คุยเฟื่องเรื่องลึงค์
ความนิยมของผู้ชม: / 6
แย่มากดีมาก 
นงคราญ สุขสม

อารัมภบท
ที่มาของบทความเรื่องนี้มีเหตุสืบเนื่องมาจากเมื่อประมาณปลายปี พ.ศ. 2543 ข้าพเจ้าได้พบเพื่อนรุ่นพี่ท่านหนึ่งโดยบังเอิญ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช ภายหลังการทักทายกันอย่าง อบอุ่น สอบถามสาระทุกข์สุขดิบของกันและกัน และช่วยกันเติมเต็มให้กับช่วงเวลาที่ขาดหายไปกว่า 10 ปีที่ต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปดำเนินชีวิตตามวิถีทางของตนเอง ครั้นเมื่อคลายความตื่นเต้นลง วิสัยของคนเรียนโบราณคดีก็ปรากฏขึ้น เพราะไม่มีเรื่องใดในวงสนทนาที่จะเอร็ดอร่อยไปกว่าการถกกันในเรื่องเนื้อหาสาระทางวิชาการโบราณคดี

ภายหลังจากเพื่อนรุ่นพี่ท่านนี้เดินทางกลับไปปฏิบัติภารกิจหน้าที่ที่กรุงเทพมหานคร แต่เรื่องราวที่ได้จากการสนทนากันในวันนั้นยังติดตรึงอยู่ในคลื่นสมองของข้าพเจ้า ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการศึกษาค้นคว้าเอกสารเพิ่มเติม และเมื่อรำลึกถึงคำคมที่เพื่อนรุ่นพี่ท่านนี้เคยแสดงไว้สมัยข้าพเจ้ายังเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ของคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และถ้อยคำเหล่านั้นยังตกตะกอนอยู่ในห้วงแห่งความทรงจำเสมอมา คำคมนั้นอรรถาธิบายเกี่ยวกับการแสวงหาความรู้ และสรุปเป็นประเด็นในตอนท้ายว่า ความรู้เป็นเรื่องสากล ทุกคนมีสิทธิที่จะรู้ในสิ่งที่เรารู้ เพราะฉะนั้นจงอย่าเก็บความรู้เอาไว้แต่เพียงลำพัง เพราะความรู้จะมีคุณค่าถ้าได้บอกต่อให้ผู้อื่นร่วมรับรู้ด้วย ถ้าหากความรู้นั้นถูกนำไปศึกษาค้นคว้าหาความหมาย ขยายความต่อ ความรู้ก็จะแผ่กิ่งก้านไพศาล จนทำให้เราสามารถมองเห็นป่าทั้งป่าแทนที่จะเห็นแต่ต้นไม้เพียงต้นเดียว

ณ บัดนี้ สิ่งนั้นกำลังจะเกิดขึ้นในหน้ากระดาษที่ผู้อ่านทุกท่านมีสิทธิ์ร่วมรับรู้และร่วมคิดค้นหาความหมายไปกับเราด้วย สาระของบทความนี้จึงเป็นการศึกษาค้นคว้าเรื่องโบราณคดีที่เก็บประเด็นมาจากการสนทนาในค่ำคืนหนึ่งของคนเรียนโบราณคดีสองคน ต่างคนต่างเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่เรียนรู้มาจากการทำงานในโลกกว้างนำมาสอดประสานเสริมสร้างองค์ความรู้ให้แก่กันและกัน

เบื้องลึกของ “ลึงค์” : ความจริงที่คาดไม่ถึง

ก่อนจะนำเข้าสู่เนื้อหาของการสนทนาเรื่อง “ลึงค์” ข้าพเจ้าขอปูพื้นฐานเพื่อผู้อ่านจะได้มองเห็นภาพของลึงค์ในประเด็นของหัวข้อสนทนาอย่างเข้าใจ ลึงค์เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะ ผู้ซึ่งเป็นเทพเจ้าสูงสุดของศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย การนับถือลึงค์มีพัฒนาการมาจากการนับถืออวัยวะเพศชาย (Phallic Worship) ปรากฏแพร่หลายในวัฒนธรรมของชนโบราณทั้งในเอเชียและยุโรป เช่น อิยิปต์ ซีเรีย บาบิโลเนีย แอสซีเรีย เปอร์เซีย อินเดีย กรีซ โรม อิตาลี สเปน เยอรมันนี สแกนดิเนเวีย และกลุ่มประเทศในเอเชียอาคเนย์ เป็นต้น

คติการบูชาอวัยวะเพศชายนี้มีพัฒนาการอย่างมากในประเทศอินเดีย ชาวอินเดียใช้ลึงค์เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะ หมายความว่ารูปเคารพของพระศิวะมักปรากฏในรูปลึงค์ มากกว่ารูปเทพที่เป็นมนุษย์ การบูชาลึงค์นิยมบูชาร่วมกับโยนิคืออวัยวะเพศหญิง แทนศักติหรือเทพีซึ่งเป็นพลังอำนาจฝ่ายหญิงหรืออิตถีพละ ซึ่งก็คือพระนางปารวตีหรือพระอุมานั่นเอง การบูชาลึงค์ร่วมกับโยนิถือว่าได้บุญมาก

