Home
ค้นหาศัพท์
       |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  | 
       |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  | 
 

A
B
C
D
E
F
G
H
I
J
K
L
M
N
O
P
Q
R
S
T
U
V
W
X
Y
Z

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!

สถิติ

ผู้เยี่ยมชม: 4186706
ขณะนี้มี 42 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ไอแซค อสิมอฟ (Isaac Asimov) PDF พิมพ์
  (อังกฤษ: Isaac Asimov;2 มกราคม พ.ศ. 2463-6 เมษายน พ.ศ. 2535)

    นักเขียนและนักชีวเคมีชาวอเมริกันเชื้อสายรัสเซียที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง มีชื่อเสียงรู้จักกันดีในฐานะนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ และหนังสือแนววิทยาศาสตร์สำหรับบุคคลทั่วไป ผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาคือ หนังสือชุดสถาบันสถาปนา รวมทั้งหนังสืออีก 2 ชุด นั่นคือ หนังสือชุดจักรวรรดิเอ็มไพร์ และ หนังสือชุดหุ่นยนต์ นอกจากนี้เขายังได้เขียนนิยายแนวลึกลับและแฟนตาซี รวมทั้งสารคดีอีกจำนวนมาก เขาได้เขียนหนังสือในหมวดใหญ่ๆ ของระบบทศนิยมดิวอี้ทุกแนวเนื้อหา เว้นก็แต่แนวปรัชญาเท่านั้น

    อสิมอฟถือเป็นนักเขียนรุ่นใหญ่ในบรรดานักเขียนนวนิยายวิทยาศาสตร์ โดยจัดอยู่ในแนวหน้า เช่นเดียวกับ โรเบิร์ต เอ. ไฮน์ไลน์ และอาร์เทอร์ ซี. คลาร์ก ซึ่งถือเป็นผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสาม (Big Three) ในหมู่นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ในช่วงชีวิตของเขา

     งานเขียนของอสิมอฟสามารถแบ่งได้เป็นหลายยุค ในช่วงแรกๆ เขาอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้แก่งานเขียนนิยายวิทยาศาสตร์โดยเริ่มจากการเขียนเรื่องสั้นในปี ค.ศ. 1939 และเริ่มเขียนนวนิยายในปี ค.ศ. 1950 ไปจนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1958 หลังจากที่เขาได้พิมพ์เรื่อง นครสุริยะ เขาก็เริ่มงานเขียนแนวอื่นในราวปี ค.ศ. 1952 อสิมอฟเป็นผู้แต่งร่วมให้กับตำราเรียนระดับวิทยาลัยได้แก่ Biochemistry และ Human Metabolism ครั้นถึงปี ค.ศ. 1957

    เมื่อดาวเทียมสปุตนิกของสหภาพโซเวียตได้ขึ้นไปโคจรรอบโลกเป็นครั้งแรก เขาก็เริ่มหันไปเขียนบทความวิทยาศาสตร์ทันยุค รวมถึงจัดทำหนังสือและนิตยสาร งานประพันธ์นิยายวิทยาศาสตร์ของเขาเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ เป็นเวลากว่า 25 ปีซึ่งเขาได้เขียนนิยายวิทยาศาสตร์เพิ่มเพียง 4 เรื่องเท่านั้น จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1982 เขาก็หันมาเขียนนิยายวิทยาศาสตร์อีกครั้งโดยเริ่มจาก Foundation\'s Edge หลังจากนั้นจนกระทั่งถึงวันที่เขาเสียชีวิต อสิมอฟได้เขียนเรื่องชุดต่อเนื่องทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์ในนวนิยายก่อนหน้าของเขาอีกหลายเรื่อง โดยพยายามเชื่อมโยงเรื่องทั้งหมดเข้าด้วยกัน แม้จะมีเรื่องราวบางจุดที่ยังไม่ค่อยสอดคล้องกันอยู่บ้างโดยเฉพาะในงานเขียนยุคแรกๆ ของเขา

