นาฬิกา อำนาจ ร่างกาย จิต และการเปลี่ยนแปลงทุนและวิถีการบริโภค
ความนิยมของผู้ชม: / 6
แย่มากดีมาก 

 

 

นาฬิกากับอำนาจในการควบคุมกายภาพ
และจิตภาพของมนุษย์ที่มองไม่เห็น

ธนัย เกตวงกต : เขียน
นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
 




บทความวิชาการต่อไปนี้ ได้รับมาจากผู้เขียน เดิมชื่อ "นาฬิกากับอำนาจที่มองไม่เห็น"เป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจของนาฬิกา
ที่เข้ามาควบคุมร่างกายของมนุษย์ โดยนาฬิกาได้สร้าง/ผลิตความหมายให้แก่ผู้ใช้นาฬิกา 4 ความหมายคือ
- เปลี่ยนมนุษย์จากผู้ที่สามารถเล่น/ต่อรองกับเวลาให้กลายเป็นผู้สยบยอมต่อเวลา (เพื่อควบคุมกิจกรรมของมนุษย์)
- เปลี่ยนเวลาให้กลายเป็นทุน (เพื่อจัดวางชีวิตมนุษย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด)
- เปลี่ยนการติดต่อสื่อสารที่ไร้ระเบียบให้เป็นระเบียบ (จากการกำหนดเวลามาตรฐานสากล)
- เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของมนุษย์ (จากวัตถุประสงค์ของนาฬิกาเพื่อบอกเวลา เป็นเครื่องแสดงถึงอัตลักษณ์ของผู้สวมใส่/ครอบครอง)
(บทความนี้จัดอยู่ในหมวด "จิตวิทยาเกี่ยวกับเรื่องเวลา")
ติดต่อมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน:
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้
บทความมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ลำดับที่ ๑๘๐๓
เผยแพร่บนเว็บไซต์นี้ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๓
------------------------------


มนุษย์ประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ขึ้นมาใช้ในโลกนี้ ด้วยจุดมุ่งหมายเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ หรือเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ชีวิตมนุษย์มากยิ่งขึ้น แต่หลายต่อหลายสิ่งที่มนุษย์ผลิตขึ้น กลับเข้ามาควบคุมกำกับร่างกายมนุษย์มาก จนกระทั่งชีวิตมนุษย์ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของสิ่งประดิษฐ์เหล่านั้น อันหมายถึงชีวิตไม่มีความสะดวกสบายเพิ่มมากขึ้น แต่เป็นเพียงการเปลี่ยนรูปแบบวิถีชีวิตไปเท่านั้น เช่น รถยนต์ถูกผลิตขึ้นเพื่อให้มนุษย์เดินทางไปยังที่ห่างไกลได้ด้วยเวลาที่รวดเร็วขึ้น แต่ทุกวันนี้แม้จะเดินทางด้วยรถยนต์ที่เร็วขึ้น แต่ชีวิตกลับไม่เคยมีเวลาว่างมากขึ้น หรือหลายครั้งชีวิตกลับวุ่นวายมากกว่าที่เคยเป็นมา

นาฬิกาเป็นสิ่งประดิษฐ์อีกสิ่งหนึ่ง ถูกผลิตขึ้นด้วยความสามารถของมนุษย์ต่อการพยายามจัดระเบียบความคิดเกี่ยวกับเวลา (นามธรรม) ให้มีลักษณะเป็นรูปธรรมจับต้องได้ เพื่อใช้สำหรับบอกเวลา อันนำไปสู่ประโยชน์ต่างๆ มากมายแก่ชีวิตมนุษย์ เช่น ความสามารถในการจัดแบ่งเวลา การเสริมสร้างองค์ความรู้ของสาขาวิชาต่างๆ เป็นต้น ซึ่งนาฬิกาถือได้ว่าเป็นสิ่งประดิษฐ์ชิ้นหนึ่งที่มีส่วนสร้างประวัติศาสตร์ของโลกให้มีความก้าวหน้าเช่นทุกวันนี้ ซึ่งนาฬิกาไม่เพียงมีประโยชน์ดังกล่าวข้างต้นเท่านั้น แต่เวลาภายใต้นาฬิกาที่เที่ยงตรง ชัดเจน ทำให้ชีวิตมนุษย์ถูกจัดการควบคุมร่างกายภายใต้นาฬิกาที่เคร่งครัดเช่นเดียวกัน

มิเชล ฟูโกต์, โรลองด์ บาร์ตส์, และนาฬิกา
ดังเห็นได้จากผลสำรวจความคิดเห็นของบริษัท "ทีเอ็นเอส" ที่สำรวจทัศนคติของผู้ใหญ่ชาวอังกฤษ 2,584 คน ต่อสิ่งประดิษฐ์ที่ทำให้รำคาญใจที่สุด นาฬิกาปลุกเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ติดหนึ่งในห้าอันดับสิ่งประดิษฐ์ที่มนุษย์ไม่อยากให้มีการประดิษฐ์ขึ้นมามากที่สุด (*) ซึ่งบทความชิ้นนี้จะพยายามเสนอแง่มุมของนาฬิกากับกระบวนการสร้างความหมาย และกลวิธี/เทคนิคของกระบวนการสร้างความหมายต่างๆ เหล่านั้น โดยแสดงให้เห็นผ่านกระบวนการทำงานของอำนาจ (วาทกรรม) แบบมิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault, 1926-1984) และค้นหามายาคติของความหมายที่ซ่อนอยู่ (สัญวิทยา) แบบโรลองด์ บาร์ตส์ (Roland Barthes, 1905-1980)

Quote:
(*) โหวตคาราโอเกะเป็นสิ่งประดิษฐ์ยอดแย่ ชาวอังกฤษบ่นเบื่อฟังคนร้องเพลงไม่เอาไหน, ไทยโพสต์, 12 มกราคม 2552. และ สุทธาสินี จิตรกรรมไทย, "'คาราโอเกะ' สิ่งประดิษฐ์ที่ไม่น่ามีอยู่บนโลก!!...?," มติชน, 18 มกราคม 2552, หน้า 17. สิ่งประดิษฐ์ที่ไม่อยากให้มีการประดิษฐ์มากที่สุดคือ เครื่องคาราโอเกะ โทรทัศน์ที่นำเสนอกีฬาตลอด 24 ชั่วโมง เครื่องเล่นวีดีโอเกมส์ โทรศัพท์มือถือ และนาฬิกาปลุก.

การศึกษาวาทกรรมในบทความนี้คือ การศึกษาเพื่อจะมุ่งหากระบวนการสร้าง/ผลิต (constitute) เอกลักษณ์ (identity) และความหมายแก่สิ่งต่างๆ (*) โดยการวิเคราะห์วาทกรรมดังกล่าว (discourse analysis) กระทำโดยการศึกษาและสืบค้นถึงกระบวนการ ขั้นตอน ลำดับเหตุการณ์ และรายละเอียดปลีกย่อยต่อการสร้างอัตลักษณ์และความหมายให้กับสิ่งนั้นๆ (**) เพราะฉะนั้นบทความชิ้นจะไม่ได้ศึกษาเพื่อหาความหมายของอำนาจ แต่จะศึกษาอำนาจในอีกลักษณะหนึ่ง กล่าวคือ ศึกษาอำนาจที่อยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างนาฬิกากับการสร้างความหมายต่างๆ ที่มีผลต่อการเข้ามาจัดการกับชีวิตร่างกายของมนุษย์ และกลวิธีการนำเสนอของกระบวนการสร้างความหมายเหล่านั้น

Quote:

(*) ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, วาทกรรมการพัฒนา : อำนาจ ความรู้ ความจริง เอกลักษณ์ และความเป็นอื่น (กรุงเทพฯ : วิภาษา, 2543), หน้า 19-20.
(**) เรื่องเดียวกัน, หน้า 27-28.

