บรรยากาศ
ความนิยมของผู้ชม: / 11
แย่มากดีมาก 

 

 
บรรยากาศ

ความสำคัญของบรรยากาศ

        บรรยากาศ (Atmosphere) หมายถึง อากาศที่อยู่ล้อมรอบๆตัวเราหรือที่ห่อหุ้มโลกอยู่โดยรอบ  ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไว้ทั้งหมดไม่สามารถมองหรือสังเกตได้
        อากาศ (
Weather) หมายถึง บรรยากาศบริเวณใกล้ผิวโลก และที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา
       
ความสำคัญของบรรยากาศ
           - ช่วยทำให้เกิดกระบวนการต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต
           - ช่วยปรับอุณหภูมิของโลกให้พอเหมาะกับการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต
           - ช่วยกรองรังสีอัลตราไวโอเลต
           - ป้องกันอนุภาคต่างๆ ที่มาจากนอกโลก



                                                                 
                                                                                                    

 ภาพแสดงบรรยากาศ

 
องค์ประกอบของบรรยากาศ
           บรรยากาศเป็นของผสม  ประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ 
3
  ส่วน  คือ
          
1. แก๊สต่าง ๆ อากาศจัดอยู่ในสถานะแก๊ส ถือเป็นองค์ประกอบหลักของบรรยากาศ  เป็นสารเนื้อเดียวประเภทสารละลาย ประกอบด้วยตัวทำละลาย คือ แก๊สไนโตรเจน (N2) มีปริมาณร้อยละ 78.08 โดยปริมาตร ส่วนตัวละลายได้แก่ แก๊สออกซิเจน (O2) มีปริมาณร้อยละ 20.95 แก๊สอาร์กอน(Ar) มีปริมาณร้อยละ 0.93 แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีปริมาณร้อยละ 0.03 และแก๊สอื่น ๆ มีปริมาณร้อยละ 0.01
โดยปริมาตร
           2.
ไอน้ำ ปริมาณไอน้ำในอากาศเกิดจากการระเหยของน้ำจากแหล่งต่าง ๆ การระเหยของน้ำจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ พื้นที่ผิวหน้าและปริมาณไอน้ำในอากาศ
          
3.
อนุภาคที่เป็นของแข็ง ได้แก่ ฝุ่นละออง  ควันไฟ ซึ่งอนุภาคต่าง ๆ ในบรรยากาศอาจแยกได้เป็นอนุภาคที่เกิดขึ้นและแพร่กระจายสู่บรรยากาศจากแหล่งกำเนิดโดยตรง
       
การแบ่งชั้นบรรยากาศ
           
การแบ่งชั้นบรรยากาศโดยใช้อุณหภูมิเกณฑ์ แบ่งได้ 5 ชั้น
          
 
1. โทรโพสเฟียร์(Troposphere)
สูงจากพื้นดินสูงขึ้นไป 10 กิโลเมตร มีลักษณะดังนี้
                 -
มีอากาศประมาณร้อยละ 80 ของอากาศทั้งหมด
                 - อุณหภูมิจะลดลงตามระดับความสูงที่เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 6.5
C
ต่อ 1 กิโลเมตร
                 - มีความแปรปรวนมาก เนื่องจากเป็นบริเวณที่ไอน้ำ เมฆ ฝน พายุต่างๆ ฟ้าแลบฟ้าร้องและฟ้าผ่า
            
