Home
ค้นหาศัพท์
       |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  | 
       |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  |  | 
 

A
B
C
D
E
F
G
H
I
J
K
L
M
N
O
P
Q
R
S
T
U
V
W
X
Y
Z

สมัครสมาชิก
เพื่อรับเอกสารเพิ่ม!

สถิติ

ผู้เยี่ยมชม: 4034971
ขณะนี้มี 22 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
สีของแสง PDF พิมพ์

การมองเห็นสีต่าง ๆ บนวัตถุเกิดจากการผสมของแสงสี เช่น แสงขาวอาจเกิดจากแสงเพียง 3 สีรวมกัน แสงทั้ง 3 สี ได้แก่ แสงสีแดง แสงสีเขียว และแสงสีน้ำเงิน หรือเรียกว่า สีปฐมภูมิ และถ้านำแสงที่เกิดจากการผสมกันของสีปฐมภูมิ 2 สีมารวมกันจะเกิดเป็น สีทุติยภูมิ ซึ่งสีทุตยภูมิแต่ละสีจะมีความแตกต่างกันในระดับความเข้มสีและความสว่างของแสง ดังภาพ

เรามองเห็นวัตถุที่เปล่งแสงด้วยตัวเองไม่ได้ก็เพราะมีแสงสะท้อนจากวัตถุนั้นเข้าสู่นัยย์ตาของเรา และสีของวัตถุก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของแสงที่สะท้อนนั้นด้วย โดยวัตถุสีน้ำเงินจะสะท้อนแสงสีน้ำเงินออกไปมากที่สุด สะท้อนแสงสีข้างเคียงออกไปบ้างเล็กน้อย และดูดกลืนแสงสีอื่น ๆ ไว้หมด ส่วนวัตถุสีแดงจะสะท้อนแสงสีอดงออกไปมากที่สุด มีแสงข้าวเคียงสะท้อนออกไปเล็กน้อย และดุดกลืนแสงสีอื่น ๆ ไว้หมด สำหรับวัตถุสีดำจะดูดกลืนทุกแสงสีและสะท้อนกลับได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

สเปกตรัมของแสง PDF พิมพ์

    แสงจากดวงอาทิตย์เป็นแสงขาว ซึ่งเราสามารถใช้ปริซึมแยกแสงที่เป็นองค์ประกอบของแสงขาวออกจากกันได้เป็นแถบสีต่างๆ 7 สีเรียงติดกัน เราเรียกแถบสีที่เรียงติดกันนี้ว่า สเปกตรัม

 กล่องข้อความ: แสงขาว (Visible light) คือ ช่วงคลื่นแสงที่ทำให้ตาเราสามารถมองเห็นวัตถุเป็นสีต่างๆ ได้

ภาพแสดงสเปกตรัมของคลื่นแสงขาว

 

ปรากฏการณ์รุ้งกินน้ำ ก็เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่หยดน้ำฝนหรือละอองน้ำทำหน้าที่เป็นปริซึม แสงจากดวงอาทิตย์ที่ส่องลงมาจะเกิดการหักเหทำให้เกิดเป็นแถบสีบนท้องฟ้า

ภาพแสดงการเกิดสเปกตรัมสีรุ้งของแสงเมือลำแสงผ่านปริซึม

 

จากภาพแสงสีแดงจะเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าแสงสีม่วง ทำให้แสงสีแดงเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่น้อยกว่าแสงสีม่วง เป็นสาเหตุทำให้เกิดการกระจายของแสงขาวเรียงกันเป็นแถบสีเกิดขึ้น

นาฬิกาเชิงอะตอม เครื่องบอกเวลาที่เที่ยงตรงที่สุด PDF พิมพ์
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
คลื่นสึนามิ PDF พิมพ์
 