สัญวิทยาของโรลองด์ บาร์ตส์ คือการศึกษาเพื่อจะแบ่ง/ผ่าสิ่งต่างๆ เพื่อศึกษาหามายาคติที่ถูกปิดบัง/อำพราง ซึ่งมายาคติ (myth/alibi/doxa) หมายถึง ความคิดความเชื่อที่คนส่วนใหญ่ในสังคมยอมรับโดยไม่ตั้งคำถาม และเป็นความคิดความเชื่อที่สอดรับกับระบบอำนาจที่ดำรงอยู่ในสังคมในขณะนั้น ดังนั้นสิ่งต่างๆ รอบตัวจึงไม่ใช่เรื่องธรรมชาติแต่เป็นผลผลิตของสังคม (*) โดยจะศึกษาหาความจริงเกี่ยวกับความคิดความเชื่อในสิ่งที่ศึกษานั้นๆ เอง โดยบทความนี้จะแบ่ง/ผ่าตัวอย่างบางตัวอย่าง เพื่อแสดงให้เห็นถึงมายาคติที่ถูกบิดเบือน/ทำให้พร่ามัวอยู่ในสังคมต่อการศึกษาผ่านนาฬิกา

Quote:

(*) เรื่องเดียวกัน, หน้า 95-96.

การศึกษาเพื่อหามายาคติเป็นการศึกษาจากระบบสัญญะของภาษาที่มีอยู่ก่อนแล้ว ถือเป็นระบบสัญวิทยาระดับที่สอง (second-order semiological system) ซึ่งสิ่งที่ถูกศึกษาจะถูกลดทอนให้กลายเป็นเพียงวัตถุดิบที่มีหน้าที่เป็นเพียงรูปสัญญะใหม่ (form) ของมายาคติ (สัญญะ) ของความหมายชุดที่หนึ่ง (ภาษา) ส่วนความหมายสัญญะของมายาคติคือ ความคิด (concept) ดังนั้นมายาคติคือ ระบบการสร้างความหมายชุดที่สองของสังคม ที่วางอยู่บนระบบของภาษา (ความหมายชุดที่หนึ่ง) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงโครงสร้างความหมายหลักที่สังคมยอมรับร่วมกัน (*) ดังตารางต่อไปนี้…

Quote:

(*) ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, สัญวิทยา, โครงสร้างนิยม, หลังโครงสร้างนิยม กับการศึกษารัฐศาสตร์, หน้า 133-159.



ถึงแม้ว่าการวิเคราะห์วาทกรรมแบบฟูโกต์ และการศึกษาสัญวิทยาแบบโรลองด์ บาร์ตส์ จะมีกรอบความคิดที่จะศึกษาไปคนละด้าน และวิเคราะห์ออกมาคนละลักษณะ เหมือนเหรียญสองด้าน ซึ่งมีทั้งจุดเด่นและจุดด้อยของตนเอง ซึ่งบทความนี้จะพยายามเชื่อมวิธีวิทยาทั้งสองแบบมาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ร่วมกัน โดยเลือกใช้จุดเด่นของวิธีวิทยาทั้งสองมาอธิบายความหมายของนาฬิกา โดยเนื้อหาภาพรวมของบทความ ใช้การวิเคราะห์วาทกรรมแบบฟูโกต์ต่อการมุ่งหากระบวนการสร้างความหมาย และกลวิธี/เทคนิคต่อการสร้างความหมายของนาฬิกา เพราะการศึกษาวาทกรรมของฟูโกต์ จะแสดงให้เห็นถึงปฏิบัติการของอำนาจที่กระทำต่อร่างกายมนุษย์ได้อย่างดี และใช้สัญวิทยาแบบโรลองด์ บาร์ตส์ เพื่ออธิบายมายาคติที่ถูกบิดเบือน/ทำให้พร่ามัวต่อกรณีตัวอย่างเฉพาะ เนื่องจากการศึกษาแบบสัญวิทยาของบาร์ตส์จะเผยความคิด/ความเชื่อที่ซ่อนอยู่ของคนในสังคมผ่านสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์

นาฬิกากับกระบวนการสร้างความหมาย
นาฬิกาเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีใช้อยู่โดยทั่วไป สามารถแบ่งออกเป็นสองชนิด (*) คือชนิดว้อช (watch) และชนิดคล็อค (clock) ซึ่งนาฬิกาทั้งสองแบบยังสามารถจำแนกแยกย่อยลงไปได้อีก ได้แก่

Quote:

(*) การจำแนกชนิดของนาฬิกาเป็นสองชนิด ได้มาจาก พิพัฒน์พันธุ์ สุวรรณอักษร, การผลิต การส่งออก และการนำเข้านาฬิกาและชิ้นส่วนประกอบของนาฬิกาของไทย, วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2539.

1. นาฬิกาชนิดว้อช แบ่งได้เป็น 3 แบบ ได้แก่ ไขลาน (Mechanical Winding), ควอทซ์ (Quartz) และระบบตัวเลขเรืองแสง
( Digital) เช่น นาฬิกาข้อมือ เป็นต้น
2. นาฬิกาชนิดคล็อค เช่น นาฬิกาแขวน, นาฬิกาปลุก, นาฬิกาติดตู้, นาฬิกาตั้งโต๊ะ เป็นต้น

นาฬิกามีลักษณะรูปร่างที่หลากหลาย ทั้งรูปทรง ขนาด รวมถึงจุดมุ่งหมายที่ใช้สอย ซึ่งลักษณะของนาฬิกาที่แตกต่างกัน ล้วนมีความหมายโดยตัวของมันเอง เหมือนดังที่โรลองด์ บาร์ตส์ กล่าวว่า "ไม่มีโลกแห่งความเป็นจริงรออยู่นิ่งๆ และเชื่องๆ ให้คนเขียนเขียนถึง (นักประดิษฐ์ประดิษฐ์นาฬิกาขึ้น) แต่คนเขียน มีส่วนอย่างมากในการสร้างและประกอบความจริงที่ว่านี้ขึ้นมา" (*)
Quote:

(*) ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, สัญวิทยา, โครงสร้างนิยม, หลังโครงสร้างนิยม กับการศึกษารัฐศาสตร์, หน้า 129.

นักประดิษฐ์นาฬิกาไม่สามารถครอบงำความเป็นไปของนาฬิกาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หลังจากนาฬิกาเป็นสินค้าออกสู่ตลาด นาฬิกากลายเป็นพื้นที่ชนิดพิเศษ หรือ heterotopia (*) ที่มีความหมายของตัวมันเอง และมีการต่อสู้ช่วงชิงเกี่ยวกับการสร้างความหมายใหม่ให้เกิดขึ้นไปพร้อมๆ กัน ซึ่งนาฬิกาเป็นพื้นที่เฉพาะแบบหนึ่งที่มีบทบาทเหมือนผู้กระทำการผลิต/สร้างความหมายให้แก่ผู้ใช้นาฬิกาด้วยเช่นกัน กล่าวคือ

Quote:

(*) พื้นที่ชนิดพิเศษ หรือ heterotopia หมายถึง พื้นที่ที่กลายเป็นสนามทางอำนาจให้บุคคลต่างๆ เข้ามาช่วงชิงอำนาจการนำ พิจาราณาเพิ่มเติมได้ที่ ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, วาทกรรมการพัฒนา : อำนาจ ความรู้ ความจริง เอกลักษณ์ และความเป็นอื่น, หน้า 196-205.