2. สตราโทสเฟียร์(Mesosphere)
อยู่สูงจากพื้นดิน 10-50 กิโลเมตร มีอากาศเบาบาง มีเมฆน้อยมาก เนื่องจากมีปริมาณไอน้ำน้อยอากาศไม่แปรปรวน เครื่องบินบินอยู่ในชั้นนี้ มีแก๊สโอโซนมาก ซึ่งอยู่ที่ความสูงประมาณ 25 กิโลเมตร ช่วยดูดกลืนรังสีอัตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ไว้บางส่วน
            3. มีโซสเฟียร์(Mesosphere) สูงจากพื้นดินประมาณ 50-80 กิโลเมตร อุณหภูมิลดลงตามระดับความสูงที่เพิ่มขึ้นสุดเขตของบรรยากาศชั้นนี้เรียกว่า มีโซพอส ซึ่งมีอุณหภูมิประมาณ -140 C เป็นบรรยากาศชั้นที่ส่งดาวเทียมขึ้นไปโคจรรอบโลก
            4. เทอร์โมสเฟียร์(Thermosphere) อยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 80-500 กิโลเมตร ดาวตกและอุกาบาตร จะเริ่มลุกไหม้ในบรรยากาศชั้นนี้ อุณหภูมิจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 80-100 km จากนั้นอุณหภูมิจะค่อยๆ ลดลง โดยทั่วไป อุณหภูมิจะอยู่ในช่วง 227-1,727 C บรรยากาศชั้นนี้มีความหนาแน่นของอนุภาคต่างๆ จางมาก แต่แก๊สต่างๆ ในชั้นนี้จะอยู่ในลักษณะที่เป็นอนุภาคที่ประจุไฟฟ้าเรียกว่า ไอออน สามารถสะท้อนคลื่นวิทยุบางความถี่ได้ เรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า ไอโอโนสเฟียร์(
Ionosphere)
           
5. เอกโซสเฟียร์(Exosphere)
อยู่ในระดับความสูงจากผิวโลก 500 กิโลเมตรขึ้นไป ไม่มีแรงดึงดูดของโลก ดาวตกและอุกบาตรจะไม่ลุกไหม้ในชั้นนี้ เนื่องจากมีแก๊สเบาบางมาก จนไม่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศ

           
การแบ่งชั้นบรรยากาศโดยใช้สมบัติทางอุตุนิยมวิทยาเป็นเกณฑ์

        
1. บริเวณที่มีอิทธิพลของความฝืด
อยู่สูงจากผิวโลกประมาณ 2 กิโลเมตร
            2. โทรโพสเฟียร์ชั้นกลางและชั้นบน 
อุณหภูมิชั้นนี้จะลดลงอย่างสม่ำเสมอตามระดับความสูงที่เพิ่มขึ้น
            3. โทรโพสเฟียร์
อยู่ระหว่างโทรโพสเฟียร์และสตราโทสเฟียร์
            4. สตราโตสเฟียร์  มีลักษณะอากาศเหมือนกับสตราโทสเฟียร์ที่แบ่งโดยใช้อุณหภูมิเป็นgกณฑ์
           
         5. รรยากาศชั้นสูง
เป็นชั้นที่อยู่เหนือสตราโตสเฟียร์ถึงขอบนอกสุดของบรรยากาศ


                                                     สมบัติของอากาศ

ความหนาแน่นของอากาศ

           
ความหนาแน่นของอากาศ คือ อัตราส่วนระหว่างมวลกับปริมาตรของอากาศ
                - ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลต่างก้น อากาศจะมีความหนาแน่นต่างกัน
                - เมื่อระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น ความหนาแน่นของอากาศจะลดลง
                - ความหนาแน่นของอากาศจะเปลี่ยนแปลงตามมวลของอากาศ อากาศที่มวลน้อยจะมีความหนาแน่นน้อย
                - อากาศที่ผิวโลกมีความหนาแน่นมากว่าอากาศที่อยู่ระดับความสูงจากผิวโลกขึ้นไป เนื่องจากมีชั้นอากาศกดทับผิวโลกหนากว่าชั้นอื่นๆ และแรงดึงดูดของโลกที่มีต่อมวลสารใกล้ผิวโลก

ความดันของอากาศ
            
ความดันของอากาศหรือความดันบรรยากาศ คือ ค่าแรงดันอากาศที่กระทำต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ที่รองรับแรงดันนั้น
             เครื่องมือวัดความดันอากาศ เรียกว่า
บารอมิเตอร์
            
เครื่องมือวัดความสูง เรียกว่า
แอลติมิเตอร์

            
ความสัมพันธ์ระหว่างความดันอากาศกับระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล สรุปได้ดังนี้

            
1. ที่ระดับน้ำทะเล ความดันอากาศปกติมีค่าเท่ากับความดันอากาศที่สามารถดันปรอทให้สูง 76 cm หรือ 760 mm หรือ 30 นิ้ว
            
2.
เมื่อระดับความสูงเพิ่มขึ้น ความกดของอากาศจะลดลงทุกๆ ระยะความสูง 11 เมตรระดับปรอทจะลดลง 1 มิลลิเมตร

