ความรู้เกี่ยวกับสารกันแดด
ความนิยมของผู้ชม: / 14
แย่มากดีมาก 
ผู้เขียน: รศ. สุชาตา ชินะจิตร

        แสงแดดมีรังสี UV ที่มีผลต่อเซลผิวหนัง ทำให้เกิดการไหม้ ริ้วรอยก่อนวัย ตลอดจนเกิดมะเร็งผิวหนัง การป้องกันด้วยการปกปิดร่างกายเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด ส่วนที่ปกปิดไม่ได้ก็นิยมใช้ ครีมกันแดด (sunscreen) ซึ่งทำหน้าที่ สะท้อน หรือ ดูดซับรังสี เพื่อลดผลกระทบต่อผิวหนัง สารสำคัญที่ทำหน้าที่ในครีมกันแดด แบ่งตามกลไกการทำงาน ได้แก่ แบบสะท้อนกลับ แบบดูดรังสี หรือทั้งสองแบบรวมกัน

        กลุ่มที่ทำหน้าที่สะท้อนหรือหักเหรังสี UV ออกไปจากผิว ที่นิยมใช้กันมีอยู่ 2 ตัว คือ Titanium dioxide (TiO2) และ Zinc oxide (ZnO) กลุ่มที่ดูดซับรังสี UV ให้เข้มข้นน้อยลงเมื่อผ่านเข้าสู่ผิวหนังส่วนใหญ่เป็นสารอินทรีย์ ใช้กันอยู่หลายตัว เช่น 2-Ethylhexyl methoxycinamate (Parsol  ® MCX) Benzophenone-3 (Oxybenzone) และ Butylmethoxydibenzoylmethane (Avobenzone) เป็นต้น ส่วนกลุ่มที่ทำหน้าที่ทั้งสะท้อนและดูดซับ UV เป็นกลุ่มที่พัฒนาขึ้นใหม่ เรียกว่า กลุ่ม Hybrid ณ ปี 2008 มีสารตัวเดียว คือ Bis-Benzotriazolyl Tetramethylbutylphenol หรือ Tinosorb® M

        เนื่องจากรังสี UV มีช่วงคลื่นยาว (280 - 400 nm) สารแต่ละชนิดจึงป้องกันรังสี UV ได้ไม่เท่ากัน บางตัวกันได้เฉพาะช่วงคลื่นของ UVA (320 - 400 nm) บางตัวกันได้ในช่วง UVB (280 - 320 nm) การเลือกซื้อครีมกันแดด ดูที่ประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UV ซึ่งแสดงอยู่ในรูปของค่า SPF (Sun Protection Factor) ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVB ได้มากขึ้น ตัวชี้วัดอีกตัวหนึ่งที่เราอาจพบ ส่วนใหญ่เป็นระบบที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ของญี่ปุ่น ซึ่งแบ่งระดับการป้องกันรังสี UVA เพิ่มขึ้นตามลำดับจาก PA+ PA++ และ PA+++ อย่างไรก็ดี การใช้ครีมกันแดดระยะยาว ยังมีข้อสันนิษฐานว่าจะทำงาน DNA บนผิวหนังและเป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนังต่อไป และยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจน  

           ในปัจจุบันมีรายงานการวิจัยพบว่า แสงแดดซึ่งมีรังสียูวีเป็นองค์ประกอบ เป็นสาเหตุสำคัญในการทำลายเซลล์ต่างๆในร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์ผิวหนัง ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดการไหม้บนผิวหนัง การเกิดริ้วรอยก่อนวัย ตลอดจนการเกิดมะเร็งผิวหนัง การป้องกันที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันก็คือการใช้ครีมกันแดด (Sunscreens) มีประโยชน์ในการช่วยสะท้อนหรือดูดซับ (หรือทั้งสองอย่าง) เพื่อปกป้องผลกระทบจากรังสียูวีที่มีต่อผิวหนัง โดยสารสำคัญที่ใช้สามารถแบ่งได้เป็น 3 ประเภทตามกลไกในการทำงาน ดังนี้