ในคัมภีร์พราหมปุราณะ ได้เล่าเรื่องการนับถือลึงค์ไว้ว่า พระศิวะเป็นผู้ประทานลึงค์ให้คนนับถือบูชาแทนพระองค์ โดยมีเรื่องสืบเนื่องมาว่าครั้งหนึ่งบนวิมานเขาไกรลาสอันเป็นที่ประทับของพระศิวะและพระนางอุมาเทวี วันหนึ่งพระศิวะกับพระชายากำลังร่วมสังวาสกันอยู่ บังเอิญพระพรหม พระวิษณุและเทพยดาต่างๆ พากันไปเข้าเฝ้าพระศิวะ แต่เนื่องจากขณะนั้นพระศิวะกำลังเริงกามและมึนเมาจึงไม่ได้สนพระทัยว่าใครจะมาเข้ามาเห็นภาพอนาจารของพระองค์ พวกเทพยดาเหล่านั้นพากันตำหนิติเตียนพระศิวะต่างๆนานา แล้วพากันกลับไป พระศิวะเมื่อเสร็จกิจสร่างเมาได้สติแล้ว จึงตรัสถามบรรดาข้าราชบริพารถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เมื่อทราบรายละเอียดก็เสียพระทัยมากจนสิ้นพระชนม์ทั้ง 2 พระองค์ ก่อนสิ้นพระชนม์ได้ตรัสสั่งว่าต่อไปนี้พระองค์จะถือกำเนิดในรูปใหม่เป็นรูปอวัยวะเพศชายที่มีชื่อเรียกว่า “ลิงคัม” หากผู้ใดประสงค์จะได้ขึ้นสวรรค์ชั้นไกรลาสจะต้องบูชาลึงค์ของพระองค์ 1

ลึงค์มีหลายรูปแบบและหลายประเภทแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของผู้สร้าง และวัสดุที่ใช้สร้าง รวมทั้งมีลึงค์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติด้วย ในที่นี้จะกล่าวถึงลึงค์ 2 ประเภทที่พบในประเทศไทย คือ

1. สวยัมภูลึงค์ เป็นลึงค์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ลึงค์ประเภทนี้จะมีลักษณะเป็นก้อนหินหรือโขดหิน หรืออาจหมายถึงภูเขาทั้งลูกที่มีอยู่ตามธรรมชาติและมีลักษณะคล้ายกับอวัยวะเพศชาย ชาวอินเดียจะให้ความสำคัญกับปรากฏการณ์ธรรมชาติเหล่านี้ และมุ่งหมายว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานให้มนุษย์ไว้สักการะบูชา ในคาบสมุทรภาคใต้ของไทยมีสวยัมภูลึงค์เพียงแห่งเดียวอยู่ที่โบราณสถานเขาคา อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช

2. มานุษลึงค์ เป็นลึงค์ที่มนุษย์สร้างขึ้นเป็นตัวแทนของพระศิวะ จัดเป็นประเภทที่พบมากที่สุด มนุษย์สร้างลึงค์ขึ้นตามกฎเกณฑ์ที่บ่งบอกไว้ในอาคม มานุษลึงค์ที่สมบูรณ์แบบจะต้องประกอบด้วยส่วนต่างๆ 3 ส่วน คือ ส่วนล่างสุดเป็นรูปสี่เหลี่ยมเรียกว่า “พรหมภาค” ส่วนกลางรูปแปดเหลี่ยมเรียกว่า “วิษณุภาค” และส่วนยอดเป็นแท่งทรงกระบอกยอดมนเรียกว่า “รุทรภาค” ในสามส่วนนี้ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ รุทรภาค ซึ่งหมายถึงพระศิวะ

มานุษลึงค์จะวางอยู่บนแท่นฐานซึ่งก็คือฐานโยนิ ในกรณีที่ลึงค์และฐานโยนิสลักจากหินชิ้นเดียวกัน (มักจะมีขนาดไม่ใหญ่นัก) ส่วนที่โผล่พ้นฐานโยนิขึ้นมามักมีแต่ส่วน “รุทรภาค” หรือเรียกว่า “บูชาภาค” สำหรับลึงค์และโยนิที่สลักแยกส่วนกัน ส่วนของฐานโยนิจะมีช่องหรือรูสำหรับสวมส่วนฐานของลึงค์ ช่อง(รู)ที่ฐานโยนิมักจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสรองรับส่วน “พรหมภาค” ของลึงค์ กล่าวคือเมื่อนำ

ลึงค์มาสวมเข้ากับฐานโยนิ ส่วนพรหมภาคจะฝังลงไปในฐานโยนิ เหลือแต่ส่วนวิษณุภาคและรุทรภาคเท่านั้นที่โผล่พ้นฐานขึ้นมา ในการประกอบพิธีบูชาลึงค์จะมีขั้นตอนการอภิเษกลึงค์ คือการสรงลึงค์ด้วยน้ำนม น้ำ เนยเหลว หรือน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ น้ำที่ได้จากการสรงลึงค์เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ นำไปใช้ในการปะพรมเป็นน้ำมนต์หรือนำไปบูชาต่อไป