คลื่นสึนามิ

          คลื่นผิวน้ำที่เรารู้จักกันทั่วไปเกิดจากแรงลมพัด พลังงานจลน์จากอากาศถูกถ่ายทอดสู่ผิวน้ำทำให้เกิดคลื่น ขนาดของคลื่นจึงขึ้นอยู่กับความเร็วลม หากสภาพอากาศไม่ดีมีลมพายุพัด คลื่นก็จะมีขนาดใหญ่ตามไปด้วย ในสภาพปกติคลื่นในมหาสมุทรจะมีความสูงประมาณ 3 เมตร แต่เมื่อเกิดลมพายุ คลื่นอาจจะมีความสูงถึง 10 เมตร
          คลื่นสึนามิ (Tsunami) เป็นคลื่นขนาดยักษ์ “สึ” เป็นภาษาญี่ปุ่นแปลว่า “ท่าเรือ” นามิ แปลว่า “คลื่น” ที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะ ชาวประมงญี่ปุ่นออกไปหาปลา พอกลับมาก็เห็นคลื่นขนาดยักษ์พัดทำลายชายฝั่ง คลื่นสึนามิไม่ได้เกิดจากการเคลื่อนที่ของอากาศ หากแต่เกิดจากแรงสั่นสะเทือน เช่น ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว ภูเขาใต้ท้องทะเลถล่ม หรืออุกกาบาตพุ่งชนมหาสมุทร แรงสั่นสะเทือนเช่นนี้ทำให้เกิดคลื่นยักษ์ที่มีฐานกว้าง 100 กิโลเมตร แต่สูงเพียง 1 เมตร เคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 700 – 800 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อคลื่นเดินทางเข้าใกล้ชายฝั่ง สภาพท้องทะเลที่ตื้นเขินทำให้คลื่นลดความเร็วและอัดตัวจนมีฐานกว้าง 2 – 3 กิโลเมตร แต่สูงถึง 10 – 30 เมตร เมื่อกระทบเข้ากับชายฝั่งจึงทำให้เกิดภัยพิบัติมหาศาล เพื่อที่จะเข้าใจเรื่องสาเหตุของการเกิดคลื่นสึนามิได้อย่างถ่องแท้ จะต้องศึกษาให้เข้าใจความรู้พื้นฐานดังต่อไปนี้
 

คลิกครับ


คลื่นสึนามิจากจุดเดียวไปทั่วโลก

คลื่นได้เคลื่อนไปตามแนวสันเขาใต้มหาสมุทร (ridge)

 เหมือนกับการที่รถไฟแล่นไปตามราง

 

     การถล่มของคลื่นสึนามิเมื่อเดือนธันวาคม ปีกลายไม่เพียงเกิดขึ้นกับประเทศในแถบรอบ ๆ มหาสมุทรอินเดีย และบางประเทศในแอฟริกาตามที่มีการรายงานเท่านั้น แต่คลื่นอันทรงพลังนี้ได้เดินทางไปไกลแทบจะรอบโลกตามเส้นทางอันน่าประหลาดใจอย่างยิ่ง นักวิทยาศาสตร์ได้กล่าวเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่าคลื่นได้เคลื่อนไปตามแนวสันเขาใต้มหาสมุทร (ridge) เหมือนกับการที่รถไฟแล่นไปตามราง

     ด้วยการใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียมและการจำลองทางคอมพิวเตอร์ นักวิทยาศาสตร์แสดงให้เห็นว่าแนวสันเขาใต้ท้องทะเลชื่อ the Southwest Indian Ocean Ridge (แนวนอน-เฉียงเล็กน้อย-สีส้มบริเวณตรงกลางค่อนมาข้างล่างของภาพ) และ the Mid-Atlantic Ridge (แนวเฉียงขึ้น จากบริเวณลองจิจูดที่ 0 องศาไปทางเหนือ) ควบคุมทิศทางของคลื่นผ่านมหาสมุทรแอตแลนติก

แนว the Southeast Indian Ridge นำทางให้คลื่นเคลื่อนที่เข้าสู่และผ่านมหาสมุทรแปซิฟิก

ในขณะที่แนว the Southeast Indian Ridge (บริเวณล่างขวาของภาพ), Pacific-Antarctic Ridge (บริเวณล่างขวาของภาพ), และ the East Pacific Rise (บริเวณทางซ้ายของภาพ) ก็นำทางให้คลื่นเคลื่อนที่เข้าสู่และผ่านมหาสมุทรแปซิฟิก

นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องนี้ซึ่งนำโดย Vasily Titov แห่ง National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) ได้ใช้เครื่องวัดการขึ้น-ลงของน้ำในบริเวณต่าง ๆ ทั่วมหาสมุทรด้วย เพื่อวัดระดับความสูงของคลื่นที่เคลื่อนที่ผ่าน และข้อมูลที่อ่านได้ให้ผลที่น่าประหลาดใจตามภาพข้างบน (สามารถดูภาพที่คมชัดกว่าได้ที่ http://www.sciencemag.org/cgi/data/1114576/DC1/1 และภาพเคลื่อนไหวจำลองการเดินทางของคลื่นสึนามิไปทั่วโลกได้ที่
http://www.sciencemag.org/content/vol0/issue2005/

images/data/1114576/DC1/1114576s1.mov )