ประการแรก นาฬิกาเปลี่ยนชีวิตมนุษย์จากผู้สามารถต่อรองกับเวลาที่ไม่แน่นอน กลายเป็นผู้สยบยอมต่อเวลาภายใต้เข็ม/ตัวเลขของนาฬิกา อดีตมนุษย์ผู้เรียนรู้การคาดเดาเวลาจากพระอาทิตย์และดวงดาว เพื่อคำนวณเวลาคร่าวๆ ต่อการจัดการชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การตื่นนอน กินข้าว ทำงานเกี่ยวกับการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และเวลาพักผ่อน ล้วนแต่มีความยืดหยุ่นให้มนุษย์เป็นผู้ "เล่น" กับเวลา แต่เมื่อนาฬิกาเริ่มแพร่หลายเวลาของมนุษย์จึงค่อยๆ ถูกจัดระเบียบชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การตื่นนอนภายใต้นาฬิกาปลุกอันเที่ยงตรง เวลาทำงานที่บังคับแน่นอนประมาณหนึ่งในสามของวัน เวลาพัก-กินข้าวที่สอดคล้องกับการทำงาน และเวลานอนที่เพียงพอ ทำให้มนุษย์กลายเป็นผู้สยบยอมต่อการจัดการเวลาที่เคร่งครัด

นอกจากนี้ความแตกต่างระหว่างนาฬิกาที่มีหน้าปัดบอกเวลาเป็นแบบระบบตัวเลขเรืองแสง (digital) กับแบบเข็มทั้งมีและไม่มีเข็มวินาทีก็ส่งผลต่อมนุษย์แตกต่างกัน กล่าวคือ นาฬิกาแบบระบบตัวเลขเรืองแสงและนาฬิกาแบบเข็มที่บอกเวลา นาที และวินาทีที่ชัดเจน เปลี่ยนตัวเลข/เข็มทุกๆ วินาที แสดงถึงการเคลื่อนผ่านของเวลาทุกๆ วินาทีเท่าๆ ที่ขีดความสามารถของมนุษย์จะจับวัดได้ ซึ่ง George Beard ได้ประณามความสมบูรณ์ของนาฬิกา และการประดิษฐ์คิดค้นนาฬิกาข้อมือขึ้นมาใน วารสาร American Nervousness ว่า มันทำให้เกิดอาการประสาทเกี่ยวกับเรื่อง"ความล่าช้าหรือเสียเวลาไปเพียงชั่วขณะสั้นๆ ซึ่งอาจทำลายความหวังต่างของช่วงเวลาในการดำรงชีวิต" (*) แสดงถึงอำนาจของการเข้าจัดการควบคุมกับชีวิตร่างกาย มากกว่านาฬิกาที่ไม่ได้บอกเวลาที่ชัดเจนเป็นนาทีหรือวินาทีที่เที่ยงตรง ซึ่งสามารถเห็นได้ชัดเจนจากชีวิตประจำวันเกี่ยวกับการตอกบัตรเข้า-ออกงานของพนักงานบริษัท โดยเครื่องตอกบัตรจะแสดงและบันทึกเวลาการเข้างานของพนักงานเป็นระบบตัวเลขเรืองแสงอย่างละเอียดทั้งชั่วโมง นาที และวินาที

Quote:

(*) Stephen Kern, The Culture of Time and Space, 1880-1918 สมเกียรติ ตั้งนโม แปลและเรียบเรียง ในการทำความเข้าใจมิติของเวลา ธรรมชาติของเวลา : The Nature of Time, http://www.midnightuniv.org/midnight2545/document9714.html ดูเมื่อวันที่ 17 ก.พ. 52.

ซึ่งเมื่อพิจารณาแบบมายาคติของบาร์ตส์จะเข้าใจได้ว่า รูปสัญญะคือ การแสดงเวลาการเข้างานของพนักงาน โดยมีความหมายของสัญญะที่ต้องการจะสื่อคือ ควบคุมการตรงต่อเวลาของพนักงาน และมายาคติที่ถูกบิดเบือน/ทำให้พร่ามัวคือ การจัดวางมนุษย์เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของการทำงานให้มีลักษณะที่เที่ยงตรงควบคุมได้เหมือนเครื่องจักร ภายใต้ความคิดแบบทุนนิยมที่จะใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด หรืองานของฟูโกต์ที่แสดงให้เห็นในบทความเรื่องร่างกายใต้บงการของทหาร ที่จะถูกจัดตารางเวลาอย่างเคร่งครัดเป็นนาที เช่น "8.45 น. ครูเข้ามาในห้องเรียน 8.52 น. ครูเรียกนักเรียนเข้าชั้นเรียน 8.56 น. นักเรียนเข้าห้องและสวดมนต์ 9.00 น. นักเรียนเข้าประจำที่ม้านั่งของตน 9.04 น. เริ่มบทเรียนแรก 9.08 น. เสร็จสิ้นการเขียนตามคำบอก 9.12 น. เริ่มบทเรียนต่อไป ฯลฯ" หรือการกำหนดความละเอียดซับซ้อนเชิงเวลาให้กับอากัปกิริยา เช่น เวลาก้าวเท้าของทหารแต่ละท่าใช้เวลากี่วินาที หรือการกำหนดเวลาเข้า-ออกงาน รวมถึงเวลาพักระหว่างวันผ่านการตอกบัตร เป็นต้น การควบคุมเวลาดังกล่าว จะต้องใช้นาฬิกาที่มีความละเอียดระดับนาทีและวินาที เพื่อเข้าควบคุมกิจกรรมต่างๆของมนุษย์ (*) เป็นต้น

Quote:

(*) สรุปความจาก มิแซ็ล ฟูโกต์ เขียน, ร่างกายใต้บงการ The chapter "Les corps dociles" from Sureiller et punir," ทองกร โภคธรรม แปล, นพพร ประชากุล บก. (กรุงเทพฯ : คบไฟ, 2547), หน้า 33-48.

นอกจากนี้การมองเวลาผ่านนาฬิกาแบบเข็มและระบบตัวเลขเรืองแสง ยังทำให้เห็นความสัมพันธ์เกี่ยวกับความต่อเนื่องของเวลาที่แตกต่างกัน กล่าวคือ นาฬิกาแบบเข็มที่หมุนเป็นวงกลมจะสร้างกรอบความคิดให้แก่ผู้มองเข้าใจถึงอดีต ปัจจุบันและอนาคต ซึ่งพบได้ทั่วไปจากภาพยนตร์ย้อนเวลาที่จะแสดงฉากการย้อนเวลาด้วยการเดินถอยหลังกลับผ่านนาฬิกาแบบเข็ม ขณะที่นาฬิกาแบบระบบตัวเลขเรืองแสงทำให้เห็นเวลาหยุดนิ่งอยู่ที่เวลาปัจจุบัน ซึ่งเหมาะจะใช้สำหรับบอกถึงฤกษ์ยามที่สำคัญได้อย่างเที่ยงตรง เช่น ช่วงเวลานับถอยหลังเพื่อก้าวข้ามปีใหม่ (count down) หรือฤกษ์เวลาแต่งงานของไทยที่เวลา 9.09.09 น. เป็นต้น