    อสิมอฟเริ่มอ่านนิยายวิทยาศาสตร์จาก pulp magazines ซึ่งขายในร้านขนมของที่บ้านตั้งแต่ ค.ศ. 1929 เขาเริ่มเข้าสู่โลกของนิยายไซไฟในราวกลางคริสต์ทศวรรษ 1930 โดยได้เข้าร่วมกลุ่มที่ต่อมากลายเป็นกลุ่มฟิวเจอเรียน เขาเริ่มเขียนนิยายวิทยาศาสตร์เรื่องแรกคือ Cosmic Corkscrew ในปี ค.ศ. 1937 แต่เขียนไม่จบ จนถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1938 จึงเกิดแรงบันดาลใจจะทำต่อหลังจากได้ไปเยี่ยมสำนักงานของ Astounding Science Fiction เขาเขียน Cosmic Corkscrew จบในวันที่ 19 มิถุนายนและส่งเรื่องไปให้บรรณาธิการของ Astounding คือ จอห์น ดับเบิลยู. แคมป์เบล ด้วยตัวเองในอีกสองวันถัดไป แคมป์เบลปฏิเสธ Cosmic Corkscrew แต่ก็ได้ให้กำลังใจอสิมอฟให้เขียนต่อไป และเขาก็เขียน เขาขายนิยายเรื่องที่สามของเขาคือ Marooned Off Vesta ให้แก่นิตยสาร Amazing Stories ได้ในเดือนตุลาคม มันได้ตีพิมพ์ในนิตยสารฉบับเดือนมีนาคม ค.ศ. 1939 เขายังคงเขียนนิยายต่อไปและบางครั้งขายต้นฉบับให้สำนักพิมพ์นิยายวิทยาศาสตร์หลายๆ แห่ง

123112

เหล็กหล่อ PDF พิมพ์

กนกวรรณ แสงเกียรติยุทธ

 

    เทคโนโลยีงานหล่อโลหะ เริ่มมีมาประมาณ 3,000 ปี ก่อนคริสตศตวรรษ เริ่มจากการผลิต เพื่อใช้เป็นอาวุธ เครื่องประดับ เครื่องใช้ภายในครัวเรือนในยุคบรอนซ์ และประมาณ 500 ปี ก่อนคริสตศตวรรษ ยุคเหล็กจึงเกิดขึ้น ซึ่งวิธีการหล่อทั้งในยุคบรอนซ์ และยุคเหล็ก ใช้กระบวนการคล้ายคลึงกัน คือ ใช้ขี้ผึ้งทำเป็นต้นแบบ เรียกกระบวนการวิธีนี้ว่า lost wax process หรือ precision casting วิธีการนี้ยังคงนิยมใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เช่น การหล่อ
พระพุทธรูป ชิ้นส่วนเครื่องจักร งานศิลป์ที่ทำเป็นตัวสัตว์ชนิดต่างๆ เทคโนโลยีการหล่อในปัจจุบัน ถูกประยุกต์เป็นลักษณะของอุตสาหกรรม ที่มีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์ มาใช้ควบคุมเพื่อให้สามารถผลิตได้เร็ว และมีประสิทธิภาพ

    กระบวนการหล่อโลหะ เริ่มจากการหลอมวัตถุดิบ ได้แก่ เศษเหล็ก เหล็กดิบ ฟลักซ์ และโลหะผสม จากนั้นเทโลหะหลอมเหลว ลงในแบบหล่อ ที่ทำด้วยทราย หรือวัสดุทนความร้อน การปั้นแบบแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ทำแบบเปลือกนอก และส่วนที่ทำไส้แบบ ซึ่งทั้งสองส่วนนี้ใช้ทรายที่มีลักษณะต่างกัน และต้องนำไปอบไล่ความชื้น ก่อนนำมาประกอบเป็นแบบหล่อที่สมบูรณ์ หลังจากหล่อรูปร่าง ได้ใกล้เคียงแบบที่ต้องการแล้ว จึงรื้อแบบนำชิ้นงานไปตกแต่ง ให้ได้รูปร่างตามต้องการ

    ชนิดของเหล็กหล่อที่พบเห็นโดยทั่วไปสามารถจำแนกตามลักษณะโครงสร้างพื้นฐานได้ 4 กลุ่ม คือ