            1. สารกันแดดแบบกายภาพ (Physical Blockers) สารกันแดดกลุ่มนี้ทำหน้าที่สะท้อนหรือหักเหรังสียูวีออกไปจากผิว ที่นิยมใช้มีอยู่สองตัวคือ Titanium dioxide (TiO2) และ Zinc Oxide (ZnO)

            2. สารกันแดดแบบเคมี (Chemical Absorbers) ส่วนใหญ่เป็นสารเคมีประเภทอินทรีย์ ทำหน้าที่ดูดซับรังสียูวีให้มีความเข้มน้อยลงเมื่อผ่านไปสู่ผิวหนัง สารกลุ่มนี้มีอยู่หลายตัว แต่ที่พบบ่อยจะเป็น 2-Ethylhexylmethoxycinnamate (Parsol MCX) Benzophenone-3 (Oxybenzone) และ Butylmethoxydibenzoylmethane (Avobenzone) เป็นต้น

            3. Hybrid (Organic Particulates) สารกลุ่มนี้ได้พัฒนาขึ้นมาใหม่ เป็นสารกันแดดที่ทำหน้าที่ทั้งสะท้อนและดูดซับรังสียูวีได้ทั้งสองอย่างในตัวเอง ซึ่งปัจจุบัน (2008) มีสารตัวเดียวในกลุ่มนี้คือ Bis-Benzotriazolyl Tetramethylbutylphenol หรือ Tinosorb® M

            สารกันแดดแต่ละตัวสามารถปกป้องผิวจากรังสียูวีได้มากน้อยไม่เท่ากัน บางตัวกันแค่รังสียูวีเอ (320-400 nm) บางตัวก็กันแค่ยูวีบี (280-320 nm) การทราบว่าสารกันแดดตัวใดสามารถป้องกันรังสีได้มากน้อยแค่ไหนจะช่วยให้เราเลือกซื้อครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพในการปกป้องผิวอย่างสูงสุด ประสิทธิภาพในการปกป้องรังสียูวีบี จะแสดงอยู่ในรูปของค่า SPF (Sun Protection Factor) หาได้จากอัตราส่วนของเวลาที่ถูกแสงแดดแล้วทำให้ผิวหนังอักเสบเมื่อทาครีมกันแดดต่อระยะเวลาดังกล่าวขณะที่ไม่มีครีมกันแดด ดังนั้นครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสียูวีบีได้มากขึ้น นอกจากนี้ประสิทธิภาพในการป้องกันรังสียูวีเอ แสดงอยู่ในรูปของค่า PA ส่วนใหญ่ระบบนี้ใช้ในประเทศญี่ปุ่น ระดับการป้องกันรังสียูวีเอ แบ่งได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่ PA+ PA++ และ PA+++  ซึ่งแสดงประสิทธิภาพของการป้องกันรังสียูวีเอเพิ่มขึ้นตามลำดับ

            สารกันแดดส่วนใหญ่ค่อนข้างเสถียรและมีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสียูวีตราบใดที่สารเหล่านั้นยังติดอยู่บนผิว มีสารกันแดดบางชนิดเช่น Avobenzone และ Parsol MCX ที่สามารถเกิดการสลายตัวเมื่อถูกแสงยูวี อย่างไรก็ตามในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาพบว่ามีจำนวนผู้ใช้ครีมกันแดดเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และใช้ในปริมาณที่มากขึ้น สังเกตได้จากผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีค่า SPF ที่สูงขึ้น ในขณะเดียวกันพบว่ามีรายงานถึงจำนวนผู้เป็นมะเร็งผิวหนัง มะเร็งทรวงอกในผู้ที่ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำเพิ่มขึ้นด้วย แต่ยังไม่มีรายงานการวิจัยที่แสดงว่าสารกันแดดเป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนัง หรือมะเร็งชนิดอื่นๆ อย่างแน่ชัด เป็นเพียงข้อสันนิฐาน เนื่องจากสารดูดกลืนรังสียูวีในครีมกันแดดจะต้องสัมผัสกับแสงแดดโดยตรง ซึ่งมีโอกาสก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีของสารเหล่านี้ได้ มีรายงานการวิจัยถึงสารดูดกลืนรังสียูวีบางชนิด เมื่อดูดกลืนรังสียูวีเอแล้วสามารถก่อให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นมาซึ่งจะเป็นสาเหตุของการทำลายดีเอนเอบนผิวหนังและเกิดมะเร็งผิวหนังได้ต่อไป นอกจากนี้สารเคมีที่ใช้ในครีมกันแดดส่วนใหญ่สามารถซึมผ่านชั้นผิวหนังของคนได้ ทำให้เกิดการสะสมอยู่ภายใต้ชั้นผิวหนัง เมื่อผิวหนังโดนแสงแดดก็จะทำให้เกิดอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพการป้องกันแสงแดดลดลง จึงต้องทาซ้ำ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเป็นพิษหรือเกิดการแพ้ได้ง่ายขึ้น เมื่อมีปริมาณสารมากขึ้น

