Home
ค้นหาศัพท์
       |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  | 
       |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  | 
 

A
B
C
D
E
F
G
H
I
J
K
L
M
N
O
P
Q
R
S
T
U
V
W
X
Y
Z

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!

สถิติ

ผู้เยี่ยมชม: 4295795
ขณะนี้มี 16 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ทฤษฎีสนามควอนตัม (Quantum Theory Field ) PDF พิมพ์

                 เป็นทฤษฎีควอนตัมยุคใหม่  โดยคิดผลของสัมพัทธภาพที่มีต่ออนุภาคที่มีความเร็วสูงหรือพลังงานสูง

ภายในทฤษฎีนี้จะมีการปรับแนวความคิดหลายประการ อาทิเช่น  เมื่อเวลาเปลี่ยนไปอนุภาคจะถูกทำลายและถูกสร้างขึ้นมาใหม่  ดังนั้นอนุภาคจะเป็นตัวใหม่ไม่ใช่ตัวเดิมแต่จะมีคุณสมบัติเหมือนเดิม  มีการทำนายการมีอยู่ของปฏิอนุภาค  หรือ ปฏิสสาร (Anti-matter)   ซึ่งถูกสร้างและทำลายไปพร้อมกับอนุภาคหรือสสารเป็นคู่ๆ เช่นอิเล็กตรอนจะถูกสร้างและทำลายไปพร้อมกับคู่ปฏิอนุภาคของอิเล็กตรอนที่เรียกว่า โพซิตรอน (positrons)

                ทฤษฎีนี้จะไม่บรรยายโอกาสที่จะเจออนุภาคด้วยฟังก์ชันคลื่นแต่จะแสดงโอกาสที่อนุภาคจะถูกสร้างขึ้น ณ ตำแหน่งใด ๆ แทนซึ่งโอกาสนี้แสดงได้จากสนามของการสร้างและทำลายอนุภาค จึงเรียกว่า ทฤษฎีสนามควอนตัม

                ความสำเร็จของทฤษฎีนี้อยู่ที่ความสำเร็จในกาบรรยายการสร้างและทำลายอนุภาคมีประจุภายใต้สนามควอนตัมที่เรียกว่าสนามแม่เหล็กไฟฟ้า และคำนวณพลวัติของแรงแม่เหล็กไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำกว่าทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกซ์เวลล์ เรียกว่า พลศาสตร์แม่เหล็กไฟฟ้าเชิงควอนตัม (Quantum Electrodynamics –QED)

                ทฤษฎีนี้เริ่มต้นพัฒนาขึ้นจาก สมการของดิแรก (Dirac Equation)  ซึ่งเป็นสมการที่บรรยายอนุภาคแบบสัมพัทธภาพ เขาพบว่าสมการของเขาทำนายการมีอยู่ของสปินและปฏิอนุภาคหรือคลื่นอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ทำให้ความรู้สึกขัดแย้งที่มีมาแต่เดิมที่เข้าใจว่าควอนตัมจะต้องพิจารณาทั้งความเป็นคลื่นและอนุภาคไปพร้อม ๆ กันนั้นหายไป  คลื่นและอนุภาคเป็นคุณสมบัติที่แตกต่างกันมาก หากควอนตัมมีคุณสมบัตินี้ทั้งสองประการพร้อมกันจะทำให้เราสับสนได้ง่าย ดังนั้นสมการดิแรกจึงได้รับการยอมรับอย่างสูง ทั้งในด้านการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่มีมาแต่เดิม และความสวยงามของสมการคณิตศาสตร์ที่เขาใช้ด้วยเช่นกัน

                นีลส์ โบร์เองก็ได้เปลี่ยนความคิดหลังจากนั้นว่าเราอาจจะพิจารณาความเป็นคลื่นหรือความเป็นอนุภาคของควอนตัมอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับวิธการสังเกตของเรา หากเราสังเกตคุณสมบัติคลื่นของควอนตัมก็จะเห็นความเป็นคลื่นของมันและไม่สามารถมองเห็นความเป็นอนุภาค หากเราสังเกตความเป็นอนุภาคก็จะเห็นความเป็นอนุภาคของมันและไม่สามารถเห็นความเป็นคลื่น ดังนั้นการจะเข้าใจระบบควอนตัมให้สมบูรณ์นั้นจะต้องพิจารณาทั้งความเป็นคลื่นหรืออนุภาคโดยเลือกเอาตามสถานการณ์ที่ต้องการสังเกต หลักการนี้เรียกว่า การเติมเต็ม (Complementarity) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการพิจารณาความเป็นคลื่นและความเป็นอนุภาคจะทำให้เข้าใจระบบได้มากกว่าการพิจารณาความเป็นคลื่นหรืออนุภาคแต่เพียงอย่างเดียว

< ก่อนหน้า   ถัดไป >