ประเด็นการสนทนาในวันนั้นเริ่มจากคำถามของรุ่นพี่ที่อยากทราบว่า ทำไมลึงค์ที่วางอยู่บนฐานโยนิจึงไม่เอาส่วนหัวลึงค์(รุทรภาค)ปักลงไปในช่อง(รู)ของฐานโยนิ แม้ว่าคำถามดูเหมือนจะมีเลศนัย แต่เมื่อคิดว่าครั้งหนึ่งในอดีตนามมาแล้วแม้แต่ข้าพเจ้าเองก็ยังเคยตั้งข้อสงสัยว่าทำไมลึงค์ที่วางอยู่บนฐานโยนิจึงอยู่ในรูปลักษณะเช่นนั้นซึ่งดูจะผิดธรรมชาติ และด้วยเหตุที่เป็นคนคิดอะไรไม่ค่อยลึกซึ้งจึงตอบไปตามความเข้าใจเอาเองว่า ลึงค์ที่ตั้งวางในลักษณะโผล่หัวขึ้นมาจากฐานโยนิเพราะส่วนสำคัญที่สุดของลึงค์คือส่วนรุทรภาคหรือบูชาภาค ในการบูชาคงตั้งใจจะบูชา “รุทรภาค” คือส่วนที่แทนองค์พระศิวะ ถ้าเอาส่วนหัวทิ่มลงไปในรู (hole) ส่วนที่จะโผล่ออกมาคือวิษณุภาคและพรหมภาค ซึ่งน่าจะผิดหลักการในการบูชา

นอกจากนี้ยังได้กล่าวอ้างถึงคัมภีร์ลิงคปุราณะ ตอนที่ว่าด้วยการสร้างรูปเคารพปาง “ลิงโคทภวมูรติ” กล่าวถึงเหตุการณ์ในยุคสิ้นกัปป์และกำลังจะขึ้นกัปป์ใหม่ เมื่อพระวิษณุและพระพรหมถกเถียงกันว่าใครใหญ่กว่ากันในฐานะผู้สร้างโลกและจักรวาล จนกระทั่งพระศิวะบันดาลให้เกิดลึงค์ขนาดมหึมาที่ห้อมล้อมด้วยเปลวเพลิง เทพทั้งสองจึงหยุดทะเลาะวิวาทกันแล้วหันมาสนใจเสาเพลิงดังกล่าวว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เริ่มต้นจากที่ใดและไปสิ้นสุดที่ใด พระวิษณุแปลงกายเป็นหมูป่าขุดลงไปหาโคนลึงค์ พระพรหมแปลงเป็นหงส์บินขึ้นไปหาส่วนยอดลึงค์ ปรากฏว่าพระวิษณุหาจุดเริ่มต้นไม่พบ แต่พระพรหมลีลาท่านแพรวพราวกว่า ระหว่างแปลงเป็นหงส์เหาะขึ้นไปบนท้องฟ้า ท่านได้พบดอกไม้ดอกหนึ่งหล่นลงมาจากสวรรค์ ครั้นสอบถามดอกไม้จึงทราบว่าหล่นลงมาจากเครื่องประดับพระเศียรของพระศิวะ พระพรหมจึงขอให้ดอกไม้ไปเป็นพยานเท็จเพื่อหลอกพระวิษณุว่าทรงค้นพบส่วนยอดของเสาลึงค์และเก็บดอกไม้มาจากเครื่องประดับเศียรพระศิวะ ดอกไม้ก็ตกลงยอมไปเป็นพยานเท็จให้ พระวิษณุถูกหลอกหลงกลพระพรหมจึงยอมรับนับถือพระพรหมเป็นเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด

ระหว่างนั้นเสาเพลิงได้ระเบิดออกปรากฏรูปพระศิวะออกมาจากกลางเสา ทรงทราบว่าพระพรหมกล่าวเท็จ เป็นเทพเจ้าที่ไม่ซื่อสัตย์ จึงสาปแช่งพระพรหมว่าต่อไปนี้จะไม่มีผู้ใดเคารพนับถือท่าน ท่านจะไม่มีวิหาร(วัด)หรือแม้แต่งานฉลองในพิธีบูชาของตัวท่านเอง ส่วนดอกไม้ก็โดนหางเลขในฐานะพยานเท็จ พระศิวะทรงสาปแช่งว่าต่อไปนี้เมื่อเจ้าถูกนำไปบูชาในวิหารขอให้เจ้าจงมีอายุสั้น จงเหี่ยวเฉาภายหลังจากที่ถูกนำไปบูชาในวิหารของเรา ส่วนพระวิษณุได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพผู้ซื่อสัตย์ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านจงเป็นที่รักและได้รับการบูชาจากประชาชนเช่นเดียวกับพระองค์ 2


ด้วยเหตุนี้จึงเป็นคำอธิบายว่า ทำไมวัดในอินเดียจึงมีแต่วัดของไศวนิกายและไวษณพนิกาย ในขณะที่พระพรหมไม่เป็นที่นิยมนับถือและไม่มีวัดและเทศกาลบูชาในส่วนของพระองค์เอง เมื่อนำอธิบายเรื่องการตั้งวางลึงค์บนฐานโยนิ ส่วนที่เป็นพรหมภาคจึงจมอยู่ในฐานโยนิ มีแต่วิษณุภาคและรุทรภาคเท่านั้นที่ได้รับการบูชา

คำอธิบายของข้าพเจ้าได้รับการติติงว่าเป็นความคิดที่ติดอยู่ในกรอบทางประติมาณวิทยา (Iconography) ถ้าจะคิดให้ทะลุกรอบนี้ออกไปต้องคิดในเชิงทฤษฎีสัญญะวิทยา (Semiology) เพราะฉะนั้นปุจฉาข้อใหม่จึงถามว่า หากภาพลึงค์ที่ตั้งวางบนฐานโยนิเลียนแบบจากปรากฏการณ์จริงในเชิงสังวาส เราจะเห็นภาพนี้ได้เมื่อเราอยู่ที่ไหนถ้าสมมติให้ตัวเราเป็นมด (ตัวเล็กๆ)