            สารกันแดดที่พบในปัจจุบันมีมากกว่า 30 ชนิด แต่ที่นิยมใช้ตามท้องตลาดมีอยู่ประมาณ 15-20 ชนิดเท่านั้น จึงขอเลือกเฉพาะตัวที่พบได้บ่อย นิยมใช้ น่าสนใจ ซึ่งอยู่ในตารางด้านล่างนี้ โดยจะแสดงชื่อมาตรฐานของสาร (International Nomenclature of Cosmetic Ingredients: INCI) และให้รายละเอียดคร่าวๆว่าสามารถป้องกันรังสีช่วงไหนได้บ้าง

  • Titanium Dioxide ขนาดปกติประมาณ 150-300 nm มีคุณสมบัติสามารถสะท้อนรังสีที่มีช่วงความยาวคลื่น 290-700 nm ได้เป็นอย่างดี ซื่งรังสีช่วง 400-700 nm เป็นช่วงที่ตามองเห็นได้ ทำให้พบว่าผิวบริเวณที่ใช้ครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสารชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นสีขาว หรือทำให้หน้าขาวเกินไป จึงมีการพัฒนาปัญหาดังกล่าวโดยการลดขนาดของอนุภาคให้เล็กลงเพื่อให้สะท้อนแสงได้น้อยลง สารกันแดดชนิดนี้มีความเสถียรมากเมื่อเปรียบเทียบกับสารกันแดดแบบเคมี แต่มีรายงานงานวิจัยพบว่าสามารถทำให้เกิดอนุมูลอิสระได้เมื่อถูกแสง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการแพ้ และทำลายดีเอนเอได้ในระยะยาว

     
  • Benzophenone-3 (oxybenzone) เป็นสารกันแดดที่ค่อนข้างเสถียรแต่ประสิทธิภาพการดูดกลืนรังสีต่ำหรือกันแดดได้ไม่ดีนัก จึงต้องใช้สารเคมีชนิดนี้ในความเข้มข้นมากขึ้นจึงจะปกป้องผิวได้ดี แต่ก็ยังพบปัญหาคือสามารถซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ดี ดังนั้นเมื่อใช้ที่ความเข้มข้นสูงอาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือแพ้ได้ มีรายงานพบการแพ้ในบางราย นอกจากนี้สารกลุ่มนี้เมื่อโดนแสงแล้วสามารถทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้
     
  • Bis-Ethylhexyloxyphenolmethoxytriazine เป็นสารกันแดดที่ปกป้องได้ทั้งรังสียูวีเอและบี อีกทั้งมีความเสถียรมากและช่วยเป็น stabilizer ให้กับสารกลุ่ม Avobenzone ได้เป็นอย่างดี

     
  • Butyl Methoxydibenzoylmethane (Avobenzone) นิยมใช้เป็นสารกรองรังสียูวีเอกันอย่างแพร่หลาย แต่มีข้อเสียคือสามารถทำให้เกิดอนุมูลอิสระที่ทำร้ายผิวได้ นอกจากนี้ยังถูกดูดซืมลงสู่ชั้นผิวหนังชั้นบน
  •  


Views: 9271

Be first to comment this article

Only registered users can write comments.
Please login or register.

Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6
AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com
All right reserved

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

Statistics

สถิติผู้เยี่ยมชม: 49543250

Who's Online

ขณะนี้มี 157 บุคคลทั่วไป ออนไลน์