  1. เหล็กหล่อเทา เมื่อตีหักจะเห็นเนื้อเป็นสีเทา สมบัติการหล่อดี ความทนแรงดึงสูง ราคาถูก พบในชิ้นส่วนรถยนต์ เสื้อสูบ ฝาสูบ ปลอกเสื้อสูบ จานถ่วง กังหันน้ำ เฟือง ข้อต่อส่งกำลัง ลูกรอก
  2. เหล็กหล่อเหนียว ใช้ทำชิ้นส่วนเครื่องกล ที่ทนแรงกระแทกสูงกว่า เหล็กหล่อเทา เช่น ลูกรอก เพลาข้อเหวี่ยง ลูกกลิ้งรีดเหล็ก แบบหล่ออินกอท ท่อน้ำ
  3. เหล็กหล่อขาว เมื่อตีหักจะเห็นเนื้อเป็นสีขาวเหมือนเหล็กทั่วไป พบในชิ้นส่วนอุปกรณ์ ที่ต้องการความคงทน ต่อการเสียดสี เช่น ส่วนประกอบใบพัดของเครื่องยิงทราย จานเจียรนัยเพชรพลอย
  4. เหล็กหล่อผสม ใช้ผลิตชิ้นส่วนของปั้ม และข้อต่อต่างๆ

    เหล็กหล่อที่ใช้งานกัน อย่างแพร่หลายในงานอุตสาหกรรม ของประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นรูปแบบการผลิต โดยรับคำสั่งจากลูกค้า มากกว่าการผลิตเพื่อจำหน่าย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมรถยนต์

    ถึงแม้ว่าเหล็กหล่อมีสมบัติ ที่ด้อยกว่าเหล็กกล้า กล่าวคือไม่สามารถขึ้นรูป โดยการรีดหรือดึงขึ้นรูปได้ แต่ก็สามารถหล่อรูปร่างที่ซับซ้อนได้ และยังแตกหักได้ง่ายเมื่อได้รับแรงกระแทก อย่างไรก็ตามข้อดีของเหล็กหล่อ คือ ราคาถูก นอกจากนี้ยังสามารถปรับปรุงสมบัติต่างๆ โดยการเติมธาตุที่เหมาะสมลงไป และรวมถึงการอบชุบที่ดี สามารถทำให้เหล็กหล่อบางชนิด มีสมบัติที่เทียบเคียง ได้กับเหล็กกล้าเลยทีเดียว


เอกสารอ้างอิง

  • มนัส สถิรจินดา, วิศวกรรมงานหล่อเหล็ก, คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • มนัส สถิรจินดา, เหล็กหล่อ, สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์, พ.ศ. 2539  
เพชร PDF พิมพ์

ดร. สุพิณ ต่างวิวัฒน์

 

    เมื่อพูดถึงเพชร คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึง เครื่องประดับที่มีราคาแพง แต่ในแง่ของวัสดุแล้ว เพชรถือว่าเป็นวัสดุ ที่มีความสำคัญมาก ในระดับหนึ่ง เนื่องจากสมบัติเฉพาะตัว ในเชิงความแข็ง เพชรเป็นวัสดุที่แข็งที่สุด จึงถูกนำมาใช้ตั้งแต่ในยุคกรีก คนในยุคนนั้นนำเศษเพชรมาทำเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการแกะหินที่มีค่า ส่วนผงเพชรก็ถูกใช้ อย่างกว้างขวางตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 สำหรับการขัดตกแต่งเพชรพลอย

    เพชรเกิดจากการจัดตัวของ อะตอมคาร์บอน ภายใต้ความดันสูงภายในโลก ลึกลงไปต่ำกว่า 150 กิโลเมตร ซึ่งมีความดันถึง หลายพันบรรยากาศ ดังนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจเลย ที่เพชรจะทนต่อความดันสูง ได้ภายในห้องปฏิบัติการ เพชรถูกส่งขึ้นมายังพื้นผิวโลกด้วยไอน้ำและก๊าซอื่นๆ ซึ่งส่งผ่านเพชรมาทางรอยแตก