คำถามนี้สร้างความงวยงงอย่างสุดขีด ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยถูกใครตั้งคำถามพิสดารล้ำลึกขนาดนี้มาก่อน ภายหลังจากคิดอยู่หลายตลบในที่สุดก็ตัดสินใจยอมแพ้ เพราะไม่สามารถหาคำตอบได้ ในที่สุดคำเฉลยของคำถามนี้ก็คือ ต้องอยู่ข้างในจึงจะสามารถมองเห็นภาพดังกล่าวนี้ คำว่า “อยู่ข้างใน” ในที่นี้หมายความว่าอยู่ในช่องคลอดจึงจะมองเห็นภาพเชิงสังวาสนี้ และนั่นเป็นการยืนยันว่าเหตุใดศาสนสถานที่ชาวอินเดียเรียกว่า วิมาน (VIMANA) ซึ่งประกอบด้วยห้องที่ใช้เป็นที่ประดิษฐานสัญลักษณ์สูงสุดจึงถูกเรียกว่า ห้องครรภคฤหะ (GARBHAGRIHA) นั่นหมายความว่าพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์กำลังดำเนินอยู่ในห้องครรภ์ อยู่ข้างในและอยู่ในจุดกำเนิดของจักรวาล

ข้าพเจ้ายอมรับแนวคิดนี้อย่างตื่นตาตื่นใจ นึกชื่นชมคู่สนทนาว่าเป็นคนช่างคิดเหลือเกิน เรื่องมหัศจรรย์ลึกล้ำแบบนี้ คนส่วนใหญ่มักคาดไม่ถึง แม้แต่นักวิชาการนามอุโฆษทั้งหลายเองก็มักติดอยู่ในกรอบความคิดทางประติมาณวิทยาด้วยกันทั้งสิ้น ส่วนท่านผู้ใดจะเห็นด้วยกับแนวคิดนี้หรือไม่อย่างไร ก็มิอาจปฏิเสธภูมิปัญญาของชาวอินเดียโบราณ ที่ได้อธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในความหมายของเทพเจ้า โดยใช้สื่อสัญลักษณ์ทางเพศแทนความหมายของความอุดมสมบูรณ์ ความมั่งคั่ง โชคลาภและความเจริญรุ่งเรือง

ระบบสัญลักษณ์ทางประติมากรรม ได้สะท้อนถึงความเชื่อในความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างจักรวาลและโลก ขยายผลต่อไปยังระบบสัญลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมเนื่องในศาสนาฮินดู ศาสตรา จารย์โรเบิรต์ วอน ไฮด์ เกลเดร์น (Robert Von Heine Geldern) ได้ให้ทัศนะที่สะท้อนถึงความเชื่อในความสัมพันธ์ระหว่างจักรวาลและโลก ซึ่งขอยกข้อความนี้มานำเสนอเพื่อจะได้นำไปใช้ในการวิเคราะห์เชิงทฤษฎีสัญญะวิทยาต่อไป“ อิทธิพลของความเชื่อในระบบจักรวาลที่มีต่อสถาปัตยกรรมในประเทศอารยะแถบอินโดจีนและอินโดนีเซียได้มีนักปราญช์หลายท่านกล่าวถึงไว้แล้ว แต่ในแง่ความสำคัญอย่างแท้จริงในฐานะที่ความเชื่อนี้ที่มีต่อแรงบันดาลใจแก่สถาปัตยกรรมของอาณานิคมฮินดู ยังไม่เป็นที่ตระหนักกันโดยสมบูรณ์ ความสัมพันธ์นี้มีพื้นฐานมาจากโลกทรรศน์ที่มีกำเนิดมาจากโลกตะวันออก ความสัมพันธ์เชิงไสยศาสตร์ระหว่างอนุจักรวาลและมหาจักรวาล ระหว่างโลกของมนุษย์กับจักรภพ ระหว่างสิ่งที่ปรากฏในโลกมนุษย์ในด้านหนึ่งกับทิศและกลุ่มดาวต่างๆ ตามความเชื่อนี้ธาตุต่างๆ สี สัตว์ พืช หิน โลหะ อวัยวะของร่างกาย อัตตา เหตุการณ์ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น อายุ เพศ ความสมถะ ตัณหาราคะ การเกิด การตาย สรรพสิ่งเหล่านี้ล้วนมีที่ซึ่งกำหนดไว้แล้วในจักรวาลทั้งสิ้น และถูกควบคุมโดยอิทธิพลของดวงดาว ด้วยเหตุดังนี้ทำให้สิ่งของแต่ละสิ่งมี “สถานะทางไสยศาสตร์” ของตนในโครงสร้างของจักรวาล และมี “จังหวะเวลาทางไสยศาสตร์” ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของดาวเคราะห์ต่างๆ มนุษยชาติย่อมอยู่ภายใต้การควบคุมของพลังแห่งจักรวาลตลอดไป แนวคิดนี้ถูกนำไปปฏิบัติต่อกลุ่มทางสังคมมากเสียยิ่งกว่าต่อปัจเจกบุคคล ราชอาณาจักร นคร ราชวงศ์ ไม่มีสิ่งใดจะสามารถรุ่งเรืองได้ นอกเหนือจากทุกอย่างจะมีความสอดคล้องกลมกลืนกับพลังอำนาจของจักรวาลนี้ และเพื่อที่จะบรรลุถึงความกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี้ มนุษย์ได้พยายามสร้างอาณาจักร เมืองหลวง พระราชวัง เทวสถานในรูปของจักรวาลเล็กๆ(Microcosm) ซึ่งเป็นรูปจำลองย่อของโครงสร้างมหาจักรวาล (Macrocosm) มนุษย์ต้องพยายามรวมทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตามมิติของพื้นที่และเวลา พวกเขาพยายามทำให้ราชสำนัก รัฐบาล หัวเมือง การชั่ง ตวง วัด เงินตรา จารีตประเพณีและกิจกรรมต่างๆ ประสานกลมกลืนกับกฎของธรรมชาติ ” 3
คำอธิบายของ Hiene-Geldern ชี้ให้เห็นว่าอาณาจักรโบราณในวัฒนธรรมฮินดู กำหนดรูปทรงแบบแผนทางสถาปัตยกรรมของเมืองด้วยความเชื่อว่า อาณาจักรของตนเป็นภาคหนึ่งของจักรวาลอันศักดิ์สิทธิ์ ศาสนสถานเป็นที่สถิตของเทพเจ้า ณ ศูนย์กลางแห่งจักรวาล ฉะนั้นจึงต้อง “ถอดแบบ” มาจากแบบแผนรูปของจักรวาลชนิดที่ตนเชื่ออยู่เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของราชอาณาจักรและของพระองค์ ความรู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดการพื้นที่และอวกาศคือ สถาปัตยกรรม ถูกกำหนดด้วยความรู้ต่อจักรวาล พื้นที่ถูกสร้างความหมายขึ้นและถูกแปรสภาพหรือสร้างขึ้นเป็นวัตถุด้วยระเบียบกฏเกณฑ์ตามความรู้นั้น