อุณหภูมิของอากาศ

              การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิตามความสูงในบรรยากาศชั้นนี้พบว่า โดยเฉลี่ยอุณหภูมิจะลดลงประมาณ 6.5 C  โดยในช่วงความสูงจากระดับน้ำทะเล 0 - 10 กิโลเมตร

ความชื้นของอากาศ

             
ความชื้นของอากาศ
หมายถึง ปริมาณไอน้ำในอากาศที่เกิดจากกระบวนการระเหยของน้ำจากแหล่งน้ำต่าง ๆ  และกระบวนการคายของพืช ซึ่งการระเหยและการคายน้ำจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ
             
1.
อุณหภูมิของอากาศ
             
2.
ปริมาณไอน้ำในอากาศ
             
อากาศที่มีไอน้ำอยู่ในปริมาณเต็มที่ และจะรับไอน้ำอีกไม่ได้อีกแล้ว เรียกว่า อากาศอิ่มตัว

             
การบอกค่าความชื้นของอากาศ สามารถบอกได้ 2 วิธี คือ
             
1. ความชื้นสัมบูรณ์ (absolute humidity) คือ อัตราส่วนระหว่างมวลของไอน้ำในอากาศกับปริมาตรของอากาศขณะนั้น
              2. ความชื้นสัมพันธ์ (relative humidity)
คือ ปริมาณเปรียบเทียบระหว่างมวลของไอน้ำที่มีอยู่จริงในอากาศขณะนั้นกับมวลของไอน้ำอิ่มตัว ที่อุณหภูมิและปริมาตรเดียวกัน มีหน่วยเป็นเปอร์เซ็นต์

             
เครื่องมือวัดความชื้นสัมพัทธ์ เรียกว่า ไฮกรอมิเตอร์ ที่นิยมใช้มี 2 ชนิด คือ
              1.
ไฮกรอมิเตอร์แบบกระกระเปียกกระเปาะแห้ง
              2. ไฮกรอมิเตอร์แบบเส้นผม

                                                                       ปรากฏการทางลมฟ้าอากาศ

          ลมฟ้าอากาศ คือ สภาวะของบนพื้นที่ใด ๆ ในช่วงเวลาหนึ่ง ส่วน ภูมิอากาศ คือ สภาวะโดยทั่วไป
ของลมฟ้าอากาศบนพื้นที่ใด ๆ ในช่วงเวลานาน ๆ ลมฟ้าอากาศหรือภูมิอากาศมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมในชีวิตประจำวัน  การทราบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับภูมิอากาศจะมีส่วนช่วยเหลือเกษตรกรในการเลือกชนิดหรือพันธุ์พืชที่ต้องการปลูกให้ได้ผลดี  การสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ ทิศทางลม หรือทิศทางที่ได้รับแสงอาทิตย์
             เมื่อน้ำจากแหล่งน้ำต่าง ๆ ได้รับพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ จะระเหยกลายเป็นไอน้ำ ลอยขึ้นไปในอากาศ  ทำให้เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ ขึ้น
             หมอก (
fog)
เกิดจากไอน้ำในอากาศกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ  ลอยอยู่ในอากาศใกล้พื้นโลก  โดยขนาดของไอน้ำจะมีขนาดใหญ่กว่าหยดน้ำในเมฆ
             น้ำค้าง (
dew)
เกิดจากไอน้ำกลั่นตัวเป็นหยดน้ำเล็ก ๆ เนื่องจากอุณหภูมิที่ลดลงในตอนกลางคืน ทำให้อากาศอิ่มตัว  โดยอุณหภูมิลดลงจนกระทั่งอากาศไม่สามารถรับไอน้ำได้อีกต่อไป
             ลูกเห็บ (
hail)
เกิดจากไอน้ำกกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ แล้วถูกพายะหอบสูงขึ้นไปในระดับความสูงที่มีอุณหภูมิของอากาศเย็นจัด  หยดน้ำจะกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง  มีขนาดใหญ่ และมีน้ำหนักมากจนอากาศไม่สามารถอุ้มไว้ได้จึงตกลงมา บางครั้งเกล็ดน้ำแข็งนั้นอาจถูกพายุหอบขึ้นไปกระทบความเย็นในบรรยากาศระดับสูงอีกก่อนตกถึงพื้น ทำให้เกล็ดน้ำแข็งหรือลูกเห็บมีขนาดใหญ่ขึ้น
             หิมะ (
snow)  เกิดจากไอน้ำได้รับความเย็นจัด ควบแน่นเป็นละอองน้ำแข็งตกลงสู่พื้น
          ฝน(Rain)
เกิดจากละอองน้ำในก้อมเมฆซึ่งเย็นจัดลง ไอน้ำกลั่นตัวเป็นละอองน้ำเกาะกันมาก และหนักขึ้นจนลอยอยู่ไม่ได้ และตกลงมาด้วยแรงดึงดูดของโลก
          ปริมาณน้ำฝน หมายถึง ระดับความลึกของน้ำฝนในภาชนะที่รองรับน้ำฝน เครื่องมือปริมาณน้ำฝนเรียกว่า เครื่องวัดน้ำฝน(
rain gauge ) http://www.lesa.in.th/atmosphere/