    แม้ว่าเพชรและแกรไฟต์ มีองค์ประกอบพื้นฐานเหมือนกัน คือเป็นรูปผลึกของคาร์บอนบริสุทธิ์ เพียงแต่การเชื่อมต่อ ของคาร์บอนอะตอม ในโครงสร้างที่ต่างกัน เพชรมีความสวยงาม เป็นผลึกใส และแข็งกว่าวัสดุใดๆ ในขณะที่แกรไฟต์ เป็นวัสดุที่มีสีดำและอ่อน เพชรเป็นฉนวนไฟฟ้าที่ดีมาก แต่แกรไฟต์นำไฟฟ้าได้ ในระดับกึ่งโลหะหรือเกือบเท่าโลหะ

    ปัจจุบันมนุษย์สามารถนำเพชร ไปใช้ประโยชน์ได้ใน อุตสาหกรรมต่างๆ มากมาย เนื่องจากเพชรมีสมบัติเด่นๆ หลายประการ อาทิ ใช้ในเรื่องของการตัดและการขัด  นอกจากนี้การเคลือบด้วยเพชร ยังช่วยป้องกันการสึกกร่อน ของส่วนที่มีการเคลื่อนที่ ในอุปกรณ์เครื่องกล ซึ่งทำได้โดยการนำเพชรไปทำให้เป็นฟิล์มบาง แต่ทั้งนี้เทคนิคนี้ ยังต้องพัฒนาอีกมาก นอกจากคุณค่าในเชิงกล เรื่องความแข็งของเพชรแล้ว เพชรยังมีค่าคงที่ไดอิเล็กทริกสูง ซึ่งให้ผลดีในการหยุด การรั่วไหลของประจุ สิ่งนี้ทำให้เพชรมีคุณค่าอย่างยิ่ง ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิก เช่น เป็นฉนวนกั้นระหว่างชั้นของตัวเก็บประจุ ส่วนสมบัติทางแสงนั้น เพชรที่มีความบริสุทธิ์สูง มีการส่งผ่านแสง ที่มองเห็นด้วยตา ไปถึงแสงสีแดง ประโยชน์ของเพชรยังมีอีกหลายประการ ที่มิได้กล่าวในที่นี้ แต่ในอนาคตอันใกล้ เราคงมีอุปกรณ์ที่ทันสมัย เกิดขึ้นอีกมาก โดยที่มีเพชรเป็นองค์ประกอบ


เอกสารอ้างอิง

  • Ball P, Hark Work, in Made to Measure : Mew Materials for the 21st Century, University Press, USA (1997), pp. 313-343
ตัวนำยิ่งยวด PDF พิมพ์
 

ดวงสมร เจริญกุล

    

    ตัวนำยิ่งยวดหรือ Superconductor เป็นวัสดุที่มีประสิทธิภาพ ในการนำกระแสไฟฟ้าตรงได้ 100% เนื่องจากไม่มีการ สูญเสียพลังงานความร้อน ที่เกิดจากการต้านทาน ตัวนำยิ่งยวดที่เป็นที่รู้จักกันในปัจจุบันแบ่งเป็น ตัวนำยิ่งยวด ที่อุณหภูมิสูง และตัวนำยิ่งยวดที่อุณหภูมิต่ำ ซึ่งทั้ง 2 ชนิดจะต้องทำให้เย็นตัวลง ถึงอุณหภูมิเฉพาะตัวที่ต่ำมาก เพื่อที่จะแสดงสมบัติของตัวนำยิ่งยวด

    วัสดุที่เป็นตัวนำยิ่งยวดถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1911 โดยนักฟิสิกส์ชาวดัทช์ชื่อ ไฮด์ แคมเมอร์ลิง ออนเนส เมื่อเขาสังเกตว่าปรอทถ้าเย็นตัวลงถึงอุณหภูมิของฮีเลียมเหลว (4 องศาเคลวิน) จะสูญเสียความต้านทานไฟฟ้าทั้งหมด จากนั้นในปี 1933 วอลเตอร์ ไมซเนอร์ และโรเบิร์ต ออคเซนเฟล พบว่าตัวนำยิ่งยวดสามารถผลักสนาม
แม่เหล็กได้ เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านแม่เหล็ก ที่เคลื่อนที่โดยตัวนำและเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้น ทำให้แม่เหล็ก “ลอยตัว” ขึ้นเหนือตัวนำยิ่งยวดดังที่หลายๆ ท่านอาจเคยเห็นมาแล้วในภาพถ่าย ปรากฏการณ์นี้ จึงเรียกตามชื่อของผู้ที่ค้นพบว่า ปรากฏการณ์ไมซเนอร์