ประการที่สอง นาฬิกาเปลี่ยนเวลาให้กลายเป็นทุน สังคมทุกสังคมย่อมมีเวลาเป็นของตัวเอง แม้กระทั่งอดีตที่ไม่มีเครื่องวัดที่มาตรฐานเฉกเช่นเดียวกับปัจจุบัน แต่ก็สามารถจะคาดเดาเวลาคร่าวๆ ได้จากพระอาทิตย์ขึ้นหรือตก ซึ่งสังคมเกษตรแบบอดีต เวลาย่อมไม่ต้องการช่วงวินาทีที่แน่นอนตายตัว เช่น ตื่นเช้าเพราะไก่ขันหรือนาฬิกาชีวภาพในตัวมนุษย์เอง และออกไปทำงานในไร่ในสวน ตกเย็นดวงอาทิตย์เริ่มจะลับขอบฟ้าก็กลับบ้านมาพักผ่อน วงจรชีวิตคงไม่ต้องการเวลาที่แน่นอนเป็นนาที วินาที แต่ผูกโยงกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว ทั้งดวงอาทิตย์ ดวงดาว ดวงจันทร์ เป็นต้น

ต่อมาเมื่อเข้าสู่โลกของทุนนิยม ด้วยนิยามแห่ง "การผลิตที่ใช้ต้นทุนน้อยที่สุด เพื่อให้ได้กำไรสูงสุด" ดังนั้นเวลาซึ่งมีส่วนสำคัญด้วยเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะเพิ่มกำไรมากที่สุด ดังเห็นได้จากการผลิตสินค้าชนิดหนึ่งในปริมาณเท่าๆ กัน การผลิตที่ใช้เวลาได้น้อยที่สุด ย่อมก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เวลาเริ่มเข้ามาผูกโยงกับวิธีคิดแบบทุนนิยมมากขึ้น เวลาจึงเป็นส่วนสำคัญต่อการวางแผนการผลิต ที่พร้อมจะจัดวางแรงงาน (มนุษย์) เหมือนชิ้นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรที่สามารถจะถูกเคลื่อนย้ายไปยังจุดต่างๆ ตามระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ผ่านองค์ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการเวลาต่างๆ เช่น การเคลื่อนย้ายจัดวางตำรวจจราจรบนถนนเพิ่มมากขึ้น ในช่วงเวลาเลิกงานของบริษัท องค์กร หรือสถาบันต่างๆ เป็นต้น

การหา "ซื้อเวลา" เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่บ่งบอกถึงความสำคัญของเวลาที่เป็นทุนรูปแบบหนึ่ง ซึ่งบุคคลแต่ละคนจะสามารถเลือกใช้เวลาที่มีเท่ากันของแต่ละวันได้อย่างไรเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด บุคคลที่มีทุนรูปแบบอื่นมากพอจะสามารถนำมาแลกซื้อกับเวลา เช่น เศรษฐีย่อมสามารถเดินทางจากกรุงเทพไปเชียงใหม่ด้วยระยะเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมงโดยเครื่องบิน ตรงกันข้ามกับคนยากจนที่ต้องรอสวัสดิการรถไฟฟรีของรัฐ เพื่อเดินทางไปเชียงใหม่ด้วยเวลากว่า 16 ชั่วโมง หรือเศรษฐีที่ต้องการจะส่งเอกสารจากที่ทำงานไปให้ลูกค้าในอีกบริษัทหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปส่งเอกสารดังกล่าวด้วยตนเอง สามารถจะเลือกจ้างพนักงานส่งของ (messenger) ทำแทน เป็นต้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาชีพอย่างพนักงานส่งของเป็นหนึ่งในสิ่งที่ถูกผลิต/สร้างขึ้น เมื่อเวลามีความสำคัญกลายเป็นทุนรูปแบบหนึ่ง

นอกจากนี้เมื่อเวลากลายเป็นทุน ได้สร้างความหมายสัญญะของตนขึ้นมาในสังคม คือระหว่างการสนทนาของคู่สนทนาใดๆ ก็ตาม หากมีใครคนใดคนหนึ่งในคู่สนทนาเหลือบมองดูนาฬิกาบ่อยครั้ง คู่สนทนาอีกฝ่ายหนึ่งจะรู้ทันทีว่า คู่สนทนาของตนมีธุระต้องไปทำต่อ ซึ่งหากพิจารณาแบบสัญวิทยาของบาร์ตส์จะเข้าใจได้ชัดเจนขึ้นกล่าวคือ รูปสัญญะของเหตุการณ์นี้คือ การเหลือบมองดูนาฬิกา มีความหมายสัญญะที่ต้องการจะสื่อคือ การสื่อสารเพื่อแสดงความต้องการหยุดการสนทนาและออกจากที่นั่น ซึ่งบิดเบือน/ทำให้พร่ามัวเกี่ยวกับวิธีคิดแบบทุนนิยมที่ได้จัดการเวลาให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของ "ทุน" รูปแบบหนึ่ง

ประการที่สาม นาฬิกาช่วยสร้างระเบียบเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารให้มีลักษณะหนึ่งเดียวภายใต้เงื่อนไขของเวลาที่แน่นอน อดีตแต่ละท้องถิ่นมีเวลาแตกต่างกัน แต่เมื่อเกิดเวลามาตรฐานกลางเกิดขึ้น ทำให้เวลาของท้องถิ่นสลายลงไป ส่งผลให้มนุษย์ในแต่ละท้องที่สามารถสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น และก่อให้เกิดระบบการคมนาคมขนส่งที่เที่ยงตรงผ่านเวลามาตรฐานเดียวกัน ไม่เช่นนั้นเราอาจจะต้องปรับเวลาในนาฬิกาข้อมือทุกครั้งที่เดินผ่านเมือง อำเภอ หรือกระทั่งตำบล เพราะแต่ละตำบล/อำเภอ/เมือง จะกำหนดเวลาของท้องถิ่นของตนซึ่งจะคาดเคลื่อนจากตำบล/อำเภอ/เมืองอื่นๆ เช่น ปี 1870 นักท่องเที่ยวคนหนึ่งที่เดินทางด้วยรถไฟจากวอชิงตันไปยังเมืองซานฟานซิสโก นักท่องเที่ยวคนดังกล่าวอาจจะต้องตั้งเวลาของนาฬิกาข้อมือในทุกเมืองที่เขาเดินทางผ่านมากกว่าสองร้อยครั้ง หรือบุคคลที่ต้องการโดยสารรถไฟอาจจะสับสนกับตารางรถไฟว่าเวลาที่เขียนไว้เป็นเวลาของเมืองต้นทาง เมืองของผู้โดยสารที่กำลังนั่งรอ หรือเมืองปลายทางของรถไฟ เป็นต้น ซึ่งการกำหนดเวลามาตรฐานสากลของโลกได้ใช้เวลาที่เมืองกรีนิช สหราชอาณาจักร (Greenwich Mean Time, GMT)

Quote:

(*) การกำหนดเวลามาตรฐานสากล ได้มีการต่อสู้ช่วงชิงการถือครองเวลามาตรฐานกลางเช่นกัน พิจารณาเพิ่มเติมได้ที่ Stephen Kern, The culture of Time and Space 1880-1918 (Cambridge, Massachusetts London : Harvard University Press, 2003).