เมฆ (cloud)
        
 1. เมฆและการเกิดเมฆ
                  เ
มฆ คือ น้ำในอากาศเบื้องสูงที่อยู่ในสถานะเป็นหยดน้ำและผลึกน้ำแข็ง และอาจมีอนุภาคของของแข็งที่อยู่ในรูปของควันและฝุ่นที่แขวนลอยอยู่ในอากาศรวมอยู่ด้ว
            
2.
ชนิดของเมฆ
             
การสังเกตชนิดของเมฆ
             
             
กลุ่มคำที่ใช้บรรยายลักษณะของเมฆชนิดต่างๆ มีอยู่ 5 กลุ่มคำ คือ
                 
เซอร์โร(CIRRO)                    เมฆระดับสูง
         
        อัลโต(ALTO)                        
เมฆระดับกลาง
         
        คิวมูลัส(CUMULUS)          
 เมฆเป็นก้อนกระจุก
         
        สเตรตัส(STRATUS)         
 เมฆเป็นชั้นๆ
         
        นิมบัส(NUMBUS
)                เมฆที่ก่อให้เกิดฝน
 

นักอุตุนิยมวิทยาแบ่งเมฆออกเป็น 4 ประเภท คือ
              1. มฆระดับสูง เป็นเมฆที่พบในระดับความสูง 6,
500 เมตรขึ้นไป
                  ประกอบด้วยผลึกน้ำแข็งเป็นส่วนใหญ่ มี 3 ชนิด ได้แก่ เซอร์โรคิวมูลัส  เซอร์รัส  เซอร์โรสเตรตัส

                                                      
                                                                                                                

              2. เมฆระดับกลาง ได้แก่  อัลโตสเตรตัส  อัลโตคิวมูลัส
             
3. เมฆระดับต่ำ  ได้แก่ 
สเตรตัส  สเตรโตคิวมูลัส  นิมโบสเตรตัส
             
4. เมฆซึ่งก่อตัวในทางแนวตั้ง ได้แก่  
คิวมูลัส   คิวมูโลนิมบัส

ลม
     
 ลม (Wind) คือ มวลของอากาศที่เคลื่อนที่ไปตามแนวราบ

            -  สภาพอากาศเหนือพื้นดินและพื้นน้ำ พื้นดินและพื้นน้ำรับและคายความร้อนจากดวงอาทิตย์ได้ไม่เท่ากันพื้นดินจะรับและคายความร้อนได้ดีกว่าพื้นน้ำ ในเวลากลางวันอุณหภูมิของพื้นดินจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พื้นน้ำจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างช้าๆ ทำให้อากาศเหนือพื้นดินมีอุณหภูมิสูงกว่าอากาศเหนือพื้นน้ำ ส่วนในเวลากลางคืนพื้นดินคายความร้อนได้เร็วกว่าพื้นน้ำ ทำให้อากาศเหนือพื้นดินมีอุณหภูมิต่ำกว่าอากาศเหนือพื้นน้ำ ทำให้เกิดลมขึ้น
             - การเกิดลม
             สาเหตุเกิดลม คือ 1. ความแตกต่างของอุณหภูมิ 2. ความแตกต่างของหย่อมความกดอากาศ

หย่อมความกดอากาศ(Pressure areas)
            