ถอดรหัส “ลึงค์” ด้วยทฤษฎีสัญญะวิทยา

ทฤษฎีสัญญะวิทยา (Semiology) 4 สามารถถอดความหมายจากรากศัพท์เดิมได้ว่าเป็น “ศาสตร์แห่งสัญญะ” (Science of sign) ที่พยายามจะอธิบายถึงวัฏสงสารของสัญญะ คือการเกิดขึ้น การพัฒนา การแปรเปลี่ยน รวมทั้งการเสื่อมโทรม ตลอดจนการสูญสลายของสัญญะหนึ่งๆที่ปรากฏออกมาอย่างเป็นแบบแผนและระบบระเบียบ ทฤษฎีนี้กำเนิดมาจากการคิดค้นของนักภาษาศาสตร์เมื่อคริตศตวรรษที่ 19 โซซูร์(Saussure) นักภาษาศาสตร์ชาวสวิส ผู้บุกเบิกวางรากฐานทฤษฎีสัญญะวิทยาได้นิยามวิชา Semiology ใหม่ว่า เป็นศาสตร์ที่ศึกษาวิถีชีวิตของสัญญะที่อยู่ในปริบทหนึ่งๆ ( life of sign)

สัญญะ (Sign) หมายถึง สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้มีความหมาย (meaning) แทนของจริง/ตัวจริง(object) ในตัวบท (text) และในบริบท (context)หนึ่งๆ ตัวอย่างเช่น “แหวนหมั้น” เป็นสัญญะใช้แทนความหมายที่แสดงถึงความผูกพันระหว่างหญิงชายคู่หนึ่งในบริบทของสังคมตะวันตก หากเป็นบริบทของสังคมอื่นก็อาจใช้หมู ใช้กำไล ใช้อย่างอื่นๆเป็นสัญญะแทน เป็นต้น อาจกล่าวได้ว่าสัญญะเป็นสิ่งที่มีความหมายมากกว่าตัวของมันเอง เป็นตัวแทนความหมายของความเป็นจริง สัญญะที่เรารู้จักกันมากที่สุดก็คือ ภาษา

ในสัญญะหนึ่งๆจะมีองค์ประกอบ 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นตัวหมาย (Signifier) และตัวหมายถึง (Signified) ยกตัวอย่างแสดงความสัมพันธ์ระหว่างของจริง ตัวหมาย และตัวหมายถึง เช่น สัตว์ปีกชนิดหนึ่งเป็นของจริง (Reference) ในบริบทของสังคมไทยได้สร้างสัญญะเขียนเป็นตัวอักษรว่า “ไก่” สังคมอังกฤษเขียนว่า “ chicken” เมื่อใส่เสียง(sound) โดยเปล่งออกมาเป็นถ้อยคำว่า “ไก่” ส่วนนี้เรียกว่า “ตัวหมาย” (Signifier) เมื่อคนในแต่ละวัฒนธรรมได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้สัญญะ (เช่นอ่านออก) เมื่อเห็นสัญญะ “ไก่” หรือ “chicken” ในหัวสมองหรือความคิดคำนึงของเขาก็จะเกิดแนวคิดจินตนาการของภาพ “ไก่” ขึ้นมา ที่เราเข้าใจกันว่า “เป็นภาพในใจหรือภาพในความคิด” (concept) ซึ่งก็คือตัวหมายถึง (Signified) เพราะฉะนั้นอักษร “ไก่” จึงหมายถึงสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวมัน แต่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้มีความหมายแทนของจริง ซึ่งก็คือการสร้างระบบสัญลักษณ์ (symbol)
นอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์อีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นสิ่งที่สัญญะวิทยาสนใจวิเคราะห์ คือความสัมพันธ์ระหว่าง “ตัวบท” (text) กับปริบท (context) คำว่า “con” หรือ “บริ” มีความหมายถึงสิ่งที่อยู่รอบๆ ดังนั้น context หรือบริบท จึงหมายถึงสิ่งที่อยู่รอบๆตัวบทนั่นเอง

