3-Point Seat Belt กับ 50 ปีของการปกป้อง
ความนิยมของผู้ชม: / 1
แย่มากดีมาก 

 

 

3-Point Seat Belt กับ 50 ปีของการปกป้อง

bullet aเวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ไม่น่าเชื่อว่าโลกยานยนต์จะรู้จักกับเข็มขัดนิรภัย 3 จุดมาเป็นเวลานานถึง 50 ปีแล้ว โดยในวันที่ 13 สิงหาคมนี้จะเป็นช่วงเวลาของการครบรอบครึ่งศตวรรษของการที่ Nils Bohlin วิศวกรของวอลโว่เป็นผู้คิดค้นเข็มขัดนิรภัยทรง V-Shape ที่เรียกกันว่าแบบ 3 จุด หรือ 3-Point Seat Belt  ที่มีรูปแบบเฉพาะออกมาและนำมาใช้กับรถยนต์ในสายการผลิตเป็นครั้งแรกของโลก จนกลายเป็นอุปกรณ์ความปลอดภัยมาตรฐานที่รถยนต์ทุกคันในโลกจะต้องมี

bullet a‘click-clack front-and-back’ คือ นิยามที่แสดงให้เห็นถึงความสะดวกและง่ายของการใช้งานของเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด สามารถคาดเข็มขัดได้โดยใช้มือเพียงข้างเดียวเท่านั้น โดยตัวเข็มขัดจะมีสาย 1 เส้น ซึ่งเมื่อดึงออกมาจะพาดบริเวณหัวไหล่และช่วงสะโพก มีลักษณะคล้ายกับตัว V ตะแคง ซึ่งเข็มขัดนิรภัยจะทำหน้าที่ยึดรั้งสรีระ หรือ Safety Harness ของคนที่คาดไม่ห้พุ่งไปตามแรงที่เกิดขึ้นในระหว่างที่เกิดการชน

bullet aรวมถึงยังป้องกันไม่ให้เกิดสภาพที่เรียกว่า แรงกระแทกตามมา หรือ Second Impact สำหรับคนนั่งด้านหน้า อันเป็นผลมาจากคนนั่งด้านหลัง ไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย แล้วพุ่งมากระแทกเข้ากับด้านหลังของเบาะนั่งด้านหน้า จนทำให้คนนั่งด้านหน้าเสียชีวิต หรือได้รับบาดเจ็บ

3 Point Safety Belt

Nils Bohlin วิศวกรของวอลโว่ ผู้คิดค้นเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดและนำมาติดตั้งในรถยนต์ในสายการผลิตของวอลโว่ตั้งแต่เมื่อ 50 ปีที่แล้ว

bullet aแม้จะมีการคิดค้นในปี 1959 และ Bohlin จะนำมาติดตั้งในรถยนต์ของวอลโว่เพื่อเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน แต่ทว่ากว่าที่เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดจะแพร่หลาย และถูกนำมาใช้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับเบาะหน้าของรถยนต์ทุกรุ่นที่อยู่ในตลาดก็ต้องรอจนถึงปี 1980 ส่วนที่เบาะหลังของรถยนต์ส่วนใหญ่ยังเป็นแบบ 2 จุด (Lap Belt) หรือไม่ก็ไม่มีมาให้เลย

bullet aตลอด 50 ปีที่มีการคิดค้น และนำมาใช้ในรถยนต์นั่ง เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด สามารถช่วยลดจำนวนตัวเลขของผู้เสียชีวิต และการบาดเจ็บที่ร้ายแรงจากอุบัติเหตุได้ปีละหลายหมื่นคน อีกทั้งในช่วงปี 1985 เข็มขัดนิรภัยยังได้รับการยอมรับว่าเป็น 1 ใน 8 สิ่งประดิษฐ์ สำหรับชีวิตมนุษย์ในตลอดช่วง 100 ปีที่ผ่านมา (1885-1985)

bullet aจากงานวิจัยพบว่า 63% ของการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์พบว่าเกิดจากการไม่คาดเข็มขัดนิรภัย และผู้ที่คาดเข็มขัดนิรภัย จะมีโอกาสรอดตายจากอุบัติเหตุได้มากกว่าคนที่ไม่คาดถึง 50% อีกทั้งยังมีการเปิดเผยอีกว่า ระดับของการศึกษาไม่ได้มีส่วนต่อการคาดเข็มขัดนิรภัย โดยเฉพาะในกลุ่มของวัยรุ่นที่มีอายุระหว่าง 16-25 ปี ซึ่งในสหรัฐอเมริกาพบว่าส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่คาดเข็มขัดนิรภัยในขณะที่กำลังขับรถ

bullet aนอกจากนั้น ในรถยนต์ที่มีการติดตั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้า การที่คนขับและคนนั่งด้านหน้าไม่คาดเข็มขัดนิรภัยจะกลายเป็นโทษมากกว่า เพราะถุงลมนิรภัยจะทำงานควบคู่กับเข็มขัดนิรภัยในการปกป้องผู้ขับขี่ในการชนทางด้านหน้า

bullet aการมีถุงลมนิรภัยด้านหน้าเพิ่มเข้ามา จะช่วยทำให้เข็มขัดนิรภัยมีประสิทธิภาพในการลดโอกาสการเสียชีวิตได้ถึง 40% ในทางกลับกัน ถ้ามีแล้วไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ความเสี่ยงในการที่จะเสียชีวิตหรือได้รับการบาดเจ็บอย่างรุนแรงมีสูงมาก

bullet a‘Belt up. For life.”

bullet aจำเอาไว้ว่า เข็มขัดนิรภัยมีความสำคัญอย่างมากต่อความปลอดภัยในระหว่างการเดินทาง และในสัปดาห์หน้า เราจะมาคุยกันต่อเกี่ยวกับเรื่องของเข็มขัดนิรภัยครับ

 


Views: 3037

Be first to comment this article

Only registered users can write comments.
Please login or register.

Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6
AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com
All right reserved

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

Statistics

สถิติผู้เยี่ยมชม: 49617888

Who's Online

ขณะนี้มี 14 บุคคลทั่วไป ออนไลน์