เครื่องวัดจำนวนมากในมหาสมุทรอินเดียทำงานผิดปกติ

จากการใช้เครื่องวัดที่บริเวณต่าง ๆ พบว่าคลื่นที่เคลื่อนเข้าสู่บริเวณใกล้ Callao ของประเทศเปรู (พยายามสังเกตสัญลักษณ์น้ำกระเพื่อมเป็นวงกลมบริเวณละติจูดที่ 10 องศาใต้ ลองจิจูดที่ 80 องศาตะวันตก) และบริเวณอื่นใกล้ Nova Scotia ของประเทศแคนาดา (สังเกตสัญลักษณ์น้ำกระเพื่อมเป็นวงกลมบริเวณละติจูด 45 องศาเหนือ ลองจิจูด 65 องศาตะวันตก) มีขนาดใหญ่กว่าคลื่นที่เข้าสู่เกาะ Cocos (ละติจูด 10 องศาใต้ ลองจิจูด 95 องศาตะวันออก) เกาะซึ่งอยู่ใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหวกว่าทั้งสองแห่งมาก อย่างไรก็ตามพบว่าเครื่องวัดจำนวนมากในมหาสมุทรอินเดียทำงานผิดปกติหรือไม่ก็ชำรุดอันส่งผลให้พลาดข้อมูลของบริเวณที่คาดว่าจะพบคลื่นขนาดใหญ่ที่สุดบางแห่ง (ศึกษาตำแหน่งของสถานที่ต่าง ๆ ได้จากแผนที่ออนไลน์ที่
http://worldatlas.com )

ข้อมูลที่วัดได้ที่บริเวณอันห่างไกลจากแหล่งกำเนิดคลื่นสึนามิทั้งสองแห่งนี้สอดคล้องกับเส้นทางการเดินทางของคลื่นผ่านมหาสมุทรเป็นอย่างยิ่ง

เครื่องวัดใกล้บริเวณทั้งสองนี้รวมถึงอีกสองที่คือที่ Manzanillo ในประเทศเม็กซิโก และ Arica ในประเทศชิลี บันทึกคลื่นที่มีความสูงมากกว่า 20 นิ้ว ซึ่งเป็นความสูงในขนาดพอ ๆ กับคลื่นที่ผ่านเกาะ Cocos แต่ละจุดของทั้งสี่แห่งเป็นจุดที่สิ้นสุดการเดินทางของคลื่นซึ่งเดินทางมาไกลถึง 12,000 ไมล์ (7,500 กม.) จากศูนย์กลางแผ่นดินไหว

คล้ายกับการที่รถไฟความเร็วสูงเลี้ยวไปตามราง เมื่อคลื่นสึนามิวิ่งกระทบเข้ากับจุดหักเลี้ยวตามแนวสันเขาใต้น้ำ ส่วนหนึ่งของคลื่นจะเคลื่อนที่เลี้ยวไปตามแนวสันเขาใต้น้ำนั้น แต่ส่วนของคลื่นที่เหลือจะตกรางไม่เลี้ยวไปตามแนวสันนั้นและพุ่งออกไปในอีกทิศทาง

ตัวอย่างหนึ่งคือคลื่นที่เคลื่อนจากเกาะสุมาตราไปทางตะวันตกเฉียงใต้ตามแนว the Southwest Indian Ocean Ridge เข้ากระทบจุดหักเลี้ยวเมื่อมันมาถึงแนว the Mid-Atlantic Ridge ซึ่งเฉียงขึ้นทางเหนือ พลังงานของคลื่นบางส่วนเลี้ยวไปสู่ทวีปอเมริกาเหนือ แต่อีกส่วนซึ่งเป็นส่วนที่มากไม่ได้เลี้ยว มันพุ่งเข้าไปที่บริเวณทางตะวันออกของทวีปอเมริกาใต้
 

พลังงานของคลื่นจากแผ่นดินไหว ณ ตำแหน่งหนึ่งสามารถเคลื่อนที่ไปในมหาสมุทรทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม แนวสันเขาใต้ท้องมหาสมุทรไม่ได้ส่งผลต่อทิศทางของคลื่นที่ได้ทำลายพื้นที่รอบมหาสมุทรอินเดียแต่อย่างใด การเปลี่ยนแปลงของพื้นใต้ทะเลในตอนเริ่มแรกซึ่งเป็นแนวยาวและแคบจากการเกิดแผ่นดินไหวได้ปลดปล่อยพลังงานของคลื่นให้พุ่งออกมา

ในขณะที่ไม่มีรายงานความเสียหายจากสึนามิโดยตรงในบริเวณนอกแถบมหาสมุทรอินเดีย การศึกษานี้แสดงว่าพลังงานของคลื่นจากแผ่นดินไหว ณ ตำแหน่งหนึ่งสามารถเคลื่อนที่ไปในมหาสมุทรทั่วโลก

“การจำลองของสึนามิให้ความเข้าใจในเรื่องการเคลื่อนของคลื่นในมหาสมุทรเปิดซึ่งไม่สามารถได้รับจากวิธีการวัดระดับการขึ้น-ลงของน้ำได้” นักวิทยาศาสตร์เขียน “นี่เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับบริเวณมหาสมุทรเปิดซึ่งข้อมูลมีอยู่น้อยมาก”