ช่วงเวลาที่มีการกำหนดเวลามาตรฐานโลกนั้น นาฬิกาข้อมือยังไม่เป็นที่แพร่หลายแก่ประชาชนโดยทั่วไป ดังนั้นรัฐจึงได้จัดสร้างหอนาฬิกาตามศูนย์กลางเมืองใหญ่ต่างๆ เพื่อให้สะดวกแก่การมองเห็นและแสดงถึงพัฒนาการ/ความก้าวหน้าของเมืองนั้นๆ รูปแบบหนึ่ง เช่น หอนาฬิกาบิ๊กเบน (Big Ben) เป็นสัญลักษณ์แทนพระราชวังเวสมินเตอร์ (Palace of Westminster) ในกรุงลอนดอน, หอนาฬิกราจาไบ (Rajabai Tower) ในเมืองมุมไบ (Mumbai) และหอนาฬิกาสปาสคายา (Spasskaya Tower) ในพระราชวังเคลมลิน มอสโคร์ (Moscow Kremlin) ต่อมาเมื่อหอนาฬิกาเดินทางผ่านเข้ามายัง "ประเทศโลกที่สาม" อย่างประเทศไทย การสร้างหอนาฬิกาจึงกลายเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึง "ความทันสมัยตามตะวันตก" (*)

Quote:

(*) วุฒิ วัฒนสิน, "หอนาฬิกาปัตตานี," รูสมิแล ปีที่ 28 ฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม 2550), หน้า 89-93.

ประการสุดท้าย การเปลี่ยนพฤติกรรมการมีนาฬิกาเพื่อดูเวลาเป็นเครื่องกำหนดอัตลักษณ์แห่งชนชั้น เนื่องจากว่านาฬิกาเป็นสินค้าที่มีอายุการใช้งานยาวนาน ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงความหมายสัญญะของนาฬิกาให้มีความหมายมากกว่าการบอกเวลา อุตสาหกรรมนาฬิกาย่อมดำรงอยู่ไม่ได้ ด้วยเหตุนี้อุตสาหกรรมนาฬิกาจึงต้องปรับตัวตามวิธีคิดแบบทุนนิยมที่สนับสนุนให้เกิดการบริโภค ดังนั้นอุตสาหกรรมการผลิตนาฬิกาจึงต้องผลิตนาฬิกาที่มีความแตกต่างหลากหลาย ทั้งรูปทรง ประโยชน์ใช้สอยต่างๆ ที่เห็นได้จากรูปลักษณ์ที่ปรากฏ และสร้างความหมายสัญญะเกี่ยวกับรูปแบบเฉพาะของสินค้า และเครื่องหมายการค้า/ยี่ห้อ (brandname) ของตนเอง

รูปลักษณ์ของสินค้าเป็นลักษณะที่ปรากฏให้เห็นได้ด้วยผัสสะทางด้านสายตาของมนุษย์ ซึ่งนักประดิษฐ์นาฬิกาไม่ได้ออกแบบนาฬิกาจากความว่างเปล่า แต่จะสร้างรูปลักษณ์ของสินค้าให้ตรงกับบุคลิกลักษณะของกลุ่มเป้าหมายด้วยการกำหนดบุคลิกลักษณะเหมารวม (Stereotype) ของกลุ่มเป้าหมาย เช่น บริษัท คาสิโอ คอมพิวเตอร์ จำกัด ได้สร้างเครื่องหมายการค้าย่อยภายใต้เครื่องหมายการค้าใหญ่ casio เพื่อเจาะจงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น G-Shock และ Baby-G ที่สร้างขึ้นมาโดยเจาะตลาดวัยรุ่นชายและหญิงตามลำดับ โดยการแตกเครื่องหมายการค้าย่อยลงมา เพื่อคงไว้ซึ่งความแตกต่างของ casio ซึ่งเป็นสินค้าชั้นนำดังจะกล่าวต่อไปข้างหน้า ซึ่งเครื่องหมายการค้าอย่าง G-Shock และ Baby-G น่าสนใจเมื่อพิจารณาแบบมายาคติดังต่อไปนี้

รูปสัญญะคือ นาฬิกาที่บ่งบอกเวลาได้เหมือนนาฬิกาอื่นทั่วไป มีความหมายสัญญะที่ต้องการสื่อคือ นาฬิกา G-Shock สำหรับวัยรุ่นชายตัวเรือนมีขนาดใหญ่ ทนทาน ทันสมัย สีเข้ม เช่น ดำ แดง น้ำเงิน เป็นต้น ราคาไม่ถูกและแพงจนเกินไป ตรงกันข้ามกับนาฬิกา Baby-G สำหรับวัยรุ่นหญิง ตัวเรือนมีขนาดเล็กกะทัดรัด ทันสมัย สีอ่อนหวาน เช่น ขาว ชมพู เป็นต้น ราคาไม่ถูกและแพงจนเกินไป และมายาคติที่ถูกบิดเบือน/ทำให้พร่ามัวคือ ระบบความคิดที่จัดระเบียบผู้ชายและผู้หญิงที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนตายตัว ที่ผู้ชายต้องมีลักษณะยิ่งใหญ่เข้มแข็ง และกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่มีการใช้กำลังมากจึงต้องมีความทนทาน ขณะที่ผู้หญิงมีลักษณะเปราะบางอ่อนหวาน และกิจกรรมในชีวิตประจำวันจะเกี่ยวข้องกับความประณีต ละเอียด ใช้แรงน้อย และอำพรางระบบคิดของทุนนิยมที่จะบิดเบือนการเลือกซื้อสินค้าให้มีลักษณะบริโภคนิยม ให้พ้นจากการบริโภคตามความจำเป็นไปสู่การบริโภคความหมายของสินค้าแทน

เครื่องหมายทางการค้าต่างๆ ยังมีความหมายสัญญะที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้ชื่อเครื่องหมายการค้านั้นๆ เองด้วย เช่น โรเล็กซ์ (Rolex) สำหรับเมืองไทยมีความหมายสัญญะที่แสดงถึงฐานะทางการเงินอันดีของผู้สวมใส่ ถึงแม้ว่าจะมีเครื่องหมายการค้าอื่นๆ ที่จำหน่ายนาฬิการาคาสูงเท่าหรือมากกว่าโรเล็กซ์ก็ตาม หรือเครื่องหมายการค้าบางเครื่องหมายการค้ายังผูกโยงความหมายสัญญะที่มีอยู่ก่อนหน้าในการตั้งชื่อเครื่องหมายการค้า เช่น Swatch ที่มาจาก Swiss + Watch โดยมีความหมายสัญญะที่ต้องการจะสื่อเพื่อแสดงถึงแหล่งกำเนิดของสินค้าว่า มาจากสวิตเซอร์แลนด์ และสร้างความน่าเชื่อถือเกี่ยวกับการเที่ยงตรงและหรูหรา อันเนื่องจากความหมายสัญญะของนาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์ (swiss brand) ที่มีอยู่ก่อนหน้าว่า นาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์จะมีความเก่าแก่ (ขลังด้วยเวลาอันยาวนาน) ทักษะของช่างฝีมือ ความประณีตและคุณภาพของตัวเรือน รวมกับเรื่องเล่า (story) แห่งจุดกำเนิด ภาพโฆษณา หนังสือ ทำให้ผู้คนที่สวมใส่ไม่เพียงแต่สวมใส่นาฬิกา แต่ยังสวมใส่ประวัติศาสตร์ของนาฬิกาไปด้วย และยังเป็นการสร้างเครื่องหมายการค้าเพื่อให้เกิดความหลงใหล (Passion) อย่างแท้จริง (*) และซ้อนทับกับความหมายสัญญะอีกชุดหนึ่งเกี่ยวกับความเป็นคนสวิตเซอร์แลนด์อีกชั้นหนึ่ง ที่เชื่อว่าคนสวิตฯเป็นคนซื่อ ละเอียด รอบคอบ เป็นนักประดิษฐ์ฝีมือดี ดังนั้นนาฬิกาที่เกิดขึ้นจึงมีความละเอียดอ่อน (**) และทั้งหมดนี้เป็นมายาคติที่บิดเบือน/ทำให้พร่ามัวเกี่ยวกับ การขีดเส้นแบ่งทางชนชั้นผ่านการครอบครองนาฬิกา ด้วยการสร้างอัตลักษณ์ที่แสดงถึงความร่ำรวยของผู้สวมใส่นาฬิกาบางเครื่องหมายการค้า และอคติที่แฝงฝังความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องความสำคัญของจุดกำเนิด หมายถึง สิ่งของต่างๆ จะมีความสมบูรณ์สูงสุดก็ต่อเมื่อย้อนกลับไปหาจุดกำเนิดของสิ่งๆ นั้นในตัวของมันเอง กล่าวคือ การจะทำนาฬิกาที่สมบูรณ์ที่สุด ควรทำจากคนหรือหมู่บ้านที่ผลิตนาฬิกาที่เที่ยงตรงในอดีตนั่นเอง
Quote:

(*) ไม่ระบุผู้เขียน, "ทำไมต้อง Swiss Brand," Marketeer, ปีที่ 7 ฉบับที่ 82 (ธันวาคม 2549), หน้า 90-126.
(**) ไม่ระบุผู้เขียน, "อดิศักดิ์ ลิ้มสุราโภชน์ นาฬิกาที่ให้มากกว่าการบอกเวลา," ธุรกิจก้าวหน้า, ปีที่ 5 ฉบับที่ 50 (กันยายน 2535), หน้า 26.

นอกจากนี้การกำหนดราคาสินค้าเป็นการจัดแยกกลุ่มชนชั้นของลูกค้าเกี่ยวกับความสามารถในการซื้อสินค้า ซึ่งสินค้าแต่ละกลุ่มจะมีกลวิธีในการจัดจำแนกกลุ่มสินค้ามากกว่าเพียงราคาที่กำหนดเพียงอย่างเดียว ยังมีลักษณะบางประการที่ผู้จำหน่ายสมควร/ไม่สมควรกระทำเพื่อตอกย้ำคุณค่าของสินค้า เช่น นาฬิกาชั้นนำ/ระดับสูงจะไม่ลดราคาสินค้าลง เนื่องจากเป็นความพยายามของผู้ผลิตสินค้าที่ต้องการสร้างความแตกต่างกับนาฬิการะดับกลางและระดับล่าง สิ่งที่ผู้จำหน่ายกระทำคือการตอกย้ำความหมายสัญญะของนาฬิการะดับบน ที่ถูกต้องและเหมาะสมที่จะมีคนเพียงกลุ่มเดียวที่สามารถครอบครองได้ ดังนั้นสิ่งที่บริษัทนาฬิกาที่มีเครื่องหมายการค้าชั้นนำต้องการจะขยายธุรกิจไปสู่ลูกค้ากลุ่มอื่นๆ จะทำการแยก/แตกเครื่องหมายการค้าย่อยออกมา เพื่อคงระดับเครื่องหมายการค้าชั้นนำไว้ เช่น การแยก/แตกเครื่องหมายการค้าย่อยของ Casio ไปเป็น G-Shock, Baby-G เป็นต้น ซึ่งแต่ละเครื่องหมายการค้าจะมีกลุ่มเป้าหมายเฉพาะของตนเองที่ชัดเจน

จากที่กล่าวมา สรุปได้ว่าบุคคลเลือกซื้อนาฬิกาผ่านการบริโภคสัญญะหรือความหมายสัญญะของนาฬิกา ไม่สามารถมีอิสระเสรีทางความคิดอย่างเต็มที่ แต่ต้องเลือกผ่านชุดความคิดความหมายบางอย่างที่กำกับสินค้านั้นๆ ไปด้วย กล่าวคือบุคคลเลือกซื้อนาฬิกาโดยคาดหมายถึงช่วงเวลาที่นาฬิกาเรือนนั้นจะอยู่บนข้อมือของผู้ซื้อ ซึ่งจะสะท้อนถึงบุคลิกลักษณะเฉพาะตัวของบุคคลนั้นที่เลือกจะนำเสนอตัวตนแก่สาธารณะด้วยเช่นกัน เช่น ผู้ชายวัย 40 เลือกสวมใส่นาฬิกาโรเล็กซ์เพื่อต้องการแสดงถึงความภูมิฐาน มีความมั่นคงทางฐานะเศรษฐกิจ หรือวัยรุ่นชายและหญิงเลือกจะสวมใส่นาฬิกาที่มีแนวทันสมัยแบบ G-Shock หรือ Baby-G เพื่อแสดงถึงความล้ำสมัย ปราดเปรียวของตนเอง หรือการเลือกซื้อนาฬิกาชั้นนำเพื่อแสดงถึงฐานะทางการเงิน เป็นต้น 


 



กลวิธี/เทคนิคของกระบวนการสร้างความหมาย
จากที่กล่าวมา ทำให้เห็นถึงภาคปฏิบัติการทางอำนาจของนาฬิกาในฐานะผู้กระทำ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อำนาจของนาฬิกาซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ที่สร้างความหมายต่อสังคม รวมถึงมีส่วนต่อการจัดการควบคุมร่างกายและความคิดของมนุษย์ โดยมนุษย์แทบไม่คิดตั้งคำถามกับอำนาจเหล่านั้นเลย กลับยอมรับอย่างเป็นปกติ/ธรรมดา อันแสดงถึงกลวิธีของกระบวนการสร้างอำนาจที่แยบยลต่อการจัดการ ซึ่งนาฬิกามีกลวิธี/เทคนิคการนำเสนออันแยบยล 4 ประการ กล่าวคือ

ประการแรก การเปลี่ยนรูปแบบนาฬิกาขนาดใหญ่ สู่รูปแบบขนาดเล็กสำหรับการพกพาได้สะดวกและราคาถูก การพัฒนาทางเทคโนโลยีของนาฬิกาส่งผลให้เวลากลายเป็นสิ่งสำคัญของทุกคน ทุกคนสามารถจะล่วงรู้เวลาได้ด้วยนาฬิกาข้อมือ เพราะหากนาฬิกาที่ถูกผลิตขึ้นมายังคงมีขนาดที่ใหญ่โตเหมือนหอนาฬิกา ทุกคนย่อมไม่สามารถเห็น เวลาผ่านนาฬิกาจากหอนาฬิกาได้ทุกขณะที่ต้องการ ตรงกันข้ามกับนาฬิกาขนาดเล็กที่สามารถพกติดตัวได้ พร้อมจะสะกดมนุษย์ให้สยบยอมเป็นทาสของเวลาภายใต้นาฬิกาที่เดินอย่างเคร่งครัดทุกขณะที่เหลือบมองดูเวลาบนข้อมือ นอกจากนี้ความสามารถที่เพิ่มขึ้นของนาฬิกาพกพา เช่น ตั้งเวลาปลุก จับเวลา เป็นต้น ยังบิดเบือน/ทำให้พร่ามัวความหมายของมนุษย์ผู้สยบยอมต่อเวลา และตกอยู่ภายใต้การควบคุมของเวลาที่เคร่งครัด ในเวลาเดียวกัน นาฬิกาก็ได้รับการมองในอีกลักษณะที่เป็นส่วนหนึ่งของความทันสมัยที่เพิ่มขึ้นด้วย

