศาจต่าง ๆนั้น ของให้ช่วยคุ้มครองการบวงสรวงบูชายัญเสียกบาลด้วยวิธีต่าง ๆ เป็นที่น่าเกลียดนาชัง  น่าหัวร่อ

เรื่องของดาวหางที่เกิดขึ้นทรงปลอดใจว่าอย่างได้วิตก  ทรงชี้ให้เห็นว่าเป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติ  ทรงแนะวิธีแก้ความเชื่อไว้ว่า ถ้ากลัวฝนแล้งก็ให้รีบทำนาเสียขณะที่มีฝนอยู่  ถ้าครอบครัวใดไม่ได้ทำนาก็ให้จัดซื้อข้าวไว้ให้พอกิจ  ถ้ากลัวฝีดาษก็ให้มาปลูกฝีเสียที่โรงงาน

“….ถ้าดาวหางมาบนฟ้าโกรธขึ้งหึงสาพยาบาทอาฆาตแค้นอะไรอยู่กับเจ้านายมาแล้วจะไม่มาตรงไล่เอาเจ้านายทีเดียวไม่เห็นจริงด้วย

เป็นที่ยอมรับว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้ทรงศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดาราศาสตร์  พระองค์ได้ทรงวางรากฐานที่จะนำวิทยาการสมัยใหม่ของยุโปเข้ามาพัฒนาประเทศ

วิทยาศาสตร์แผนใหม่ตลอดจนเทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทมาตั้งแต่สมัยพระองค์ท่าน  สิ่งใดแปลกใหม่  แม้ไม่ทรงได้เคยรู้มาก่อน  ก็ทรงตั้งพระทัยติดตามศึกษาหาความรู้ด้วยน้ำพระทัยของวิทยาศาสตร์

เมื่อนักวิทยาศาสตร์ไทยได้มีการพบปะกันเพื่อพิจารณาหาวันนักวิทยาศาสตร์แห่งชาติ  ได้ตกลงมีมติเลือกเอาวันที่ 18 สิงหาคม  เป็นวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

ทางด้านรัฐบาลหลังจากได้รับความเห็นแล้ว  ได้มีมติเมื่อวันที่ 14 เมษายน  อนุมัติให้วันที่ 18 สิงหาคม  เป็นวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติโดยเริ่มตั้งแต่ปี  พ.ศ. 2525 เป็นต้นไป  และได้ประกาศยกย่องว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทยด้วย



< ก่อนหน้า   ถัดไป >