Home
ค้นหาศัพท์
       |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  | 
       |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  | 
 

A
B
C
D
E
F
G
H
I
J
K
L
M
N
O
P
Q
R
S
T
U
V
W
X
Y
Z

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!

สถิติ

ผู้เยี่ยมชม: 4376720
ขณะนี้มี 15 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ดาวหางไฮอาคุตาเกะ (Hyakutake) PDF พิมพ์
  ดาวหางไฮอาคุตาเกะ
ดาวหางไฮอาคุตาเกะ (Hyakutake) ถูกพบเป็นครั้งแรกในคืนวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2540 โดยนักดาราศาสตร์สมัครเล่นชื่อ Yuli Hyakutake โดยเขาได้ใช้กล้องสองตาส่องเห็นดาวหางดวงนี้ขณะมันปรากฎอยู่ในกลุ่มดาวคันชั่ง
เมื่อแรกพบ หัว (Coma) ของไฮอาคุตาเกะมีขนาดเล็กมาก และส่วนหางก็ยังไม่ปรากฏเนื่องจากดาวหางอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์มาก แต่เมื่อดาวหางโคจรที่เคลื่อนลึกเข้ามา ในสุริยจักรวาล กลุ่มก๊าซที่บริเวณหัวของดาวหาง ได้เพิ่มขนาดขึ้น และหางของดาวก็ปรากฏชัดขึ้น
ถึงแม้ว่าระยะเวลาที่ดาวหางไฮอาคุตาเกะ จะปรากฎให้เราเห็นค่อนข้างสั้น แต่นักดาราศาสตร์ก็สามารถคำนวณได้ว่า วงโคจรของมันเป็นวงรีที่มีขนาดใหญ่มาก ในอดีตเมื่อประมาณ 10,000 ปีก่อนนี้ไฮอาคุตาเกะ ได้เคยโคจรมาใกล้ดวงอาทิตย์ครั้งหนึ่งแล้ว และเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2540 ชาวโลกก็ได้เห็นดาวหางดวงนี้ ด้วยตาเปล่าอีกครั้งหนึ่ง
การปรากฏตัวของมันในครั้งนี้ปรากฏว่า มันมีหางสีน้ำเงิน ยาวยืดถึง 1 ล้านกิโลเมตร พาดผ่านหนึ่งในสามของท้องฟ้า ไฮอาคุตาเกะโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด ที่ระยะห่างเพียง 34.5 ล้านกิโลเมตร และมีความเร็วสูงถึง 320,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ดาวหางที่เราเห็นทุกดวงเป็นดาวบริวารในสุริยจักรวาล มีแกนที่เป็นใจกลางหัวคือนิวเคลียส (nucleus) ซึ่งประกอบด้วยน้ำแข็งและฝุ่นที่อัดตัวแน่น เวลาดาวหางเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ ความร้อนจากแสงอาทิตย์ทำให้น้ำแข็งบนดาวระเหิดเป็นไอปกคลุมส่วนหัว เมื่อเป็นเช่นนี้ หัวดาวหางจึงปรากฏมีขนาดใหญ่ สำหรับไฮอาคุตาเกะเองมีหัวขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 16 กิโลเมตร และส่วนที่เป็นหางนั้น เกิดจากผงฝุ่นของดาวที่ถูกลมสุริยะ ซึ่งเป็นอนุภาคเล็กๆ จากดวงอาทิตย์พุ่งชนและผลัก ทำให้เราเห็นเป็นหางยาว
ถึงแม้ว่าไฮอาคุตาเกะ จะพุ่งหนีจากโลกไปแล้วก็ตาม แต่มันก็ได้ทิ้งปัญหาให้นักวิทยาศาสตร์ต่างๆ ต้องขบคิดหลายประการ
ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจ ด้วยกล้องโทรทรรศน์ทั้งจากบนดินและในอวกาศ แสดงให้เห็นว่าน้ำแข็งบนดางหางดวงนี้ มีอุณหภูมิต่ำกว่าน้ำแข็งบนดาวหางดวงอื่นๆ และที่น่าประหลาดใจมากที่สุดคือ ไฮอาคุตาเกะเป็นดาวหางดวงแรก ที่ถูกพบว่าเปล่งรังสีเอ็กซ์ นอกจากนี้นักดาราศาสตร์ยังพบว่า ดาวดวงนี้มีความสว่างที่สูงกว่าความสว่าง ที่ทฤษฏีได้คาดหวังถึง 100 เท่า ข้อมูลที่ได้จากการสังเกตยังแสดงให้เห็นอีกว่า หางของไฮอาคุตาเกะมีก๊าซ methane และ ethane มาก ซึ่งก๊าซทั้งสองชนิดนี้นักดาราศาสตร์ ไม่เคยตรวจพบบนดาวหางดวงใดมาก่อนเลย
ตามปกติแล้ว นักวิทยาศาสตร์มักจะถือว่างานวิเคราะห์ส่วนประกอบ ของดาวหางเป็นงานยาก เพราะนอกจากดาวหางจะมีขนาดเล็กแล้ว มันยังอยู่ไกลและมีอุณหภูมิต่ำด้วย คุณสมบัติประการหลังนี้ทำให้รังสีต่างๆ ที่เปล่งออกมาจากดาวหางส่วนใหญ่เป็นรังสีอินฟราเรด ซึ่งรังสีชนิดนี้มิสามารถจะทะลุผ่านชั้นบรรยากาศ ของโลกถึงกล้องโทรทรรศน์ที่อยู่บนดินได้ เพราะมันจะถูกไอน้ำในบรรยากาศดูดซับไปหมด ดังนั้นการศึกษาดาวหางจึงต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ ที่กำลังลอยอยู่ในอวกาศศึกษาแทน
แต่จะยังไงก็ตาม โดยอาศัยกล้องโทรทรรศน์กำลังสูง ที่ยอดเขา Mauna Kea บนเกาะฮาวาย นักวิทยาศาสตร์ได้พบว่า บนไฮอาคุตาเกะยังมีก๊าซ methane และก๊าซนี้มีปนอยู่ในน้ำแข็งราว 1 เปอร์เซ็นต์ นอกจาก methane แล้วก็ยังพบ ethanol ในปริมาณที่น้อยกว่า methane ราว 10 เท่า
อนึ่ง การที่ได้พบว่าไฮอาคุตาเกะ มีส่วนประกอบที่ไม่เหมือนดาวหางดวงอื่นๆ นี้ได้ชี้นำให้นักวิทยาศาสตร์หาทางปรับปรุง ทฤษฎีกำเนิดดาวหางใหม่โดยคิดว่ามัน
กำเนิดดาวอาจจะเป็นดาวบริวารที่โคจร อยู่ระหว่างดาวเสาร์กับดาวพฤหัสบดี เมื่อรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์เปลี่ยน methane บนดาว ไปเป็น ethane และทำให้ methane ถูกทำลายและในขณะเดียวกันก็ทำให้ไฮอาคุตาเกะ มีส่วนประกอบดังที่มันมีอยู่ สำหรับการเปล่งรังสีเอ็กซ์นั้น นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่าเป็นรังสีเอ็กซ์จากดวงอาทิตย์ ได้ถูกสะท้อนจากดาวหาง
แต่เราก็ต้องทำใจว่า หากมีการเห็นดาวหางดวงใหม่ เราอาจจะต้องปรับเปลี่ยนทฤษฎีใหม่อีกครับ

ที่มา : ดร.สุทัศน์ ยกส้าน
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)
< ก่อนหน้า   ถัดไป >