เมื่อนำทฤษฎีสัญญะวิทยามาถอดรหัส “ลึงค์และโยนิ” จึงมองได้ว่าสิ่งที่เห็นคือ “ตัวหมาย” ตัวมันเองแทนสิ่งที่เป็นของจริง และมีความหมายมากกว่าตัวของมัน ความสัมพันธ์ของลึงค์และโยนิ เป็นความสัมพันธ์ตามกฎของธรรมชาติซึ่งเป็นความสัมพันธ์ในเชิงสังวาส (เพราะกำลังอยู่ในห้วงแห่งการกระทำระหว่างกัน) อากาศที่อยู่โดยรอบในห้องและตัวห้องแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวบทและบริบท ซึ่งคนโบราณได้กำหนดเป็นตัวหมายถึง จึงเรียกว่า “ห้องครรภ์หรือครรภคฤหะ” ภาพในความคิดจึงเป็นลึงค์ที่กำลังอยู่ในห้องครรภ์ และมีความหมายโดยนัย (Connotative meaning) ที่สัมพันธ์ระหว่างโลกและจักรวาล ตามความเชื่อทางอุดมคติของศาสนาฮินดู ระหว่างมนุษย์ โลก และจักรภพที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กลมกลืนไปตามกฎของธรรมชาติ

กล่าวโดยสรุปทฤษฎีสัญญะวิทยา เป็นเครื่องมือในการหาความหมายที่อยู่ภายใต้สัญญะหนึ่งๆ ทฤษฎีสัญญะวิทยาเสนอว่าอย่าอ่านความหมายลงไปที่ตัวอักษร (alphabet) เพราะตัวอักษรเองไม่มีความหมายอะไรในตัวจนกว่าจะมาอยู่ในบริบททางวัฒนธรรมหนึ่งๆที่มีรหัสกำหนดความหมายเอาไว้ เมื่อนำทฤษฎีสัญญะวิทยามาถอดรหัสประติมากรรมหรือสถาปัตยกรรม จึงหมายความว่าอย่าเพียงแค่อ่านลงไปบนตัววัตถุ(ที่อาจถูกตีความทางประติมาณวิทยาไว้แล้ว) แต่ให้อ่านบริบทของวัตถุจึงจะเห็นรหัสที่ตัว

วัตถุไม่ได้บอก หรือความหมายที่ซ่อนอยู่ข้างใน รหัสเป็นแบบแผนขั้นสูงที่ซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างสัญญะต่างๆ หรือพูดง่ายๆก็คือ เราจะนำเอาสัญญะย่อยๆต่างๆมาสัมพันธ์กัน แบบแผนนี้จะทำหน้าที่เป็นโครงสร้างที่อยู่ในหัวสมองของเรา และจะทำงานในการรับรู้และตีความเมื่อเราเปิดรับสัญญะต่างๆ และในกระบวนการถอดรหัส (Decoding) ผู้รับและผู้ส่งไม่จำเป็นต้องถือรหัสเล่มเดียวกัน การถอดรหัสเพี้ยนเป็นกฎของการสื่อสารมิใช่เป็นข้อยกเว้น เนื่องจากฝ่ายผู้รับเองก็มีกรอบอ้างอิง (Reference) ที่นำมา สร้างรหัสต่างๆมากมาย เพราะฉะนั้นจึงไม่มีการถอดรหัสที่ผิดพลาด มีเพียงการถอดรหัสที่แตกต่างไปจากผู้ส่งเท่านั้น 5 วิธีการถอดรหัสให้ใกล้เคียงกับผู้ส่งมากที่สุดก็จำเป็นต้องคิดแบบผู้ส่ง เข้าไปนั่งในหัวใจของผู้ส่ง ศึกษาวัฒนธรรมของผู้ส่ง ดังนั้นการใช้ทฤษฎีสัญญะวิทยานำมาอธิบายหลักฐานทางโบราณคดีจึงเป็นการทลายกรอบทางประติมาณวิทยาซึ่งอนาคตข้างหน้ามีโอกาสที่จะเดินไปถึงทางตัน

“ตามพรลิงเคศวร” : สัญญะของลึงค์อันเป็นหัวใจของแคว้น

การสนทนาเรื่องลึงค์ในที่สุดก็ลงเอยที่เมืองตามพรลิงค์ หากอ้างอิงทฤษฎีเชิงสัญญะวิทยาก็อาจกล่าวได้ว่า ปัจจุบันนี้ข้าพเจ้าได้พยายามถอดรหัสคำว่า “ตามพรลิงค์” เสียใหม่ แตกต่างจากการถอดรหัสแบบเดิม คำว่า ตามพรลิงค์ ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกหลักที่ 24 เขียนด้วยอักษรขอม ภาษาสันสกฤต อ่านว่า “ตามพรลิงเคศวร” ซึ่งศาสตราจารย์เซเดส์ และศาสตราจารย์แสง มนวิทูร ต่างแปลเหมือนกันว่าหมายถึง เมืองตามพรลิงค์ จารึกหลักนี้เขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1773 แต่ชื่อตามพรลิงค์ก็มีแนวโน้มว่าเป็นชื่อที่มีมาก่อนหน้านี้นานแล้ว อย่างน้อยใน พ.ศ. 1544 หนังสือซุ่ง ฉี(เอกสารจีน) ได้บันทึกชื่อเมือง “ตัน มาย หลิว” (TAN MEI LIV) 6 เป็นเมืองที่ส่งบรรณาการไปเมืองจีน นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นชื่อเดียวกับเมืองตามพรลิงค์
แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าชื่อ “ตามพรลิงค์” หรือ “ตามพรลิงเคศวร” เป็นชื่อลึงค์อันศักดิ์สิทธิ์ของแคว้น ทำให้แคว้นนี้ถูกกำหนดเรียกโดยชื่อของลิงค์ แนวความคิดที่เชื่อว่า “ตามพรลิงเคศวร” เป็นชื่อของลึงค์นั้นมาจากการศึกษาเปรียบเทียบกับรัฐ/แคว้น/อาณาจักร ที่ปกครองภายใต้อุดมการณ์ของศาสนาฮินดู ที่สำคัญคือกัมพูชาและจามปา