ประการที่สอง การส่งผ่านอำนาจของนาฬิกาสู่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์อื่นๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ วิทยุ กล้องถ่ายรูป เป็นต้น กล่าวคือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ต่างๆ ล้วนแต่ติดตั้งนาฬิกาของตนเอง เพื่อช่วยในการคาดการณ์เวลาทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์นั้นๆ โดยเมื่อพิจารณาแบบสัญวิทยาจะเห็นได้ว่า มีรูปสัญญะคือ แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่เพิ่มขึ้นของอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งสามารถบอกเวลาได้ มีความหมายสัญญะที่ต้องการจะสื่อคือ แสดงถึงความทันสมัยและความมีประสิทธิภาพของอุปกรณ์เหล่านั้น และมีมายาคติที่บิดเบือนหรือทำให้พร่ามัวคือ การตอกย้ำความสำคัญของเวลาที่แน่นอนตายตัว เหมือนเวลากลายเป็นทุนชนิดหนึ่งที่แต่ละคนจะมี 24 ชั่วโมง เท่าๆ กันในหนึ่งวัน ซึ่งจำเป็นต้องถูกใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ประการที่สาม สถานที่ขายนาฬิกา นาฬิกาจะถูกขายโดยแบ่งแยกประเภทของนาฬิกา และระดับราคา กล่าวคือ นาฬิการาคาถูกจะวางขายบนทางเท้าหรือร้านค้าเล็กๆ แต่ถ้านาฬิการะดับกลางจะเริ่มถูกจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าหรือศูนย์การค้าตามแผนกของสินค้า และนาฬิกาที่มีเครื่องหมายการค้าชั้นนำ และมีราคาแพงจะถูกจัดแสดงให้เลือกบนพื้นที่เฉพาะเท่านั้น เพื่อแบ่งแยกกลุ่มชนชั้นของลูกค้า ดังตัวอย่างที่ครั้งหนึ่งเคยมีคดีฟ้องร้องเกี่ยวกับสถานที่จัดแสดงนาฬิกาคือ บริษัท Fortunoff Fine Jewelery and Silverware ได้ฟ้องบริษัท North American Watch กับอีก 4 สาขา รวมทั้งห้างใหญ่ Tiffany ด้วยข้อกล่าวหาคือ บริษัท North American Watch ไม่ยอมส่งนาฬิกาชั้นนำมาวางจำหน่ายที่ร้าน ทำให้บริษัทเกิดความเสียหาย ซึ่งบริษัท North American Watch ให้เหตุผลต่อเหตุการณ์ดังกล่าวคือ "นาฬิกาของเราเป็นนาฬิกาชั้นดีเยี่ยม และควรจะมีจำหน่ายโดยร้านขายนาฬิกาชั้นดีเยี่ยมโดยเฉพาะเท่านั้น" (*)

Quote:

(*) แม็กไทย, "นาฬิกา," คลังสมอง ฉบับที่ 33 (ธันวาคม 2527), หน้า 89-93.

พื้นที่การจัดแสดงนาฬิกาของร้านค้า ย่อมแตกต่างกันตามเครื่องหมายการค้าและราคา นาฬิกาที่มีเครื่องหมายการค้าชั้นนำและราคาแพงจะถูกจัดแสดงในตู้กระจกที่มีแสงไฟส่องสว่างที่เรือนนาฬิกา แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มคุณค่าของนาฬิกาให้มีลักษณะเหมือนสิ่งศักดิสิทธิ์/ของวิเศษในตำนานที่ถูกเก็บไว้อย่างดี และสร้างระยะความห่างระหว่างผู้ซื้อกับนาฬิการะดับหนึ่ง ที่ผู้ซื้อไม่สามารถสัมผัสจับต้องได้โดยทันที ต้องมีความสนใจมากพอจึงจะขอดูจากพนักงานร้าน ซึ่งเท่ากับเป็นการจำกัดกลุ่มลูกค้าที่มีฐานะดี และต้องการจะเลือกซื้อเท่านั้นที่คู่ควรจะเลือกชมและสวมใส่

นอกจากนี้ งานมหกรรมแสดงสินค้านาฬิกาหรือ Watch Fair เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ผลิตซ้ำ/ตอกย้ำเรื่องอำนาจของการจำแนก/แยกแยะกลุ่มลูกค้าผ่านเทคนิคการนำเสนอสินค้าในสถานที่เฉพาะ ซึ่งหากใช้สัญวิทยาของบาร์ตส์มาวิเคราะห์จะเข้าใจได้ว่า รูปสัญญะคือ การแสดงความหลากหลายรูปแบบของนาฬิกา สื่อความหมายสัญญะถึงความสามารถของบุคคลที่จะสามารถเข้าไปเลือกชมและเลือกซื้อได้ ซึ่งมีมายาคติที่ถูกบิดเบือน/ทำให้พร่ามัวคือ ซ่อนความหรูหราฟุ่มเฟือย หรือการบริโภคความหมายสัญญะที่เกินความจำเป็นของวิธีคิดแบบทุนนิยม บริโภคนิยม และยังแบ่งกลุ่มลูกค้าชนชั้นกลางระดับบนถึงชนชั้นสูงเท่านั้น ที่คู่ควรจะเลือกซื้อสินค้าเหล่านั้นได้

ประการที่สุดท้าย การสถาปนาตัวตนของนาฬิกาให้กลายเป็นศิลปะหรือของสะสม ทำให้สินค้าถูกสะสมและมีมูลค่าที่เพิ่มมากขึ้นได้ สิ่งที่ทำให้ของสะสมแตกต่างจากสินค้าโดยทั่วไปคือ การกลับตาลปัตรเกี่ยวกับความด้อยค่าของสินค้าตามกาลเวลา เป็นความสูงค่าของสินค้าตามกาลเวลา กล่าวคือ ปกติสินค้าโดยทั่วไปจะมีมูลค่าลดลงตามกาลเวลาที่เดินไปข้างหน้า เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น ตรงกันข้ามกับของสะสมที่จะเพิ่มมูลค่าขึ้นตามกาลเวลาที่เดินไปข้างหน้า เช่น เครื่องลายคราม นาฬิกาบางรุ่น งานศิลปะของศิลปินบางคน เป็นต้น

ผศ.ดร.พรชัย ตระกูลวรานนท์ ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องของสะสมไว้ว่า การสะสมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและดำเนินไปเพื่อชนชั้น โดยชนชั้น และเป็นของชนชั้นอย่างแท้จริง และการสะสมถูกใช้ในหลายความหมายเช่น การแสดงถึงประวัติศาสตร์รากเหง้าของตน, การสืบต่ออัตลักษณ์ตัวเองให้สูงขึ้น, การสะสมทุนที่มีคุณค่าบางอย่างในสังคม และเป็นศิลปะหรือคุณค่าทางจิตใจ (*)

Quote:

(*) พรชัย ตระกูลวรานนท์, "โลกของนักสะสม," Corporate Thailand, ปีที่ 10 ฉบับที่ 104 (พฤษภาคม 2548), หน้า 20,22.