    ก่อนปี 1986 อุณหภูมิใช้งานเฉพาะตัว ของตัวนำยิ่งยวดที่มีอยู่ในสมัยนั้นต่ำกว่า 23 องศาเคลวิน และยังไม่มี การนำมาใช้งานมากนัก นอกจากใช้ใน Magnetic Resonance Imaging (MRI) และ Superconducting Magnetic Energy Storage (SMES) เนื่องจากกระบวนการ ในการทำให้ตัวนำยิ่งยวดเหล่านี้เย็นตัวลง ถึงอุณหภูมิใช้งานเฉพาะตัว เป็นกระบวนการที่มีราคาสูง เนื่องจากต้องใช้ฮีเลียมเหลว จึงยังไม่เป็นที่นิยมเท่าใดนัก แต่ในปี 1986 ดร.อเล็กซ์ มูลเลอร์ และ ดร.จอร์จ เบดนอร์ช สามารถทำให้ สารประกอบเซรามิกออกไซด์ ซึ่งปกติเป็นฉนวนไฟฟ้า มีสมบัติเป็นตัวนำยิ่งยวด ที่อุณหภูมิ 36 องศาเคลวิน (จัดเป็นตัวนำยิ่งยวดที่อุณหภูมิสูง) ซึ่งทำให้เกิดการวิจัยและพัฒนาตัวนำยิ่งยวด ที่ทำจากสารประกอบเซรามิก ที่มีอุณหภูมิเฉพาะตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มีการนำมาใช้งานเพิ่มขึ้น

    ในปัจจุบันมีการนำตัวนำยิ่งยวดมาใช้ในงานหลายๆ ด้าน เช่น แมกเนติก-เลฟวิเทรชันเทรน หรือรถไฟแมกเลฟ ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งใช้ประโยชน์จาก ปรากฏการณ์ไมซเนอร์ ทำให้รถไฟ “ลอยขึ้น” จากราง เป็นการลดแรงเสียดทาน ทำให้รถไฟวิ่งได้เร็วมาก ในทางการแพทย์ มีการนำตัวนำยิ่งยวดมาใช้ในเครื่องมือ MRI เพื่อศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้น ภายในร่างกายมนุษย์ โดยไม่ทำให้เจ็บปวดหรือเกิดบาดแผลใดๆ นอกจากนั้นยังมี เครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ทำด้วยสายไฟ ที่เป็นตัวนำยิ่งยวด ทำให้มีประสิทธิภาพสูงกว่า เครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ทำด้วยสายไฟทองแดง ในขณะที่มีขนาดเล็กกว่าครึ่งหนึ่ง

    ในขณะนี้นักวิจัยก็ยังคงพัฒนา ตัวนำยิ่งยวด ให้สามารถใช้งานได้ที่อุณหภูมิห้อง ในอนาคต เราอาจจะ ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และอาจจะได้เห็นอะไรแปลกใหม่ขึ้นด้วย


เอกสารอ้างอิง

  • http://www.amsuper.com
  • http:// superconductors.org.
อลูมินา วัสดุสารพัดประโยชน์ PDF พิมพ์

สุรศักดิ์ ไวทยวงศ์สกุล 

 

    เมื่อเอ่ยถึงคำว่า “อลูมินา” แล้ว เชื่อว่าผู้ฟังหลาย ๆ ท่านอาจจะไม่เคยรู้จัก หรือได้ยินชื่อของวัสดุชนิดนี้มาก่อน แต่แท้ที่จริงแล้ว อลูมินาเป็นวัสดุเซรามิกชนิดหนึ่ง ที่ถูกนำมาใช้ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่พบเห็นกันทั่วไป ทั้งในชีวิตประจำวันและ ในอุตสาหกรรมหลายชนิด จึงนับได้ว่าเป็นวัสดุที่มีประโยชน์ต่อ มนุษย์มากที่สุดอย่างหนึ่ง ในวันนี้ เราจะมาทำความรู้จักกับวัสดุชนิดนี้กัน