ดังได้กล่าวแล้วว่าเมืองหรืออาณาจักรเป็นภาคหนึ่งของจักรวาลอันศักดิ์สิทธิ์ การเชื่อมโยงจักรวาลและโลก คือการจัดการพื้นที่และอวกาศด้วยกระบวนการเข้ารหัส (Encoding) ซึ่งก็คือการสร้างสถาปัตยกรรมซึ่งถูกกำหนดด้วยระบบสัญลักษณ์ การประดิษฐานศิวลึงค์ในศาสนสถาน ณ ศูนย์กลางของราชธานี เป็นการสร้างศูนย์กลางจักรวาลและโลกลงไปที่อาณาจักรนั้น ศิวลึงค์อันศักดิ์สิทธิ์จึงเป็นขวัญของบ้านเมือง/แว่นแคว้น/อาณาจักร ซึ่งเชื่อกันว่า(ลึงค์)ได้รับมอบมาจากพระศิวะ (พระอิศวร) โดยผ่าน

พราหมณ์ และพราหมณ์จะเป็นผู้มอบลึงค์ดังกล่าวถวายแด่กษัตริย์ผู้เป็นปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์ การรวม

เป็นหนึ่งเดียวระหว่างกษัตริย์และเทพเจ้าประกอบขึ้นบนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าภูเขานั้นจะเป็นภูเขาธรรมชาติหรือภูเขาจำลอง พิธีกรรมดังกล่าวนี้เรียกว่าลัทธิเทวราช เริ่มปรากฏในราชอาณาจักรกัมพูชาในรัชสมัยพระพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ประมาณครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 14 ด้วยการสถาปนาลึงค์อันศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขามเหนทรบรรพตหรือยอดเขาพนมกุเลน

ลัทธิเทวราชเป็นที่นิยมสืบต่อมาในกัมพูชา มีการสร้างลิงคะประดิษฐานอยู่ในปราสาทบนยอดเขาที่ดัดแปลงเป็นรูปทรงพีระมิดแทนสัญลักษณ์ของเขาพระสุเมรุ ลิงคะเหล่านั้นซึ่งทำหน้าที่เสมือนเป็นหลักหรือหัวใจของเมืองล้วนมีชื่อเรียกด้วยกันทั้งสิ้น เมื่อ พ.ศ. 1424 พระเจ้าอินทรวรมัน ได้สถาปนาลัทธิเทวราช(การสร้างลึงค์) ขึ้นที่ปราสาทบากอง ในนาม “อินทเรศวร” ต่อมาประมาณ พ.ศ.1432-1443 พระเจ้ายโศวรมันที่ 1 ได้ประดิษฐานลึงค์ในนาม “ยโศธเรศวร” ขึ้นที่ภูเขากลางเมืองยโศธรปุระ(เมืองพระนครเมืองแรก) คือปราสาทพนมบาแค็ง ต่อมาประมาณ พ.ศ. 1490-1510 พระเจ้าราเชนทรวรมันได้สถาปนาลึงค์ในนาม “ราเชนทรภัทเรศวร” ประดิษฐานไว้ในศาสนสถานองค์กลางของปราสาทแปรรูป7 ในจามปา(ประเทศเวียดนาม) มีลึงค์นามว่า “ภัทเรศวร” สถาปนาโดยพระเจ้าภัทรวรมัน ประดิษฐานอยู่ในปราสาทมิเซิน ซึ่งเป็นเทวสถานแห่งแรกของจามปา

ชื่อของ”ลึงค์” เป็นคำสนธิระหว่างพระนามของกษัตริย์กับพระอิศวร ลึงค์เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจแห่งการสร้างสรรค์ของพระศิวะ จึงเป็นตัวแทนของพระราชอำนาจของกษัตริย์ ทำให้พระองค์ดำรงสถานะของความเป็นเทพเจ้าบนโลกมนุษย์อันเป็นภาคจำลองของมหาจักรวาล เพราะฉะนั้นภารกิจสำคัญอันดับแรกๆของการสร้างบ้านแปงเมืองคือการสร้างวัด/ศาสนสถาน วัดจึงเป็นศูนย์กลางของเมือง สิ่งสำคัญภายในวัดมักถูกกำหนดให้เป็นชื่อวัดด้วย มีตัวอย่างให้เห็นมากมายสืบกันต่อมาจนถึงสมัยปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น วัดมหาธาตุ สิ่งสำคัญที่สุดของวัดคือพระธาตุ เป็นเหตุให้ชื่อวัดถูกกำหนดเรียกเป็นชื่อเดียวกับพระธาตุ หรือวัดพระศรีสรรเพ็ชรในพระนครศรีอยุธยา ชื่อวัดมาจากพระนามของพระพุทธรูปประธานภายในวัด เป็นต้น นอกจากนี้หากมองลงไปในระดับบ้านก็จะเห็นว่าชื่อวัดกับชื่อบ้านมักจะเป็นชื่อเดียวกัน