การเปลี่ยนนาฬิกาชั้นนำ (ราคาแพง) ของเครื่องหมายการค้าบางรุ่นให้กลายเป็นของสะสมจึงเป็นมายาคติรูปแบบหนึ่ง กล่าวคือ เมื่อพิจารณารูปสัญญะคือ การเลือกสะสมนาฬิกาที่มีราคาแพง โดยมีความหมายสัญญะที่บ่งบอกถึงชนชั้นทางสังคมของผู้ครอบครอง และมายาคติที่บิดเบือน/ทำให้พร่ามัวคือ ความสามารถของการแปลงรูปแบบของทุนนิยม เพื่ออำพรางไม่ให้เห็นถึงความฟุ้งเฟ้อของผู้บริโภค ต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าราคาแพงที่เกินความจำเป็น เป็นการเลือกบริโภคความหมายสัญญะที่บ่งบอกถึงตัวตนและสร้างวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ของตนเอง/กลุ่มคน (ผู้มีทรัพย์สินที่เกินพอ) ที่แตกต่างกับคนอื่น/กลุ่มอื่นที่ไม่สามารถจะทำได้ 


 



สรุป
นาฬิกาได้สร้าง/ผลิตความหมายให้แก่ผู้ใช้นาฬิกา 4 ความหมายคือ

- เปลี่ยนมนุษย์จากผู้ที่สามารถเล่น/ต่อรองกับเวลาให้กลายเป็นผู้สยบยอมต่อเวลา (เพื่อควบคุมกิจกรรมของมนุษย์)
- เปลี่ยนเวลาให้กลายเป็นทุน (เพื่อจัดวางชีวิตมนุษย์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด)
- เปลี่ยนการติดต่อสื่อสารที่ไร้ระเบียบให้เป็นระเบียบ (จากการกำหนดเวลามาตรฐานสากล)
- เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของมนุษย์ (จากวัตถุประสงค์ของนาฬิกาเพื่อบอกเวลาเป็นเครื่องแสดงถึงอัตลักษณ์ของผู้สวมใส่/ครอบครอง)

โดยใช้เทคนิค/กลวิธี 4 ประการคือ

- การพัฒนาทางเทคโนโลยีการผลิตนาฬิกาให้มีขนาดเล็กและราคาถูก (เพื่อให้ทุกคนล่วงรู้เวลาได้ด้วยตนเอง)
- การส่งผ่านอำนาจของนาฬิกาสู่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์อื่นๆ (เพื่อตอกย้ำให้เห็นว่าเวลามีความสำคัญ)
- สร้างสถานที่ขายนาฬิกาเฉพาะ (เพื่อกำหนดกลุ่มลูกค้า) และ
- สถาปนานาฬิกาให้กลายเป็นงานศิลปะ/ของสะสม (เพื่อขีดเส้นแบ่งวิถีชีวิตที่ชัดเจนระหว่างสิ่งที่คนรวยทำได้ แต่คนจนทำไม่ได้)

บรรดาคนทั่วไปมักจะเห็นและเข้าใจว่า นาฬิกาเป็นเพียงเครื่องสะท้อนภาพหรือเป็นตัวแทนโลกของเวลาอย่างเรียบง่าย แต่ผู้เขียนเห็นว่า นาฬิกาไม่ได้สะท้อนโลกหรือเพียงแค่เป็นตัวแทนของเวลาซึ่งถูกสร้างขึ้นมาอย่างเชื่องๆ ทว่านาฬิกาได้สร้างความหมายที่ยิ่งใหญ่ และเปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์อย่างมหาศาล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการทางอำนาจที่น่าชวนให้ขบคิด มากกว่าที่จะละเลยหรือปล่อยวางให้อำนาจจัดการควบคุมชีวิตโดยไม่รู้เท่าทัน โดยสยบยอม/ยอมรับว่าสิ่งต่างๆ รอบตัวเป็นเรื่องธรรมชาติที่ไม่จำเป็นต้องขบคิดต่อ ซึ่งผู้เขียนเห็นด้วยกับฟูโกต์ที่ได้กล่าวไว้ว่า "สิ่งที่ดูเป็นเรื่องธรรมชาติมากที่สุด อาจแฝงไปด้วยการใช้อำนาจมากที่สุด" จึงควรที่จะเริ่มต้นคิดและตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวมากขึ้น

Quote:
บรรณานุกรม

-
http://www.midnightuniv.org/midnight2545/document9714.html
-
http://s2organizer.com/th/portfolio.php?page=4
- Corporate Thailand, ปีที่ 10 ฉบับที่ 104 (พฤษภาคม 2548), หน้า 18-30, 154-177.
- Stephen Kern, The culture of Time and Space 1880-1918 (Cambridge, Massachusetts London : Harvard University Press, 2003).

- ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, วาทกรรมการพัฒนา : อำนาจ ความรู้ ความจริง เอกลักษณ์ และความเป็นอื่น (กรุงเทพฯ : วิภาษา, 2543).
- ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, สัญวิทยา, โครงสร้างนิยม, หลังโครงสร้างนิยม กับการศึกษารัฐศาสตร์ (กรุงเทพฯ : วิภาษา, 2545).
- ณัฏฐชา วงษ์วานิช, "รายการปฏิบัติการล่าฝัน (Academy Fantasia) : มุมมองจากสัญวิทยาและปรากฏการณ์วิทยา," รัฐศาสตร์สาร, ปีที่ 27 ฉบับที่ 1, 2549, หน้า 181-205.

- ไทยโพสต์, 12 มกราคม 2552.
- ธงชัย วินิจจะกูล, วิธีการศึกษาประวัติศาสตร์แบบวงศาวิทยา (Genealogy), รายงานโครงการวิจัยเสริมหลักสูตร คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2534.

- พิพัฒน์พันธุ์ สุวรรณอักษร, การผลิต การส่งออก และการนำเข้านาฬิกาและชิ้นส่วนประกอบของนาฬิกาของไทย, วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2539.

- มิแซ็ล ฟูโกต์ เขียน, ร่างกายใต้บงการ The chapter "Les corps dociles" from Sureiller et punir," ทองกร โภคธรรม แปล, นพพร ประชากุล บก. (กรุงเทพฯ : คบไฟ, 2547).

- ไม่ระบุผู้เขียน, "ทำไมต้อง Swiss Brand," Marketeer, ปีที่ 7 ฉบับที่ 82 (ธันวาคม 2549), หน้า 90-126.
- ไม่ระบุผู้เขียน, "อดิศักดิ์ ลิ้มสุราโภชน์ นาฬิกาที่ให้มากกว่าการบอกเวลา," ธุรกิจก้าวหน้า, ปีที่ 5 ฉบับที่ 50 (กันยายน 2535), หน้า 21-28,31-34.
- แม็กไทย, "นาฬิกา," คลังสมอง ฉบับที่ 33 (ธันวาคม 2527), หน้า 89-93.
- โรล็องด์ บาร์ตส์ เขียน, มายาคติ, วรรณพิมล อังคศิริสรรพ แปล, นพพร ประชากุล บก. (กรุงเทพฯ : คบไฟ, 2551).
- วุฒิ วัฒนสิน, "หอนาฬิกาปัตตานี," รูสมิแล ปีที่ 28 ฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม 2550), หน้า 89-93.
- สุทธาสินี จิตรกรรมไทย, "'คาราโอเกะ' สิ่งประดิษฐ์ที่ไม่น่ามีอยู่บนโลก!!...?," มติชน, 18 มกราคม 2552,

 


Views: 4744

Be first to comment this article

Only registered users can write comments.
Please login or register.

Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6
AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com
All right reserved

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >

Statistics

สถิติผู้เยี่ยมชม: 49648039

Who's Online

ขณะนี้มี 61 บุคคลทั่วไป ออนไลน์