    อลูมินามีชื่อทางเคมีว่า อลูมิเนียมออกไซด์ สูตรทางเคมีคือ Al2O3 พบในธรรมชาติในรูปของแร่คอรันดัม (corundum) โดยปกติจะมีสีขาวหรือไม่มีสี แต่หากมีสิ่งเจือปนในโครงสร้าง ของอลูมินาเล็กน้อย จะทำให้เกิดสีต่าง ๆ ทำให้มีความสวยงามมากขึ้น กลายเป็นแร่ที่มีค่า เช่น สีแดงของทับทิมเกิดจากมีธาตุโครเมียมอยู่ในเนื้ออลูมินา เป็นต้น โครงสร้างของอลูมินาประกอบด้วยพันธะระหว่างอะลูมิเนียมกับออกซิเจนที่มีความแข็งแรงมาก การทำลายพันธะดังกล่าว ต้องใช้พลังงานสูง ทำให้อลูมินามีความแข็งมาก โดยวัสดุที่แข็งแรงมากกว่าอลูมินา มีเพียงเพชรเท่านั้น นอกจากนั้นแล้ว อลูมินายังทนความร้อนและการกัดกร่อนจากสารเคมีชนิดต่าง ๆ ได้ดีอย่างยิ่ง และมีสมบัติเป็นฉนวนไฟฟ้าที่ดีอีกด้วย

    อลูมินาที่ใช้ในอุตสาหกรรม ผลิตขึ้นจากแร่บอกไซต์ โดยกระบวนการที่มีชื่อว่า กระบวนการของเบเยอร์ เพื่อกำจัดสิ่งเจือปน และเปลี่ยนอลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ให้เป็นอลูมินา อลูมินาที่ผลิตได้ส่วนใหญ่ (มากกว่าร้อยละ 90) ใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตโลหะอลูมิเนียม ส่วนที่เหลืออีกประมาณร้อยละ 10 นำไปใช้ในรูปของอลูมินาโดยตรง

    ประโยชน์ของอลูมินามีมากมาย นอกจากจะใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เซรามิก เพื่อให้เกิดความแข็งแรง มากขึ้นแล้ว ยังสามารถนำไปขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์หลายชนิด เช่น ใช้ทำวัสดุทนไฟในเตาเผาและเตาหลอม วัสดุขัดถู ลูกบดและผนังกรุหม้อบดสำหรับอุตสาหกรรมเซรามิก ถ้วยเผาสาร (crucible) สำหรับอุตสาหกรรมอัญมณี หัวพ่นทรายสำหรับงานตกแต่งผิวโลหะ แผ่นรองวงจรไฟฟ้ารวม (IC) สำหรับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ หัวเทียนสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ใช้ทำฝาครอบหลอดไฟโซเดียมที่ให้ความสว่างสูง และยังใช้เป็นชิ้นส่วนของ อวัยวะทดแทน เช่น ข้อต่อกระดูกเทียม เป็นต้น จากการสำรวจของกระทรวงการค้าต่างประเทศและอุตสาหกรรม ของญี่ปุ่น (MITI) ในปี 1997 พบว่าเฉพาะที่ญี่ปุ่นประเทศเดียว ตลาดผลิตภัณฑ์อลูมินาก็มีมูลค่าถึงเกือบ 2.5 แสนล้านเยน หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท จึงนับได้ว่าเป็นวัสดุที่มีศักยภาพ ทางการตลาดที่น่าสนใจมากชนิดหนึ่ง

 

เอกสารอ้างอิง

  • Yoshiyasu Mizuno, เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่อง Alumina Ceramic : Application, Processing and Future Potential จัดโดย สถาบันวิจัยโลหะและวัสดุ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2542.
  • สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, เคมีวิทยา เล่ม 2 : หลักทฤษฎีและสมบัติของสสาร.
<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 หน้าถัดไป > หน้าสุดท้าย >>

ผลลัพธ์ 46 - 54 จาก 4809