ข้าพเจ้าจึงเชื่อว่าชื่อตามพรลิงค์มาจากชื่อลึงค์อันศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นหัวใจของเมือง/แคว้น/อาณาจักร ลึงค์นี้ประดิษฐานอยู่บนภูเขาซึ่งปัจจุบันรับรู้กันนาม “เขาคา” เป็นลึงค์ศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ(สวยัมภูลึงค์) ชื่อเมือง/แคว้น/อาณาจักรจึงถูกกำหนดเรียกเป็นชื่อเดียวกับชื่อลึงค์ ข้อสมมติฐานนี้ได้รับการสนับสนุนจากคู่สนทนาทุกประการ โดยขยายความต่อสอดรับกับแนวคิดของข้าพเจ้า กล่าวคือได้มีการยกตัวอย่างคำว่า “มนุษย์” ซึ่งแปลว่า “ใจ” เมื่อพูดถึงมนุษย์ได้มีการสร้างสัญญะโดยชี้ไปที่ใจ ไม่ใช่ที่ร่างกาย (body) ใจในที่นี้หมายถึงจิต(mind) และจิตจึงเป็นที่มาของตัวตน อีกตัวอย่างหนึ่งคือ คำว่า “ปุระ” ซึ่งปัจจุบันรับรู้กันว่าหมายถึง “เมือง” แต่ในอดีต “ปุระ” เป็นสัญญะที่รับรู้กันในความหมายของ “วัด” ทำให้ผู้เขียนนึกถึงวัดฮินดูในเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ที่เรียกวัดว่า “ปุรา” (Pura)

ด้วยเหตุนี้ชื่อของเมือง(โบราณ)จึงเป็นไปได้ที่จะมาจากชื่อของวัด เพราะต้องการระบุลงไปที่หัวใจของเมืองซึ่งก็คือ “วัด” จากการถอดรหัสโดยการตีความว่าเขาคาคือที่ประดิษฐานลึงค์อันศักดิ์สิทธิ์ที่มีนามว่า “ตามพรลิงเคศวร” ภูเขาทั้งภูเขาเป็นศาสนสถานซึ่งก็คือวัด การชี้ไปที่หัวใจของเมืองและสิ่งสำคัญของวัดซึ่งก็คือลึงค์ จึงกลายเป็นสัญญะที่รับรู้กันต่อมาในชื่อ “เมืองตามพรลิงค์”

บทส่งท้ายของบทความนี้ต้องการชี้ให้เห็นประโยชน์ของทฤษฎีสัญญะวิทยา ที่สามารถนำมาใช้ในการอธิบายหรือหาความหมายให้กับสิ่งต่างๆรอบตัวได้ในทุกๆวงการ ในแวดวงโบราณคดีหากนักโบราณคดีจะเริ่มมองสัญญะและใช้ทฤษฎีสัญญะวิทยาวิเคราะห์หลักฐานที่ต่างไปจากกรอบทางประติมาณวิทยา อาจทำให้เราได้พบรหัสใหม่ๆที่ตัวเราเองไม่เคยคาดคิดมาก่อน ทฤษฎีสัญญะวิทยาจึงเป็นเครื่องมืออันหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มขอบฟ้าทางปัญญา

--------------------------------------------------

1 ผาสุข อินทราวุธ , ศิวลึงค์ : ในภาคใต้ , สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ เล่ม 9 ,2529 หน้า 3535-3536

2 Shakuthala jagannathan , Elephanta , India Book House Education Trust , Bombay , page 14-17

3 เซเดส์ ,ยอร์ช , เมืองพระนคร นครวัด นครธม , ปรานี วงษ์เทศ แปลจาก ANGKOR ; AN INTRODUCTION , 2543, หน้า 63-64

4 กาญจนา แก้วเทพ, การวิเคราะห์สื่อ : แนวคิดและเทคนิค , ภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย , กรุงเทพฯ : บริษัท อินฟินิตี้เพรส จำกัด , 2541 , หน้า 80-82

5 กาญจนา แก้วเทพ , เรื่องเดิม , หน้า 95


6 ชื่อ ตัน หม่า หลิง อันน่าจะหมายถึงเมืองตามพรลิงค์ ปรากฏในหนังสือของเจาจูกัว เมื่อ พ.ศ. 1768 และหนังสือของ
หวัง ต้า หยวน เมื่อ พ.ศ. 1873-1883

7 เซเดส์ , เรื่องเดิม , หน้า 147

--------------------------------------------------
หนังสืออ้างอิง
กาญจนา แก้วเทพ , การวิเคราะห์สื่อ : แนวคิดและเทคนิค , ภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิตี้เพรส จำกัด,2541
เซเดส์, ยอร์ช , เมืองพระนคร นครวัด นครธม , ปรานี วงษ์เทศ แปลจาก ANGKOR : AN INTRODUCTION , ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ , กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน , พิมพ์ครั้งที่ 6 , 2543
ผาสุข อินทราวุธ, “ ศิวลึงค์ : ในภาคใต้ ” สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ เล่ม 9 , สถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา , กรุงเทพฯ: อมรินทร์การพิมพ์ ,2529
Shakuthala Jagannathan , Elephanta , India Book House Education Trust, Bombay
จาก :
โบราณคดี
Views: 4451

Be first to comment this article

Only registered users can write comments.
Please login or register.

Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6
AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com
All right reserved

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

Statistics

สถิติผู้เยี่ยมชม: 50457803

Who's Online

ขณะนี้มี 79 บุคคลทั่วไป ออนไลน์