             หย่อมความกดอากาศสูง หมายถึง บริเวณที่มีความกดอากาศสูงกว่าบริเวณข้างเคียง ใช้ตัวอักษร H
             หย่อมความกดอากาศต่ำ หมายถึง บริเวณที่มีความกดอากาศต่ำกว่าบริเวณข้างเคียง ใช้ตัวอักษร
L

                 

                                                                                                      แผนที่อากาศ

ชนิดของลม ลมแบ่งออกเป็นชนิดต่างๆ คือ

             - ลมประจำปีหรือลมประจำภูมิภาค เช่น ลมสินค้า
             - ลมประจำฤดู เช่น ลมมรสุมฤดูร้อน และลมมรสุมฤดูหนาว
             - ลมประจำเวลา เช่น ลมบก ลมทะเล
             - ลมที่เกิดจากการแปรปรวนหรือลมพายุ เช่น พายุฝนฟ้าคะนอง พายุหมุนเขตร้อน

 
          
 นักอุตุนิยมวิทยาได้กำหนดการเรียกชื่อประเภทของพายุหมุน โดยใช้ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางเป็นเกณฑ์ ดังนี้
             1. พายุดีเปรสชั่น มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางไม่เกิน  63  กิโลเมตรต่อชั่วโมง  มีผลทำให้เกิดฝนตกหนักทั่วไปในบริเวณที่มีความชื้น
             2. พายุโซนร้อน  มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางไม่เกิน  63 ถึง 118 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีกำลังแรงกว่าพายุดีเปรสชั่น
             3. พายุใต้ฝุ่น มีความเร็วลมสูงสุดใกล้จุดศูนย์กลางมากกว่า  118 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุมีกำลังแรงและอันตรายมาก และมีชื่อเรียกต่าง ๆ กันตามบริเวณที่เกิดขึ้น

                                                                        
                                   พายุดีเปรสชัน                        
              พายุไต้ฝุ่น                                      พายุโซนร้อน
 

เครื่องมือที่ใช้ในการวัดกระแสลม

             - ศรลม
             - อะนิโมมิเตอร์
             - แอโรแวน

ผลของปรากฏการณ์ทางลมฟ้าอากาศที่มีต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อ

             ประโยชน์ของปรากฏการณ์ทางลมฟ้าอากาศ

             1.  การเกิดลมจะช่วยให้เกิดการไหลเวียนของบรรยากา
             2.  การเกิดลมสินค้า
             3.  การเกิดเมฆและฝน
             4.  การเกิดลมประจำเวลา

             ผลกระทบและภัยอันตราย

              1. ผลกระทบจากอิทธิพลของลมมรสุม เช่น น้ำท่วม น้ำท่วมฉับพลัน
              2. ผลกระทบจากอิทธิพลของลมพายุ เช่น ต้นไม้ล้มทับ คลื่นสูงในทะเล

                                             การพยากรณ์อากาศ

การพยากรณ์อากาศและอุตุนิยมวิทยา

                การพยากรณ์อากาศ หมายถึง การคาดหมายภาวะของลมฟ้าอากาศและปรากฏารณ์ทางธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นล่วงหน้า แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ
               1. ระยะสั้น ช่วงระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง
               2. ระยะปานกลาง ช่วงระยะเวลามากว่า 72 ชั่วโมง จนถึง 10 วั
               3. ระยะนาน ตั้งแต่ 10 วันขึ้นไป

หลักการพยากรณ์อากาศ

ระบบของการพยากรณ์อากาศ แบ่งเป็น 3 ระบบ คือ

 1. ระบบการตรวจอากาศ
 2. ระบบการสื่อสาร
 3. ศูนย์พยากรณ์อากาศ

ความสำคัญของการพยากรณ์อากาศ     ช่วยให้บุคคลทุกอาชีพมีการเตรียมพร้อมที่จะป้องกันแก้ไขภัยอันตรายหรือความสูญเสียอันเกิดจากปรากฏการณ์ทางลมฟ้าอากาศ

 

 


Views: 16286

Be first to comment this article

Only registered users can write comments.
Please login or register.

Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6
AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com
All right reserved

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

Statistics

สถิติผู้เยี่ยมชม: 42665782

Who's Online

ขณะนี้มี 9 บุคคลทั่วไป ออนไลน์