ข้อมูลอ้างอิง

- เอกสารอ้างอิง Titov et al., The Global Reach of the 26 December 2004

Sumatra Tsunami, Science 2005 0: 11145761

Echocardiogram PDF พิมพ์

การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง

Echocardiogram

Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)Wdh01srr.gif (1318 bytes)

     ด้วยหลักการสะท้อนกลับของคลื่นเสียงความถี่สูง ซึ่งจะส่งผ่านผนังทรวงอกไปถึงหัวใจโดยหัวตรวจชนิดพิเศษ เมื่อคลื่นเสียงความถี่สูง ผ่านอวัยวะต่างๆจะเกิดสัญญาณสะท้อนกลับ ซึ่งแตกต่างกันระหว่างน้ำ เนื่อเยื่อ คอมพิวเตอร์จะนำเอาสัญญาณเหล่านี้มาสร้างภาพ ดังนั้น ภาพที่เห็นก็คือหัวใจของผู้ป่วย   Echocardiogram จึงช่วยให้ แพทย์สามารถวินิจฉัยโรค พยากรณ์โรค ตรวจหาความรุนแรง ติดตามผลการรักษา ในโรคหัวใจและ หลอดเลือดได้อย่างมี ประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โรคหัวใจแต่กำเนิด โรคลิ้นหัวใจพิการ   โรคกล้ามเนื้อหัวใจพิการ   โรคของเยื่อหุ้มหัวใจ แต่อย่างไรก็ตามวิธีนี้จะไม่เห็นหลอดเลือดหัวใจโดยตรง และ อาจได้ภาพ ไม่ชัดเจนในผู้ป่วยที่อ้วนหรือผอมมาก หรือ มีถุงลมโป่งพอง เนื่องจากไขมันและอากาศขัดขวางคลื่นเสียงความถี่สูง

การตรวจ Echo นิยมทำ 2 วิธีคือ

1. ตรวจโดยการใช้หัวตรวจ ตรวจบริเวณผนังทรวงอกด้านนอก (Tran Thoracic Echocardiogram) เป็นการตรวจที่นิยม ทำกันทั่วไป วิธีการค่อนข้างง่าย ไม่เจ็บตัว ไม่มีอันตรายใดๆ   เมื่อตรวจเสร็จเรียบร้อย ท่านจะสามารถทราบผลการตรวจได้ทันที
2. ตรวจโดยการใช้หัวตรวจ สอดผ่านช่องปาก เข้าไปอยู่ในหลอดอาหาร ซึ่งเป็นตำแหน่งด้านหลังของหัวใจโดยตรง (Tran Esophageal Echocardiogram)  การตรวจวิธีนี้ สามารถตรวจโครงสร้างของหัวใจ และ หลอดเลือดที่อยู่ด้านหลังหัวใจ เช่น หัวใจห้องซ้ายบน ลิ้นหัวใจ ผนังกั้นห้องหัวใจ ได้ชัดเจนกว่าวิธีแรก วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยบางราย เช่น  ผนังหน้าอก หนามาก (อ้วน) เป็นต้น แต่การตรวจวิธีนี้ไม่ได้ใช้ทดแทนการตรวจวิธีแรก จะทำเฉพาะในรายที่มีข้อบ่งชี้เท่านั้น เนื่องจากอาจมีอันตรายต่อหลอด อาหารได้ แต่ก็พบน้อยมาก น้อยกว่าร้อยละ 0.5

การเตรียมตัวก่อนตรวจ

สำหรับการตรวจวิธีที่ 1 ไม่ต้องเตรียมตัวล่วงหน้าแต่ประการใด
การตรวจวิธีที่ 2 ต้องเตรียมดังนี้
            ผู้รับการตรวจจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้งดน้ำงดอาหาร 4 - 6 ชม. ก่อนตรวจ
            ผู้รับการตรวจต้องไม่มีประวัติแพ้ยาและประวัติกลืนลำบาก
            ในวันตรวจหากผู้รับการตรวจมีฟันปลอม ควรถอดเก็บไว้ก่อน
            ผู้รับการตรวจทุกรายต้องลงชื่อในใบยินยอม ก่อนการตรวจทุกครั้ง
การตรวจ Echo สามารถทำได้ในผู้ป่วยทุกเพศ วัย แม้กระทั่งสตรีมีครรภ์ โดยจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆทั้งสิ้น ทั้งนี้เนื่องจาก ไม่ได้มีการ ใช้รังสีเข้ามาเกี่ยวข้องแต่เป็นการใช้ประโยชน์จากคลื่นเสียงเท่านั้น

echomvp.jpg (17211 bytes)
ตัวอย่างภาพหัวใจ ลิ้นหัวใจ(ผิดปกติ)ที่ได้
จากการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง

<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 หน้าถัดไป > หน้าสุดท้าย >>

ผลลัพธ์ 64 - 72 จาก 4809